แป้งมันทำอะไรได้บ้าง ? จับมาทำเมนูขนมไทยจากแป้งมันกันดีไหม เคี้ยวเหนียวนุ่มทุกสัมผัส อร่อยหลากหลายทำวนไปไม่น่าเบื่อ
แป้งมันคืออะไร ?
แป้งมัน หรือแป้งมันสำปะหลัง หรือแป้งมันสิงคโปร์ ทำมาจากมันสำปะหลัง มีลักษณะเป็นผงสีขาว จับแล้วลื่นมือ เมื่อโดนความร้อนหรือทำให้สุกจะมีความเหนียวและเหลว เมื่อพักให้เย็นจะเหนียวหนืด
แป้งมันนิยมนำไปทำอะไร ?
แป้งมันสามารถเอามาทำอาหาร อย่างเช่น น้ำราดหน้า กระเพาะปลาน้ำแดง แป้งหอยทอด แป้งกุยช่าย เป็นต้น รวมทั้งทำขนมได้หลากหลาย เช่น บัวลอย ทับทิมกรอบ ขนมชั้น ขนมฟักทอง ครองแครง ไข่เต่า เป็นต้น
แหม… จะว่าไปแป้งมันเอามาทำได้ทั้งอาหารและขนมเลยเนอะ สำหรับสายหวานคงอยากลองทำขนมไทยกันแล้วสิ เอาปากกามาจดแล้วลุยกันได้เลยจ้า
สูตรขนมจากแป้งมัน
1. ขนมกล้วย

ส่วนผสม ขนมกล้วย
-
กล้วยน้ำว้าสุก (บดละเอียด) 500 กรัม
-
น้ำตาลทราย 100 กรัม
-
เกลือป่น 1 ช้อนชา
-
แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
-
แป้งมันสำปะหลัง 5 ช้อนโต๊ะ
-
หัวกะทิ 200 มิลลิลิตร
-
มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย
-
ใบตองสำหรับห่อ (ถ้าไม่มีใบตองสามารถใช้ถ้วยตะไลได้)
วิธีทำขนมกล้วย
-
ผสมกล้วยน้ำว้ากับน้ำตาลทราย เกลือป่น แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง หัวกะทิ และมะพร้าวขูด คนผสมให้เข้ากันดี
-
ตักส่วนผสมขนมกล้วยลงบนใบตอง แผ่บาง ๆ หรือจะทำเป็นทรงกรวยห่อเป็นทรงให้สวยงาม (หรือตักใส่ถ้วยตะไล) วางเรียงบนชุดนึ่งที่มีน้ำเดือด นึ่งประมาณ 20 นาที จนขนมสุก จากนั้นนำออกจากชุดนึ่ง พร้อมรับประทาน
2. ขนมฟักทอง

ภาพจาก คุณนัทจัง สบายดี สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
ถ้าเบื่อฟักทองนึ่ง ลองเปลี่ยนสไตล์มาทำขนมฟักทอง สูตรจาก คุณนัทจัง สบายดี สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ใส่แป้งมัน เนื้อฟักทอง มะพร้าวขูด และน้ำตาล จับไปห่อใบตองหรือใส่ถ้วยทนความร้อนนึ่งจนสุก
ส่วนผสม ขนมฟักทอง
-
แป้งข้าวเจ้า 50 กรัม
-
แป้งมัน 40 กรัม
-
แป้งเท้ายายม่อม 50 กรัม
-
หัวกะทิ 200 กรัม
-
เนื้อฟักทองนึ่งสุก 300 กรัม
-
น้ำตาลปี๊บ 40 กรัม
-
น้ำตาลทราย 90 กรัม
-
เกลือป่น 1 ช้อนชา
-
มะพร้าวทึนทึกขูด 100 กรัม
วิธีทำขนมฟักทอง
-
ใส่แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน และแป้งเท้ายายม่อมลงในภาชนะ ใส่กะทิลงในแป้ง จะใช้กะทิประมาณ 60-80 กรัม แล้วนวด ขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานประมาณ 15 นาที แป้งต้องนวดเพราะจะทำให้แป้งเหนียวหนึบหนับ
-
นำกะทิที่เหลือ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย เนื้อฟักทอง และเกลือป่น ใส่ลงในเครื่องปั่นเพื่อให้เนื้อละเอียด เสร็จแล้วเทผสมลงในแป้ง ใช้มือหรือตะกร้อมือคนเพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน
-
ใส่เนื้อมะพร้าวขูดลงไป แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง
-
เมื่อเสร็จแล้วนำไปห่อใบตองหรือใส่ถ้วยและนำไปนึ่งประมาณ 15 นาที ใครชอบมะพร้าวขูดสามารถโรยเพิ่มเวลากินได้
3. ขนมชั้น

ภาพจาก คุณ RinS Cook Book (#Rinscookcook)
ส่วนผสม ขนมชั้น
-
น้ำตาลทราย 2+1/2 ถ้วย
-
น้ำกะทิ 4 ถ้วย
-
แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย
-
แป้งมันสำปะหลัง 1/2 ถ้วย
-
แป้งเท้ายายม่อม 1+1/2 ถ้วย (หรือแป้งถั่วเขียว)
-
น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 1/2 ถ้วย
-
น้ำหอมกลิ่นมะลิผสมน้ำ 1/2 ถ้วย
-
ถาดหรือพิมพ์สี่เหลี่ยมสำหรับนึ่งขนม (ขนาด 10x10 นิ้ว หรือ 8x8 นิ้ว)
วิธีทำขนมชั้น
-
ใส่น้ำตาลทรายและกะทิลงในหม้อ คนผสมให้เข้ากันแล้วนำขึ้นตั้งไฟปานกลางประมาณ 5 นาที จนน้ำตาลทรายละลาย (ไม่ต้องรอให้เดือด) ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น
-
นึ่งถาดหรือพิมพ์ในชุดนึ่งที่มีน้ำเดือด ประมาณ 15 นาที เตรียมไว้
-
ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งเท้ายายม่อมเข้าด้วยกัน ค่อย ๆ เทส่วนผสมน้ำกะทิลงไป ใช้มือนวดแป้งให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว นวดประมาณ 15 นาที จนแป้งไม่จับตัวเป็นก้อน จากนั้นนำไปกรองด้วยตะแกรง
-
แบ่งแป้งเป็น 2 ถ้วย โดยถ้วยที่ 1 ผสมกับน้ำใบเตย และถ้วยที่ 2 ผสมกับน้ำมะลิ คนผสมให้เข้ากัน เตรียมไว้
-
ทำชั้นที่ 1 โดยเทส่วนผสมสีขาว (เทส่วนผสมทุกชั้นประมาณ 1/3 ถ้วย) ลงในพิมพ์ ปิดฝา นึ่งประมาณ 5 นาที เปิดฝา เทส่วนผสมสีเขียวลงไป ปิดฝา นึ่งประมาณ 5 นาที ทำซ้ำเช่นเดิม สลับชั้นกันจนหมดแป้ง จะได้ประมาณ 9-10 ชั้น โดยชั้นสุดท้าย ให้นึ่งประมาณ 7 นาที ยกออกจากชุดนึ่ง วางพักทิ้งไว้จนเย็นสนิท (ประมาณ 3 ชั่วโมง)
-
นำขนมออกจากถาด จุ่มมีดลงในน้ำร้อน กดลงบนขนมเป็นชิ้น ๆ จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ
4. ลอดช่อง

ภาพจาก RinS Cook Book (#Rinscookcook)
อากาศร้อน ๆ มาหาขนมไทยกินเย็น ๆ สักถ้วย นี่ไงลอดช่อง สูตรจาก RinS Cook Book (#Rinscookcook) ใส่แป้งมัน แป้งข้าวเจ้า และแป้งถั่วเขียว เติมน้ำใบเตย มาพร้อมน้ำราดกะทิ
ส่วนผสม ลอดช่อง
-
ใบเตยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ 1 ปอนด์ (ประมาณ 450 กรัม)
-
น้ำปูนใส 9+1/2 -10 ถ้วย
-
แป้งข้าวเจ้า 3 ถ้วย
-
แป้งมันสำปะหลัง 1 ถ้วย
-
แป้งถั่วเขียว 4 ช้อนโต๊ะ
-
น้ำเย็นจัด
-
น้ำแข็งทุบ
ส่วนผสม น้ำกะทิ
-
น้ำตาลปี๊บ 3+1/2 -4 ถ้วย
-
เกลือป่น 1 ช้อนชา
-
กะทิ 5 ถ้วย
วิธีทำลอดช่อง
-
ทำน้ำกะทิ โดยใส่น้ำตาลปี๊บ เกลือป่น และกะทิลงในอ่างผสม ใช้มือขยำส่วนผสมเข้าด้วยกันจนน้ำตาลปี๊บละลายเข้ากันดี กรองด้วยตะแกรง
-
นำส่วนผสมน้ำกะทิขึ้นตั้งไฟปานกลาง เคี่ยวจนน้ำกะทิใกล้เดือด (ให้ส่วนผสมเดือดเฉพาะตรงกลาง ไม่เดือดพล่าน เพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน) ประมาณ 10-15 นาที ปิดไฟ ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น เตรียมไว้ (สามารถทำไว้ล่วงหน้าหรือทำทิ้งไว้ข้ามคืนได้)
-
ใส่ใบเตยลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำปูนใส 6-7 ถ้วย ปั่นจนละเอียด จากนั้นคั้นเอาเฉพาะน้ำ เตรียมไว้
-
ใส่แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งถั่วเขียวลงไปในน้ำใบเตย โดยปล่อยให้แป้งค่อย ๆ จมลงไปในน้ำจนหมด (เทคนิค : ปล่อยให้แป้งจมลงไปในน้ำเอง รอประมาณ 1 นาที โดยไม่ต้องคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แป้งจะได้ไม่จับตัวเป็นก้อน และละลายเข้ากับน้ำทั้งหมด) พอแป้งจมลงหมดแล้ว ค่อย ๆ คนผสมจนเข้ากันดี จากนั้นกรองด้วยตะแกรง เตรียมไว้
-
ใส่ส่วนผสมลงในกระทะก้นลึกขนาดใหญ่ นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง กวนผสมตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง พอแป้งเริ่มเหนียว ค่อย ๆ เทน้ำปูนใสที่เหลือลงไปจนหมด กวนจนส่วนผสมเหนียว และมีสีใส
-
ตักส่วนผสมแป้งใส่เครื่องกดลอดช่อง กดแป้งเป็นเส้น ๆ ลงในน้ำเย็นจัด จากนั้นตักส่วนผสมขึ้น ใส่ลงในถ้วย ตามด้วยน้ำกะทิที่เตรียมไว้ และน้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ
หมายเหตุ : สูตรนี้ใส่แป้งถั่วเขียว เพื่อทำให้ลอดช่องมีเนื้อเหนียว นุ่ม และสีสวยมากขึ้น เก็บไว้กินนาน ๆ จะไม่คืนตัวและเป็นน้ำ
5. ขนมรวมมิตร

ภาพจาก คุณ sujitrar สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
ส่วนผสม ขนมรวมมิตร
-
แป้งมัน 500 กรัม
-
น้ำเปล่า (1) 250 มิลลิลิตร
-
สีผสมอาหารตามชอบ
-
สาคู 150 กรัม
-
น้ำสำหรับต้ม
ส่วนผสม น้ำกะทิ
-
กะทิ 400 มิลลิลิตร
-
น้ำเปล่า (2) 600 มิลลิลิตร
-
น้ำตาลทราย 200 กรัม
-
เกลือ 1/4 ช้อนชา
-
ท็อปปิ้งตามชอบ
วิธีทำขนมรวมมิตร
-
ทำแป้งขนมโดยต้มน้ำ (1) ให้เดือด หลังจากนั้นนำน้ำร้อนที่ได้ทยอยเทลงในแป้ง คนให้แป้งจับตัวเป็นก้อน พอเริ่มจับตัวให้นวดจนแป้งเนียน นำแป้งแบ่งเป็นสีตามที่จะใส่ (ตามชอบ) จากที่ทำแบ่งเป็น 4 ส่วน สำหรับ 4 สี
-
นำสีหยดลงในถ้วย ผสมน้ำเล็กน้อย (ปริมาณความเข้มของสีตามชอบ) แล้วคนให้เข้ากัน นำสีที่ได้เทใส่ลงในแป้งที่แบ่งไว้แล้วนวดให้เข้ากัน โดยทำทีละสี ทำแบบนี้จนครบตามที่แบ่งแป้งไว้ หลังจากนั้นแบ่งแป้งแต่ละสีออกเป็น 2 ส่วน เพื่อทำครองแครงและลอดช่อง
-
ปั้นแป้งที่แบ่งไว้เป็นครองแครง และคลึงแป้งส่วนที่เหลือเป็นแผ่นบาง ๆ ตัดเป็นชิ้นตามยาวขนาดกว้างประมาณ 2 นิ้วนำมาช้อนกัน แล้วตัดเป็นชิ้นยาวขนาดเล็กตามภาพเพื่อทำลอดช่อง เมื่อทำครองแครงและลอดช่องเสร็จครบทุกสีแล้ว หาผ้าคลุมแล้วพักไว้สักครู่
-
ต้มน้ำให้เดือด (น้ำส่วนนี้ไม่มีในส่วนผสม) เมื่อเดือดแล้วให้ใส่สาคูลงไปต้มให้สุก แล้วพักไว้ในน้ำเย็น
-
นำน้ำใส่หม้อแล้วต้มน้ำให้เดือด หลังจากนั้นต้มครองแครงให้สุก แล้วตักขึ้นพักในน้ำเย็น และต้มลอดช่องให้สุก แล้วพักในน้ำเย็นเช่นกัน
-
ทำกะทิโดยนำกะทิ น้ำเปล่า น้ำตาลทราย และเกลือใส่ลงหม้อ คนให้เข้ากัน แล้วนำตั้งไฟอ่อนแค่พอเดือดปุด ๆ ที่ขอบหม้อ แล้วปิดไฟ นำขึ้นพักให้เย็น
-
ใส่สาคู ครองแครง และลอดช่องลงในน้ำกะทิ ตามด้วยท็อปปิ้งต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ใส่ลงไป ถ้ามีขนุนใส่ลงไปด้วยจะยิ่งหอม ตักเสิร์ฟเลย หรือจะใส่น้ำแข็งก็อร่อยชื่นใจ
6. ตะโก้

ส่วนผสม ตะโก้
-
น้ำเปล่า 1 ถ้วย
-
น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วย
-
แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย
-
แป้งมัน 1/4 ถ้วย
-
แป้งถั่วเขียว 2 ช้อนโต๊ะ
-
น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วย (หรือน้ำ 2 ถ้วย ผสมน้ำหอมกลิ่นมะลิ 1/2 ช้อนชา)
-
น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะ
-
แห้วต้มสุก (หั่นเต๋าเล็ก) 1 ถ้วย
ส่วนผสม หน้ากะทิ
-
แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วยตวง
-
กะทิ 2 ถ้วยตวง
-
เกลือป่น 1 ช้อนชา
-
กระทงใบเตย
วิธีทำหน้ากะทิตะโก้
- ใส่แป้งข้าวเจ้า กะทิ และเกลือป่นลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟใช้ความร้อนปานกลาง คนผสมจนข้น และเหนียว ยกลงจากเตา เตรียมไว้หยอดลงบนขนมตะโก้
วิธีทำตะโก้แห้ว
-
ใส่น้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ต้มจนเดือดและเหนียวเป็นน้ำเชื่อม พักไว้จนเย็น
-
ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้งถั่วเขียว น้ำลอยดอกมะลิ และน้ำใบเตยจนละลายเข้ากันดี เทใส่ลงในส่วนผสมน้ำเชื่อม กวนผสมจนแป้งสุกเหนียวและใส จากนั้นใส่แห้วลงคนผสมให้เข้ากัน ยกลงจากเตา
-
ตักใส่กระทงใบเตยที่เตรียมไว้ประมาณ 3/4 ของกระทง ตามด้วยหน้ากะทิจนเต็มพิมพ์ พักทิ้งไว้จนอุ่น จัดใส่จาน
7. ขนมเปียกปูน

ส่วนผสม ขนมเปียกปูน
-
แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม
-
แป้งมัน หรือแป้งเท้ายายม่อม 150 กรัม
-
น้ำปูนใส
-
น้ำตาลปี๊บ 1+1/2 กิโลกรัม (ปรับเพิ่ม-ลดความหวานได้ตามชอบ)
-
น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น
-
มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น สำหรับโรยหน้า
วิธีทำขนมเปียกปูน
-
ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม และน้ำปูนใสเล็กน้อยพอให้เหลว ๆ คนให้ละลายเข้าด้วยกัน
-
ใส่น้ำใบเตยลงไปคนให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำตาลปี๊บคนให้ละลาย จากนั้นนำน้ำนำไปกรองผ่านกระชอน
-
เทส่วนผสมลงในกระทะทองเหลืองหรือกระทะเทฟลอน นำขึ้นตั้งกวนด้วยไฟแรงจนส่วนผสมงวดและแห้งเหนียว
-
ตักส่วนผสมใส่พิมพ์ พักทิ้งไว้จนส่วนผสมเซตตัว ตัดเป็นชิ้น ๆ โรยมะพร้าวขูด พร้อมเสิร์ฟ
8. ขนมเปียกปูนกะทิสด

ภาพจาก คุณ Kitty Chef สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
ส่วนผสม ขนมเปียกปูนกะทิสด
-
แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
-
แป้งมัน 1/4 ถ้วยตวง
-
น้ำปูนใส 1 ถ้วยตวง
-
น้ำใบเตย 2 ถ้วยตวง
-
เกลือเล็กน้อย
-
น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง
-
น้ำตาลปี๊บ 120 กรัม
ส่วนผสม กะทิราดหน้าขนม
-
กะทิ 500 กรัม
-
เกลือแค่หยิบมือ
-
แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ใส่เพื่อให้น้ำกะทิข้น)
-
งาขาวคั่ว
วิธีทำขนมเปียกปูนกะทิสด
-
นำแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำปูนใส และน้ำใบเตย ผสมกันและนวดจนเข้ากันดี
-
ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลปี๊บ นวดต่อจนเข้ากันดี
-
กรองส่วนผสมแป้งด้วยตะแกรง 1 รอบ
-
ตั้งกระทะเปิดไฟปานกลาง ใส่แป้งลงไปกวน พอแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนให้ลดเป็นไฟอ่อน ค่อย ๆ กวนต่อจนส่วนผสมเนียนเข้ากันดี สังเกตจากการเอาไม้พายตักแป้งขึ้นมา ถ้าแป้งเหนียวติดไม้พายก็ใช้ได้แล้ว ตักขนมเปียกปูนใส่ถุงบีบ และใช้หัวบีบแต่งหน้าเค้ก บีบใส่ถ้วย
วิธีทำกะทิราดหน้าขนม
-
ใส่หัวกะทิลงในหม้อ ตามด้วยเกลือ ใส่แป้งข้าวเจ้า คนผสมจนเดือด
-
เสร็จแล้วตักกะทิราดหน้าขนมเปียกปูน โรยงาขาวคั่วหอม
9. ขนมดอกจอก

ภาพจาก คุณ Kitty Chef สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
ส่วนผสม ขนมดอกจอก
-
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม
-
แป้งข้าวเจ้า 150 กรัม
-
แป้งมันสำปะหลัง 50 กรัม
-
น้ำปูนใส 250 กรัม
-
ไข่ไก่ 2 ฟอง
-
เกลือ 1/2 ช้อนชา
-
น้ำตาลทราย 50 กรัม
-
หัวกะทิ 500 กรัม
-
งาดำ
วิธีทำขนมดอกจอก
-
นำแป้งสาลี แป้งข้าวเจ้า และแป้งมัน เทรวมกัน ตามด้วยน้ำปูนใส นวดไปเรื่อย ใส่ไข่ไก่นวดต่อไปเรื่อย ๆ
-
ใส่เกลือและน้ำตาลทราย นวดให้เข้ากัน เทกะทิแล้วนวดให้ส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เวลานวดค่อนข้างนานกว่าส่วนผสมจะเข้ากันดี กรองด้วยกระชอนตาถี่ แป้งจะละเอียดเนียนสวย ใส่งาดำตามชอบ หรือจะใส่งาขาวด้วยก็ได้
วิธีทอดขนมดอกจอก
- นำพิมพ์ไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำมันที่ร้อนประมาณ 10 นาที
-
พอพิมพ์ร้อนได้ที่แล้วก็ซับด้วยน้ำมันก่อนที่จะไปชุบแป้ง จุ่มพิมพ์ลงไปในแป้ง แต่อย่าจุ่มจนมิด (เพราะถ้าจุ่มมิดแป้งจะติดพิมพ์ ไม่หลุด)
-
นำพิมพ์ชุบแป้งเสร็จแล้วลงไปทอดในน้ำมันที่ร้อน ใช้ไฟกลาง พอเอาพิมพ์จุ่มลงในน้ำมันแล้วค่อย ๆ เขย่าพิมพ์ แป้งก็จะหลุดออกจากพิมพ์ ทอดให้สุกเหลือง เอาขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน พอพักจนเย็นก็กินได้แล้ว
10. ขนมมันม่วง

ส่วนผสม ขนมมันม่วง
-
แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
-
แป้งมันสำปะหลัง 1 ถ้วย
-
แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ (ไม่ใส่ก็ได้)
-
เกลือ 1 ช้อนชา
-
น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
-
กะทิ 2 ถ้วย
-
มันม่วงนึ่งและบด 1,000 กรัม
ส่วนผสม สำหรับโรยหน้าขนม
-
มะพร้าวขูดฝอย 1 ถ้วย
-
เกลือ 2/4 ช้อนชา
วิธีนึ่งมันม่วง
-
ล้างมันม่วงให้สะอาด ใช้แปรงขัดโดยรอบ อย่าให้มีเศษสกปรกหรือเศษดินติดอยู่
-
ตั้งลังถึง ใส่น้ำลงไปต้มจนเดือด เปิดฝา ใส่มันม่วงลงไป นึ่งประมาณ 20-30 นาที เช็กความสุกโดยใช้ไม้หรือส้อมจิ้มลงไป ถ้าจิ้มทะลุแสดงว่าสุกแล้ว
วิธีทำขนมมันม่วง
-
ใส่แป้ง เกลือ น้ำตาลทราย และกะทิ ลงในอ่างผสม นวดผสมจนทุกอย่างเนียนเข้ากัน
-
ใส่มันม่วงลงไป นวดจนเข้ากัน ไม่ต้องบี้มันม่วงละเอียดมาก เวลากินจะได้รสสัมผัสของเนื้อมันม่วง พักไว้ 15 นาที
วิธีทำมะพร้าวโรยหน้าขนม
- ผสมมะพร้าวขูดกับเกลือ คลุกให้เข้ากัน เตรียมไว้
วิธีนึ่งขนมมันม่วง
-
พอพักขนมจนครบเวลา 15 นาที ตักแป้งขนมใส่ถ้วยพิมพ์จนเต็ม โรยมะพร้าวขูด นำไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 15 นาที เช็กความสุกด้วยไม้แหลมจิ้มลงไป ถ้าไม่มีเศษแป้งติดขึ้นมาเป็นอันใช้ได้
-
ยกออกจากเตามาผึ่งไว้จนคลายร้อน แคะออกใส่ภาชนะ จัดเสิร์ฟ
11. ขนมผิงน้ำตาลโตนด

ภาพจาก คุณ Panda-chan สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
ส่วนผสม ขนมผิงน้ำตาลโตนด
-
แป้งมันสำปะหลัง 250 กรัม
-
เทียมหอม เอาไว้อบควันเทียน (ไม่ใส่ก็ได้ หรือกลิ่นอื่น)
-
กะทิ 250 กรัม
-
น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลทรายขาว 100-125 กรัม (ไม่ควรลดต่ำกว่า 100 กรัม เดี๋ยวจะเคี่ยวน้ำเชื่อมไม่ได้)
-
ไข่แดง 1 ฟอง
วิธีทำขนมผิงน้ำตาลโตนด
-
เริ่มจากคั่วแป้งไล่ความชื้น จะทำให้ขนมกรอบนานขึ้น ใครไม่ค่อยมีเวลาก็สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย แป้งที่คั่วจะมีสีน้ำตาลอ่อน หลังจากคั่วเสร็จแล้วก็ให้อบควันเทียนทิ้งไว้ 1 คืน ถ้าใครไม่มีเทียมหอมก็สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย ไปใส่กลิ่นอย่างอื่นทีหลัง
-
ใส่กะทิและน้ำตาลโตนด ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวประมาณ 30 นาที ให้กลายเป็นน้ำเชื่อม เมื่อพักไว้ให้เย็นแล้วจะหนืดเป็นยางมะตูม ถ้าใช้น้ำตาลทรายขาวทำน้ำเชื่อมแนะนำให้ใส่ใบเตยลงไปต้มด้วยจะได้หอม หลังจากน้ำเชื่อมเย็นแล้วให้ใส่ไข่แดงลงไป คนให้เข้ากัน
-
เทน้ำเชื่อมลงในแป้ง ค่อย ๆ แบ่งเทประมาณ 3 รอบ ค่อย ๆ นวดแป้งให้เข้ากับน้ำเชื่อม น้ำเชื่อมจะหนืดมากใช้แรงเยอะพอสมควรในการนวดให้เข้ากัน แป้งที่นวดเสร็จแล้วต้องมีเนื้อสัมผัสคล้ายดินน้ำมัน คือไม่แห้งเกินไปจนปั้นไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เหลวเกินแบบคุกกี้โดว์ เอาเป็นว่าให้มีความรู้สึกว่าปั้นได้ แต่ถ้าออกแรงกดเยอะก็จะเละ ถ้าแป้งเหลวเกินไปอบออกมาแล้วหน้าจะไม่แตก เนื้อข้างในก็จะไม่สุกด้วย
-
เนื่องจากน้ำเชื่อมที่แต่ละคนได้ออกมาจะมีปริมาณไม่เท่ากัน ฉะนั้นถ้าแห้งเกินให้ใส่น้ำเพิ่ม แนะนำใช้ฟ็อกกี้ที่เอาไว้ฉีดน้ำรีดผ้า ถ้าเหลวไปก็ใส่แป้งเพิ่มเท่านั้นเอง จากนั้นพักแป้งไว้ 2-3 ชั่วโมง พอครบเวลาก็ปั้นเป็นก้อนกลม เอาไปอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-20 นาที ใช้ไฟบน-ล่าง อย่าอบเกิน ไม่งั้นกรอบจนฟันหักแน่นอนและไหม้ด้วย ถ้าอยากให้กรอบมากขึ้นแนะนำให้ทิ้งไว้ในเตาอบหลังอบเสร็จสักพัก
12. ขนมไข่นกกระทา

ภาพจาก ครัวป้ามารายห์
ส่วนผสม ขนมไข่นกกระทา
-
แป้งมันสำปะหลัง 100 กรัม
-
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 25 กรัม (ถ้าชอบแบบเหนียวนุ่ม ก็สามารถใช้แป้งข้าวโพดแทนได้)
-
ผงฟู 1 ช้อนชา
-
น้ำตาลทราย 100 กรัม
-
เกลือ 1/2+1/4 ช้อนชา
-
มันเทศนึ่งบดละเอียด 350 กรัม
-
น้ำปูนใสประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะ (ค่อย ๆ ใส่แล้วนวดจนแป้งไม่ร่วนและปั้นเป็นลูกได้ จะน้อยหรือมาก บวก-ลบน้ำเอาได้เลย)
วิธีทำขนมไข่นกกระทา
-
ร่อนแป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลีอเนกประสงค์ และผงฟู หลังจากนั้นใส่น้ำตาลทรายและเกลือลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
-
นำแป้งที่ผสมแล้วใส่ลงไปในมันเทศที่นึ่งบดแล้ว แบ่งแป้งใส่สัก 3 รอบ นวดขยำจนเข้ากัน หลังจากนั้นค่อย ๆ ใส่น้ำปูนใสลงไปทีละ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนวดจนแป้งเนียนไม่ร่วน สามารถปั้นเป็นก้อนได้ เสร็จแล้วปั้นเป็นลูกกลม ๆ
-
ตั้งน้ำมันให้ร้อน แล้วนำไข่นกกระทาลงไปทอดด้วยไฟอ่อน ๆ คนไปด้วยขนมจะได้ไม่ไหม้ค่ะ พอทอดจนขนมเริ่มเหลืองฟูขึ้น ก็นำตะหลิวกดยีขนม เพื่อให้ขนมฟูขึ้นจากขนาดเดิมประมาณ 1.5-2 เท่า ฟูมากก็กลวงมาก พอพองเหลืองแล้วก็ต้องทอดต่อไปอีกสัก 4-5 นาที เพื่อให้ผิวขนมเซตตัวกรอบดีก่อน ถ้าตักขึ้นมาเร็วก็จะยุบและแฟบ พอสุกพองเหลืองได้ที่แล้วก็ตักมาพักบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน
13. ขนมอินทนิล

ภาพจาก คุณ lennon forever
มาต่อกันที่ขนมไทยโบราณอีกสูตรนั่นคือ ขนมอินทนิล สูตรจาก คุณ lennon forever ตัวขนมทำจากแป้งมันและน้ำใบเตย ราดด้วยกะทิอบควันเทียน
ส่วนผสม น้ำกะทิ
-
น้ำกะทิ 4 ถ้วย (หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง หางกะทิ 3 ถ้วยตวง) *เราใช้กะทิกระป๋อง 4 ถ้วยตวง
-
น้ำตาลทราย 1+1/2 ถ้วยตวง
-
เกลือป่น 1 ช้อนชา
-
เทียนอบขนม
ส่วนผสม แป้งขนมอินทนิล
-
แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วย
-
น้ำใบเตย 4 ถ้วย
วิธีทำน้ำกะทิอบควันเทียน
-
เทน้ำกะทิใส่ลงอ่าง จุดเทียนอบขนมให้ไฟลามถึงตรงขี้ผึ้งแล้วดับเทียน
-
ใส่เทียนลงในถ้วยเล็ก ๆ แล้วเอาใส่อ่างน้ำกะทิ ปิดฝา อบน้ำกะทิไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจุดเทียนอบซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ถ้ามีดอกกระดังงาก็เอาไปอบพร้อมเทียนเลย
-
พอได้น้ำกะทิที่อบควันเทียนแล้ว นำขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทราย และเกลือป่น คนผสมให้ละลาย รอจนเดือดแล้วยกลง
วิธีทำขนมอินทนิล
-
มาทำตัวขนมกันต่อ ผสมแป้งกับน้ำใบเตย คนให้แป้งละลายเข้ากับน้ำใบเตย
-
นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ใช้พายกวนตลอด ระวังอย่าให้ก้นหม้อไหม้ กวนจนขนมสุก ตัวแป้งจะเหนียวและใส พอแป้งสุกทั่วกัน เอาหม้อลงแช่ในอ่างน้ำแข็งเพื่อลงอุณหภูมิตัวขนมไม่ให้ร้อนเกินไป เดี๋ยวจะจับเป็นตัวไม่ได้
-
เตรียมถ้วยใส่น้ำไว้คอยจุ่ม ป้องกันขนมติดมือ ใช้นิ้วเปียก ๆ หยิบขนมขนาดพอดีคำ แล้วหย่อนลงน้ำกะทิที่เตรียมไว้ ตอนหยิบขนมก็ใช้นิ้วปั้น ๆ ให้กลม ๆ หน่อย ทำจนแป้งหมด ตัวขนมอินทนิลที่ดี ต้องไม่แข็งเป็นไตตรงกลาง พอสุกเอาขนมใส่ถ้วย ใส่น้ำกะทิ เติมน้ำแข็งทุบ
14. ขนมครกใบเตย

ภาพจาก เฟซบุ๊ก พาทำ พาทาน
ถ้าชอบกินลงทุนซื้อเตาขนมครกมารอเลย ชวนทำขนมครกใบเตย สูตรจาก เฟซบุ๊ก พาทำ พาทาน ตัวแป้งสีเขียวจากน้ำใบเตย เติมความหอมมันจากกะทิ ใส่ความหวานจากน้ำตาลทราย
ส่วนผสม ขนมครกใบเตย ขนมครกสิงคโปร์ (สำหรับ 18-20 ชิ้น)
-
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
-
แป้งมัน 1/4 ถ้วย
-
ผงฟู 1ช้อนชา
-
เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
-
น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
-
ไข่ไก่ 1 ฟอง
-
น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 1/3 ถ้วย
-
กะทิ 1/4 ถ้วย
-
น้ำมันพืช สำหรับทาพิมพ์
-
เตาขนมครกสิงคโปร์ (หรือใช้พิมพ์รูปอะไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปดอกไม้)
-
ผ้าสำหรับชุบน้ำมันทาเตา
วิธีทำขนมครกใบเตย ขนมครกสิงคโปร์
-
ร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ แป้งมัน และผงฟู เข้าด้วยกัน ใส่น้ำตาลทรายและเกลือลงไป คนผสมเข้าด้วยกัน
-
ใส่ไข่ไก่ลงไปตีผสมให้เข้ากัน
-
เทกะทิลงไปตีผสมให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำใบเตย คนผสมให้เข้ากันอีกครั้งจนเป็นเนื้อเนียนละเอียด พักแป้งไว้ 10 นาที
-
นำเตาขนมครกวางบนเตาแก๊ส ใช้ไฟอ่อนที่สุด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำมันทาเตาบาง ๆ จากนั้นตักแป้งหยอดลงในเตาไม่ต้องเต็ม (เพราะเดี๋ยวขนมจะฟูขึ้นมาเอง) ปิดฝา (เพื่อให้ขนมสุกเร็วขึ้น)
-
เมื่อขนมสุกแล้วใช้ไม้ปลายแหลมหรือไม้จิ้มฟันแซะขึ้นมาจากพิมพ์ จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ
15. ทับทิมกรอบ

ภาพจาก คุณ BlackPiano สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
คลายร้อนกันด้วยเมนูทับทิมกรอบ สูตรจาก คุณ BlackPiano สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ตัวทับทิมทำจากแห้วใส่สีผสมอาหารสีแดง คลุกแป้งมันแล้วเอาไปลวกจนแป้งสุก
ส่วนผสม ทับทิมกรอบ
-
น้ำลอยดอกมะลิ
-
กะทิสำเร็จรูป 1 กล่อง
-
เกลือป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
-
ใบเตยมัดเป็นปม
-
เทียนสำหรับอบขนม
-
แห้ว
-
สีผสมอาหารสีแดงผสมน้ำ
-
สีผสมอาหารสีเขียวผสมน้ำ
-
แป้งมัน
-
น้ำตาลทราย (ไม่ขัดสี)
-
น้ำแข็งบด
วิธีทำกะทิอบควันเทียน
-
ผสมน้ำกะทิกับเกลือ ใส่ใบเตยมัดเป็นปมลงไป นำขึ้นตั้งไฟ ต้มแค่พอร้อน
-
จุดเทียนสำหรับอบขนมแล้วเป่าให้ดับ ใส่ลงในถ้วยเล็ก ๆ นำไปลอยในน้ำกะทิ ปิดฝาหม้อ อบทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นนำเทียนขึ้นมาจุดใหม่แล้วใส่ลงไปอบซ้ำหลาย ๆ ครั้ง (ยิ่งนานยิ่งดี) เตรียมไว้
วิธีทำทับทิมกรอบ
-
หั่นแห้วเป็นชิ้นเล็ก ๆ (ซื้อแห้วกระป๋องมา แห้วสด ๆ ก็ยิ่งดี เพราะราคาถูกกว่ากระป๋อง แต่แบบกระป๋องจะหอมหวานกว่าเพราะเขาแช่ในน้ำเชื่อมมาแล้ว บางคนก็ใช้มันแกว แต่บอกเลยว่าไม่อร่อยเท่าแห้วหรอก มันแกวนาน ๆ ไปจะแห้ง ความกรอบก็สู้แห้วไม่ได้)
-
ผสมน้ำกับสีผสมอาหาร ใส่แห้วที่หั่นแล้วลงไปคลุกในสีผสมอาหารให้เข้ากัน พักไว้ รอจนได้สีตามชอบ ใส่แห้วลงคลุกในแป้งมัน (บางคนก็ใส่แป้งท้าวลงไปนิดนึง) คลุกให้แป้งเคลือบดี แล้วร่อนแป้งส่วนเกินออก นำไปลวกในน้ำเดือดจนแห้วลอยขึ้นมา ตักใส่ลงในน้ำเย็น พักไว้
วิธีทำน้ำเชื่อมใส่ทับทิมกรอบ
-
นำดอกมะลิมาลอยในน้ำทิ้งไว้ตามชอบ เตรียมไว้สำหรับทำน้ำเชื่อมเพื่อความหอมสดชื่น
-
ต้มน้ำลอยดอกมะลิที่เตรียมไว้กับน้ำตาลทรายไม่ขัดสี และใบเตย เคี่ยวให้เหนียวเล็กน้อย เตรียมไว้
-
ตักทับทิมกรอบใส่ถ้วย ตามด้วยน้ำเชื่อม กะทิ และน้ำแข็งบด พร้อมเสิร์ฟ
16. ขนมครองแครงน้ำกะทิ

ภาพจาก คุณ Fifa-girl สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
ปิดท้ายกันด้วยขนมครองแครงน้ำกะทิ สูตรจาก คุณ Fifa-girl สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ตัวขนมทำจากแป้งมันผสมแป้งข้าวเจ้า เติมสีจากน้ำดอกอัญชัน ราดด้วยกะทิ และโรยงาคั่ว
ส่วนผสม ขนมครองแครง
-
แป้งมัน 4 ถ้วย
-
แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
-
ดอกอัญชัน 20 ดอก
-
กะทิ 2 กล่อง
-
เกลือ 1 ช้อนชา
-
น้ำตาลทรายขาว
-
ใบเตย
-
งาขาวคั่ว
วิธีทำขนมครองแครง
-
ทำตัวครองแครง 2 สี คือสีน้ำเงินและสีฟ้า แบ่งครึ่งแป้งทั้ง 2 ชนิด นำแป้งมันผสมกับแป้งข้าวเจ้าแบ่งใส่กะละมังไว้ 2 ใบ ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่ดอกอัญชันลงไป รอจนน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มแล้วจึงตักดอกอัญชันออก
-
นำน้ำดอกอัญชันที่ต้มเดือดแล้วครึ่งหนึ่งมาเทลงไปในกะละมังแป้งใบแรก มือหนึ่งค่อย ๆ เทน้ำดอกอัญชัน เพราะกลัวแป้งจะเหลวเกินไป อีกมือหนึ่งคน ต้องรีบ ๆ คนเพราะถ้าคนช้าแป้งจะสุกเกินไป คนเสร็จก็ใช้มือนวดต่อ อย่าลืมเอาแป้งมันมาทาที่มือด้วย เพราะแป้งจะติดมือ แบ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ
-
ส่วนแป้งอีกครึ่งที่เหลือก็ทำเหมือนกัน นำน้ำดอกอัญชันที่เหลือมาเติมน้ำเปล่าแล้วตั้งไฟให้เดือดอีกรอบ เทลงไปในแป้ง นวดจนเข้ากัน
-
นำก้อนแป้งที่เตรียมไว้มาคลึงให้เป็นเส้นยาว ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางไม่ควรเกิน 1 เซนติเมตร เพราะครองแครงจะตัวใหญ่เกินไป พอคลึงแล้วก็ตัด หน้าตาจะออกมาคล้าย ๆ มาร์ชเมลโล่ พอได้แป้งเป็นชิ้นมาแล้วก็เอามากดลงบนพิมพ์กดทำครองแครง เอานิ้วมือถูแป้งไปด้านหน้า แป้งก็จะม้วนตามนิ้วเรา ถ้าไม่มีพิมพ์ครองแครงใช้ช้อนส้อมแทนได้
-
นำหม้อมาใส่น้ำแล้วตั้งไฟกลางไปทางแรง เพื่อต้มตัวครองแครง อาจจะใส่ใบเตยไปด้วย เตาแรกต้มตัวครองแครง พอใส่ตัวครองแครงลงไปต้ม ให้คนด้วย กันแป้งติดก้นหม้อ สังเกตถ้าแป้งสุก ตัวครองแครงจะลอยขึ้นมา รอสัก 30 วินาทีเป็นอันใช้ได้ พอตักขึ้นมาแล้วก็ไปล้างน้ำ เสร็จแล้วพักไว้ ต้มแป้งต่อจนหมด
-
อีกเตาตั้งหม้ออีกใบใช้ไฟอ่อน ๆ ใส่กะทิ เกลือ น้ำตาลทราย และใบเตย พอกะทิเดือดใช้ได้ก็นำตัวแป้งที่พักไว้มาใส่หม้อกะทิ คน ๆ แล้วชิมตามชอบ รอเดือดสักนิดแล้วก็ปิดไฟ โรยงาคั่ว ตักเสิร์ฟ






