นักวิชาการด้านสุขภาพและกฎหมายห่วงแก้ พ.ร.บ. สสส. กระทบงานป้องกันโรคและภาคประชาสังคม ย้ำ Earmarked Tax มีกลไกตรวจสอบอยู่แล้ว จี้รับฟังความคิดเห็นรอบด้าน
นักวิชาการด้านสุขภาพและกฎหมายแสดงความกังวลต่อการเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ผ่านกลไกการเสนอร่างกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อภารกิจป้องกันปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพก่อนเข้าสู่กระบวนการรักษา รวมถึงความเป็นอิสระของภาคประชาสังคม พร้อมย้ำว่าเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และมีกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายอยู่แล้ว จึงควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน
รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 อธิบายว่า Earmarked Tax เป็นระบบจัดเก็บภาษีเพื่อนำรายได้ไปใช้ตามวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งหลายประเทศนำมาใช้กับสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยประเทศไทยนำเงินจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบมาสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขณะที่การบริหารกองทุนมีกลไกตรวจสอบหลายระดับ ทั้งระบบตรวจสอบภายใน การตรวจสอบทางการเงิน การรายงานผลต่อฝ่ายนิติบัญญัติ และการประเมินผลโดยคณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามข้อเสนอแนะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
รศ.ภก.ดร.วิทยา ระบุว่า แนวคิดของกองทุนประเภทนี้มุ่งลดการบริโภคสินค้าที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ หากประชาชนลดการบริโภคลงจนหมด ความจำเป็นของกองทุนย่อมลดลงตามไปด้วย โดยรายได้จาก Earmarked Tax ของ สสส. ที่ปรับตัวลดลง เป็นข้อมูลที่ควรนำมาพิจารณาควบคู่กับพฤติกรรมการบริโภค พร้อมเห็นว่าการจัดเก็บภาษีลักษณะดังกล่าวสามารถดำเนินการควบคู่กับหลักวินัยการเงินการคลังได้
นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา ยังมีหลักฐานจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับผลการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. ทั้งแนวโน้มการสูบบุหรี่และการบริโภคแอลกอฮอล์ที่ลดลง รวมถึงการออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้น โดยการสร้างเสริมสุขภาพจำเป็นต้องดำเนินงานเชิงระบบ ไม่สามารถอาศัยเพียงการให้ความรู้แก่ประชาชน แต่ต้องมีทั้งมาตรการภาษี การควบคุมการบริโภค การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และการสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง จึงควรพิจารณาบทบาทของกองทุนควบคู่กับหลักวินัยการเงินการคลังอย่างรอบคอบ
ด้าน ผศ.อุดม งามเมืองสกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ให้ความเห็นว่า การเสนอร่างกฎหมายผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นช่องทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณและกลไกสร้างเสริมสุขภาพ ควรชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้กระบวนการพิจารณามีความโปร่งใสและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
ผศ.อุดม ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการเสนอร่างกฎหมายว่า กฎหมายที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการเงิน หากเสนอโดยประชาชนหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำเป็นต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี แต่กรณีนี้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอผ่านกลไก สส. และมีอำนาจรับรองร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย จึงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของกระบวนการ รวมถึงความเร่งรีบในการแก้ไขกฎหมาย และความเป็นไปได้ที่จะมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมเห็นว่าควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วน
ขณะที่ ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) แสดงความกังวลว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้อาจนำไปสู่การรวมศูนย์อำนาจและกระทบต่อความเป็นอิสระของกลไกสร้างเสริมสุขภาพ โดยมองว่าระบบบริการสุขภาพภาครัฐมีงบประมาณจำนวนมากอยู่แล้ว แต่การแก้ไขปัญหาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานสนับสนุนการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ผศ.ภญ.ดร.นิยดา อธิบายว่า การสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้ความรู้หรือจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว แต่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและภาคประชาสังคม สามารถรวมกลุ่ม จัดการปัญหา และเสนอความต้องการของตนเองได้ สอดคล้องกับแนวคิด Ottawa Charter ที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพประชาชนและการเปลี่ยนแปลงปัจจัยแวดล้อมเชิงระบบ โดยเฉพาะภาคประชาสังคมที่ไม่ได้รับเงินเดือนประจำ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้สามารถทำงานและมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างเข้มแข็ง
ทั้งนี้ นักวิชาการมีข้อเสนอร่วมกันว่า การพิจารณาแก้ไขกฎหมาย สสส. ต้องคำนึงถึงหลักวินัยการเงินการคลัง ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และการรักษากลไกสร้างเสริมสุขภาพที่ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามรายละเอียดร่างกฎหมาย ตรวจสอบข้อกล่าวอ้างทางการเมืองกับข้อเท็จจริง และร่วมเสนอความคิดเห็นต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อให้การแก้ไขกฎหมายเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพและประโยชน์สาธารณะในระยะยาว


