คัดลอก URL แล้ว
นักวิชาการจี้ชะลอแก้ พ.ร.บ. สสส. หลัง 89% ค้าน

นักวิชาการจี้ชะลอแก้ พ.ร.บ. สสส. หลัง 89% ค้าน

นักวิชาการและนักกฎหมายเรียกร้องชะลอร่างแก้ไข พ.ร.บ. สสส. หลังผลรับฟังความคิดเห็นประชาชนกว่า 85,000 ราย พบเกิน 89% ไม่เห็นด้วย หวั่นกระทบงบสร้างเสริมสุขภาพระยะยาว

นักวิชาการและนักกฎหมายเรียกร้องให้ชะลอการเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ หลังผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบรัฐสภา มีประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น 85,727 ราย โดยมากกว่าร้อยละ 89 ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงผลกระทบและหลักประกันด้านงบประมาณให้ชัดเจน ก่อนเดินหน้าพิจารณาในขั้นต่อไป

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า รายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ร่างกฎหมายมีสาระสำคัญในการยกเลิกเงินบำรุงกองทุนจากภาษีสุราและยาสูบ แล้วเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงปรับแก้บทบัญญัติเกี่ยวกับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล จึงจำเป็นต้องมีหลักประกันว่ากองทุนจะได้รับงบประมาณอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการป้องกันปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาควิชาการ ชุมชน และเครือข่ายภาคประชาสังคมในระยะยาว

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็น ฝ่ายที่สนับสนุนร่างกฎหมายให้เหตุผลด้านวินัยการเงินการคลัง ความโปร่งใส และการตรวจสอบผ่านระบบงบประมาณของรัฐ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกังวลว่าการเปลี่ยนแหล่งเงินอาจกระทบความเป็นอิสระและความต่อเนื่องของงานสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการในระดับพื้นที่ รวมถึงความเสี่ยงจากการแทรกแซงของกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ทั้งสุรา ยาสูบ อาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และการพนัน

นอกจากนี้ รายงานวิเคราะห์ผลกระทบยังประเมินว่า การยกเลิกเงินบำรุงกองทุนอาจช่วยลดภาระของผู้ประกอบการสุราและยาสูบ และอาจส่งผลต่อราคาสินค้า การตลาด ตลอดจนระดับการบริโภค ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มภาระด้านสุขภาพในอนาคต หากมาตรการป้องกันปัจจัยเสี่ยงอ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม ศจย. เห็นว่าควรเปิดเผยข้อมูลอ้างอิงและสมมติฐานที่ใช้ประเมินอย่างครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนสามารถแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงกับผลกระทบที่เป็นเพียงการคาดการณ์

ด้าน อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ทนายความและผู้จัดการหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) ตั้งข้อสังเกตว่า แม้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบจะระบุว่าไม่พบความเสี่ยงด้านการทุจริตในหัวข้อประเมินหลายด้าน แต่ยังควรเปิดเผยหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินให้ชัดเจน เพื่อให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบเหตุผลและความรอบด้านของการพิจารณาร่างกฎหมายได้

ทั้งนี้ ศจย. และ สปสส. เสนอให้คงระบบจัดสรรเงินจากภาษีเฉพาะ (Earmarked Tax) ซึ่งนำเงินจากธุรกิจที่ก่อปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพมาใช้สนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน พร้อมปรับปรุงระบบบริหารจัดการเงินภายในหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และโปร่งใสมากขึ้น แทนการเปลี่ยนแหล่งเงินที่อาจทำให้การดำเนินงานขาดความแน่นอน

ทั้งสองหน่วยงานจึงเรียกร้องให้ยับยั้งการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. สสส. เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาไว้ก่อน จนกว่าจะมีคำชี้แจงเกี่ยวกับแหล่งเงิน หลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณ และผลกระทบต่อกองทุน ภาคีเครือข่าย ตลอดจนประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจแก้ไขกฎหมายตั้งอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วนและตรวจสอบได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง