ข้ามไปเนื้อหา

สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง
ส่วนหนึ่งของ สงครามอินโดจีน และ สงครามเย็น

พิธีที่ทหารกองทัพญี่ปุ่นยอมจำนนต่อทหารกองทัพสหราชอาณาจักรในเมืองไซ่ง่อน ในปี 1945
วันที่19 ธันวาคม ค.ศ. 1946 (1946-12-19) – 1 สิงหาคม ค.ศ. 1954 (1954-08-01)
(7 ปี 7 เดือน 1 สัปดาห์ 6 วัน)
สถานที่
ผล

กองกำลังเวียดมินห์ได้รับชัยชนะ[1][2][3][4]

  • การแบ่งแยกประเทศเวียดนามออกเป็นสองส่วน(ตอนเหนือปกครองโดยเวียดมินห์ และตอนใต้ปกครองโดยรัฐเวียดนามอยู่ต่อไป)
  • ฝรั่งเศสสละอำนาจการปกครองอาณานิคมอินโดจีน และให้เอกราชแก่ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพราะผลของการบังคับใช้จากการประชุมเจนีวา (ค.ศ. 1954)
ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
ประเทศเวียดนามแยกเป็นสองประเทศคือเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ โดยให้ถือเอาพื้นที่ 17 องศาเหนือ เป็นเส้นแบ่งเขตแดน
คู่สงคราม

เวียดนามเหนือ เวียดมินห์
ประเทศลาว ลาวอิสระ (1945–1949)

ประเทศกัมพูชา เขมรอิสระ[6]

ประเทศญี่ปุ่น อาสาสมัครจากประเทศญี่ปุ่น​


Supported by:[8]
สหภาพโซเวียต[9]
จีน (1949–1954) [9]
เยอรมนีตะวันออก[10][11]

ประเทศฝรั่งเศส สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่สี่ (1945–1954)

ประเทศกัมพูชา ราชอาณาจักร​กัมพูชา
(1953–1954)
ประเทศลาว ราชอาณาจักรลาว
(1953–1954)
ประเทศเวียดนามใต้ รัฐเวียดนาม (1949–1954)


Supported by:
สหรัฐ[12] (1950–1954)
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
เวียดนามเหนือ โฮจิมินห์
เวียดนามเหนือ หวอ เงวียน ซ้าป
ประเทศลาว เจ้าสุภานุวงศ์
ประเทศกัมพูชา ตู สามุต

คณะสำรวจดินแดนตะวันออกไกลของฝรั่งเศส

รัฐเวียดนาม

กำลัง
เวียดมินห์:
ทหาร: 125,000
พลเรือน: 75,000
กองกำลังนิยม/ประจำการ: 250,000[13]
อดีตทหารกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นและอาสาสมัคร: ~5,000[14]
รวม: ~450,000
ฝรั่งเศส:
คณะสำรวจ: 190,000
ฝ่ายความช่วยเหลือในพื้นที่: 55,000
รัฐเวียดนาม:
150,000[15]
อดีตทหารกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นและอาสาสมัคร: ~1,000[16]
รวม: ~450,000
ความสูญเสีย
เวียดมินห์:
หายสาบสูญและเสียชีวิตถึง 175,000–300,000 ราย[17][18]
สหภาพฝรั่งเศส:
เสียชีวิต 75,581 ราย
บาดเจ็บ 64,127 ราย,
ถูกจับกุม 40,000 ราย
รัฐเวียดนาม:
หายสาบสูญและเสียชีวิตถึง 58,877 ราย[19]
รวม:
หายสาบสูญและเสียชีวิตถึง 134,500 ราย
พลเรือนหายสาบสูญและเสียชีวิตถึง 125,000–400,000 ราย[17][20][21][22]

สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งเริ่มในอินโดจีนฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1946 และกินเวลาจนวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1954 การสู้รบระหว่างกำลังฝรั่งเศสและคู่ต่อสู้เวียดมินห์ในทางใต้เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1945 ความขัดแย้งนี้มีกำลังต่าง ๆ ซึ่งรวมกองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลฝรั่งเศสของสหภาพฝรั่งเศส ซึ่งมีฝรั่งเศสเป็นผู้นำ และมีกองทัพแห่งชาติเวียดนามของสมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ยสนับสนุนต่อเวียดมินห์ซึ่งมีโฮจิมินห์เป็นผู้นำและกองทัพประชาชนเวียดนามซึ่งมีหวอ เงวียน ซ้าปเป็นผู้นำ การสู้รบส่วนใหญ่เกิดในตังเกี๋ยในเวียดนามเหนือ แม้ความขัดแย้งกลืนทั่วประเทศและยังลามไปรัฐในอารักขาอินโดจีนฝรั่งเศสเพื่อนบ้านลาวและกัมพูชา

ณ การประชุมพ็อทซ์ดัมในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 เสนาธิการร่วม (Combined Chiefs of Staff) ตัดสินใจว่าอินโดจีนใต้ละติจูด 16 องศาเหนือ จะรวมอยู่ในกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้พลเรือเอกเมานต์แบ็ทแตนชาวบริติช กำลังญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ทางใต้เส้นนั้นยอมจำนนต่อเขาและกำลังญี่ปุ่นเหนือเส้นนั้นยอมจำนนต่อจอมทัพเจียง ไคเช็ก ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 กำลังจีนเข้าตังเกี๋ยและกำลังรบเฉพาะกิจบริติชขนาดเล็กขึ้นบกที่ไซ่ง่อน จีนยอมรับรัฐบาลเวียดนามภายใต้โฮจิมินห์ ซึ่งกำลังต่อต้านเวียดมินห์ตั้ง ซึ่งขณะนั้นครองอำนาจอยู่ในกรุงฮานอย ฝ่ายบริเตนไม่ยอมตามในไซ่ง่อน และยอมให้ฝรั่งเศสที่นั่นตั้งแต่ต้น ซึ่งต่อต้านการสนับสนุนเวียดมินห์ที่ดูเช่นนั้นโดยผู้แทนโอเอสเอสของอเมริกา ในวันวี-เจ 2 กันยายน โฮจิมินห์ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามในกรุงฮานอย สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามปกครองเป็นรัฐบาลพลเรือนเดียวในเวียดนามทั้งหมดเป็นเวลาประมาณ 20 วัน หลังจักรพรรดิบ๋าว ดั๋ยสละราชสมบัติ ซึ่งปกครองในการปกครองของญี่ปุ่น ฉะนั้นเวียดมินห์จึงถือเป็น "หุ่นเชิดญี่ปุ่น" วันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1945 ด้วยทราบถึงผู้บัญชาการบริติชในไซ่ง่อน กำลังฝรั่งเศสโค่นรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนเวียดนามท้องถิ่น และประกาศฟื้นฟูอำนาจของฝรั่งเศสในโคชินจีน การสงครามกองโจรพลันเริ่มรอบไซ่ง่อน[23]

ปีแรก ๆ ของสงครามเป็นการก่อการกำเริบในชนบทระดับต่ำต่อทางการฝรั่งเศส ทว่า หลังคอมมิวนิสต์จีนถึงชายแดนเวียดนามด้านเหนือใน ค.ศ. 1949 ความขัดแย้งเปลี่ยนเป็นสงครามตามแบบระหว่างสองกองทัพที่มีอาวุธสมัยใหม่ที่สหรัฐและสหภาพโซเวียตจัดหา[24] กำลังสหภาพฝรั่งเศสมีทหารอาณานิคมจากทั้งอดีตจักรวรรดิ (โมร็อกโก แอลจีเรีย ตูนิเซีย ลาว กัมพูชาและชนกลุ่มน้อยเวียดนาม) กำลังอาชีพฝรั่งเศสและหน่วยกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส การใช้กำลังฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่เกณฑ์ถูกรัฐบาลห้ามเพื่อป้องกันมิให้สงครามยิ่งไม่ได้รับความนิยมมากขึ้นอีกในประเทศแม่ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายในประเทศฝรั่งเศสเรียกสงครามนี้ว่า "สงครามสกปรก"[25]

ยุทธศาสตร์ผลักดันเวียดมินห์ให้โจมตีฐานที่มีการป้องกันดีในส่วนห่างไกลของประเทศ ณ ปลายเส้นทางลอจิสติกของเวียดมินห์สมเหตุสมผลที่ยุทธการที่หน่าสาน ทว่า ฐานนี้ค่อนข้างอ่อนแอเพราะขาดวัสดุก่อสร้างอย่างคอนกรีตและเหล็กกล้า รถถังหุ้มเกาะซึ่งมีประโยชน์จำกัดในสิ่งแวดล้อมป่า การขาดกองทัพอากาศที่เข้มแข็งสำหรับการคุ้มกันทางอากาศและการทิ้งระเบิดปูพรมและการใช้กำลังต่างด้าวเกณฑ์จากอาณานิคมฝรั่งเศสอื่นที่เกิดจากความไม่เป็นที่นิยมของสงครามนี้ในประเทศฝรั่งศสซึ่งห้ามการใช้ทหารเกณฑ์ชาวฝรั่งเศสประจำการ อีกด้านหนึ่ง ซ้าปใช้ยุทธวิธีที่มีประสิทธิภาพและใหม่ปืนใหญ่ยิงตรง (direct fire artillery) การซุ่มโจมตีขบวนคุ้มกันและปืนต่อสู้อากาศยานที่รวบรวมเพื่อขัดขวางการส่งกำลังบำรุงทางบกหรืออากาศร่วมกับยุทธศาสตร์ที่ยึดการเกณฑ์กองทัพประจำการขนาดพอสมควรที่อำนวยจากการสนับสนุนของประชาชนอย่างกว้างขวาง ลัทธิการสงครามกองโจรและการสอนที่พัฒนาในประเทศจีนและการใช้วัสดุสงครามเรียบง่ายและเชื่อถือได้ที่สหภาพโซเวียตจัดหา ทั้งหมดนี้รวมกันพิสูจน์แล้วว่าเป็นหายนะสำหรับการป้องกันฐานนี้ ลงเอยด้วยความปราชัยของฝรั่งเศสอย่างเด็ดขาดในยุทธการที่เดียนเบียนฟู[26]

ณ การประชุมเจนีวาระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1954 รัฐบาลฝรั่งเศสสังคมนิยมใหม่และเวียดมินห์ทำความตกลงซึ่งถูกรัฐบาลเวียดนามและสหรัฐประณาม แต่ให้คอมมิวนิสต์ควบคุมเวียดนามเหนือเหนือเส้นขนานที่ 17 ยกการควบคุมเวียดนามเหนือให้เวียดมินห์ภายใต้โฮจิมินห์ และเวียดนามใต้ยังอยู่ภายใต้จักรพรรดิบ๋าว ดั๋ย ปีต่อมา บ๋าว ดั่ยถูกนายกรัฐมนตรีโง ดิ่ญ เสี่ยมปลด สถาปนาสาธารณรัฐเวียดนาม ไม่นาน เกิดการก่อการกำเริบที่เวียดนามเหนือสนับสนุนต่อรัฐบาลเดี่ยม ความขัดแย้งค่อย ๆ บานปลายเป็นสงครามเวียดนาม

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ Lee Lanning, Michael (2008). Inside the VC and the NVA. : Texas A&M University Press. น. 119. ISBN 978-1-60344-059-2.
  2. ↑ Crozier, Brian (2005). Political Victory: The Elusive Prize Of Military Wars. Transaction. น. 47. ISBN 978-0-7658-0290-3.
  3. ↑ Fall, Street Without Joy, p. 63.
  4. ↑ Logevall, Fredrik (2012). Embers of War: the fall of an empire and the making of America's Vietnam. Random House. น. 596–9. ISBN 978-0-375-75647-4.
  5. ↑ Jacques Dalloz, La Guerre d'Indochine 1945–1954, Seuil, Paris, 1987, pp. 129–130, 206
  6. ↑ Jacques Dalloz (1987). La Guerre d'Indochine 1945–1954. Paris: Seuil. น. 129–130.
  7. ↑ Kiernan, Ben. How Pol Pot Came to Power. London: Verso, 1985. p. 80
  8. ↑ henrisalvador. "John Foster Dulles on the fall of Dien Bien Phu". Dailymotion. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 19, 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. 1 2 "Viện trợ của Trung Quốc đối với cuộc kháng chiến chống Pháp của Việt Nam". สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 19, 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. ↑ http://geb.uni-giessen.de/geb/volltexte/2013/9311/pdf/DaoDucThuan_2013_02_05.pdf
  11. ↑ "East Germany – The National People's Army and the Third World".
  12. ↑ "CNN.com – France honors CIA pilots – Feb 28, 2005". สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 19, 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. ↑ Windrow 1998, p. 23
  14. ↑ Ford, Dan. "Japanese soldiers with the Viet Minh".
  15. ↑ Windrow, Martin (1998). The French Indochina War 1946–1954 (Men-At-Arms, 322). London: Osprey Publishing. น. 11. ISBN 1-85532-789-9.
  16. ↑ Ford, Dan. "Japanese soldiers with the Viet Minh".
  17. 1 2 Clodfelter, Michael, Vietnam in Military Statistics (1995)
  18. ↑ Where the Domino Fell: America and Vietnam 1945–1995. James S. Olson, Randy W. Roberts. Chapter 2: The first Indochina war 1945–54
  19. ↑ Dommen, Arthur J. (2001), The Indochinese Experience of the French and the Americans, Indiana University Press, pg. 252
  20. ↑ Smedberg, M (2008), Vietnamkrigen: 1880–1980. Historiska Media, p. 88
  21. ↑ Eckhardt, William, in World Military and Social Expenditures 1987–88 (12th ed., 1987) by Ruth Leger Sivard.
  22. ↑ Dommen, Arthur J. (2001), The Indochinese Experience of the French and the Americans, Indiana University Press, pg. 252.
  23. ↑ s:Page:Pentagon-Papers-Part I.djvu/30
  24. ↑ Fall, Street Without Joy, p. 17.
  25. ↑ Edward Rice-Maximin, Accommodation and Resistance: The French Left, Indochina, and the Cold War, 1944–1954 (Greenwood, 1986).
  26. ↑ Flitton, Dave. "Battlefield Vietnam – Dien Bien Phu, the legacy". Public Broadcasting System PBS. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)