ทลายความเชื่อผิด ๆ "ไทยมีน้ำมันเหลือใช้จนส่งออก ?"
หลายคนยังเข้าใจผิดว่าบ้านเรามีแหล่งน้ำมันดิบมากมายจนเหลือใช้ แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันดิบเองได้เพียงแค่ประมาณ 10% ของปริมาณการใช้ในประเทศเท่านั้น แถมบางส่วนยังมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะกับโรงกลั่นบ้านเรา จึงต้องมีการส่งออกไปกลั่นที่อื่นแทน
ดังนั้น น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศสูงถึงกว่า 90% นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเวลาราคาตลาดโลกแกว่ง ตัวเลขหน้าปั๊มบ้านเราถึงสะเทือนตามไปด้วยนั่นเอง
กางโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกใน 1 ลิตร เงินเราไปไหนบ้าง ?
1. ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (60-80%)
2. ภาษีและกองทุน (15-30%)
ส่วนนี้เป็นเงินที่ภาครัฐเป็นผู้กำหนดและบริหารจัดการเพื่อนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย
- ภาษีสรรพสามิต : จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิตจากตัวสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งแต่ละชนิดก็มีอัตราภาษีตามพิกัดที่ต่างกันไป
- ภาษีบำรุงเทศบาล : คิดเป็นอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต โดยจะกระจายไปให้หน่วยงานท้องถิ่น (เช่น กทม. หรือเทศบาลต่าง ๆ) นำไปพัฒนาพื้นที่ตาม พ.ร.บ.รายได้เทศบาล พ.ศ. 2497
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : จัดเก็บโดยกรมสรรพากร ซึ่งจะคิดซ้อนอยู่ 2 จุด คือ VAT จากราคา ณ โรงกลั่น และ VAT จากค่าการตลาด
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง : เงินส่วนนี้เอาไว้ใช้สำหรับรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศไม่ให้สวิงขึ้น-ลงน่ากลัวเวลามีวิกฤตพลังงานโลก
- กองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน : เก็บไว้เป็นทุนหมุนเวียนและช่วยเหลืออุดหนุนในกิจกรรมที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ
3. ค่าการตลาด (5-8%)
คำถามยอดฮิต ทำไมน้ำมันโลก "ลด" แต่ราคาไทย "ไม่ลดตามทันที" ?
ในจังหวะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงมาก ๆ รัฐจะใช้เงินกองทุนนี้ไปช่วยชดเชยราคาเพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำมันที่ไม่แพงเกินไป แต่ในทางกลับกัน เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง รัฐก็จำเป็นต้องเก็บเงินเข้ากองทุนคืนเพื่อเรียกความมั่นคงกลับมา ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยไม่ลดลงในทันที หรืออาจจะลดลงช้ากว่าตลาดโลกในช่วงเวลานั้น ๆ นั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ "ค่าเงินบาท" ในช่วงเวลานั้น รวมถึง ผู้ค้าจะทยอยปรับราคา เนื่องจากน้ำมันที่ขายหน้าปั๊มคือ ราคาของน้ำมันที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ ความเข้าใจที่ว่า "ซื้อถูกต้องขายถูกได้ทันที" จึงไม่สะท้อนความจริง เพราะต้นทุนและราคาขายไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน และมีความเสี่ยงจากการผันผวนของตลาดโลก
ส่องราคาน้ำมันเพื่อนบ้าน ไทยอยู่อันดับไหน ?
ถ้าลองเปรียบเทียบราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ย (ข้อมูลจาก globalpetroprices ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568) กับกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศผู้นำเศรษฐกิจโลก จะพบว่าราคาน้ำมันของประเทศไทยอยู่ในระดับ "กลาง ๆ" คือไม่ได้แพงที่สุดและก็ไม่ได้ถูกที่สุด เพราะแต่ละประเทศมีนโยบายการบริหาร มาตรการภาษี ระบบกองทุน และเกรดน้ำมันที่แตกต่างกัน
บทเรียนที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันสุทธิ (Exporter) และใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลแบบเหวี่ยงแห (Blanket Subsidy) ตรึงราคาไว้ที่ 2.15 ริงกิต/ลิตร จนต้องแบกงบประมาณปีละมหาศาล สุดท้ายก็แบกไม่ไหว ต้องยอมปล่อยราคาดีเซลลอยตัวตามราคาตลาด (Managed Float) ไปเมื่อช่วงกลางปี 2567 แล้วเปลี่ยนมาใช้การช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มแทน เช่น แจกเงินช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายโดยตรง หรืออุดหนุนเฉพาะกลุ่มขนส่งสาธารณะและประมง
เมื่อหันกลับมามอง ประเทศไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันสูงถึงกว่า 90% การอุดหนุนราคาแบบเหวี่ยงแหในระยะยาวจึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน และหากจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน การปรับเปลี่ยนมาใช้นโยบายช่วยเหลือแบบ "เฉพาะกลุ่ม" ที่เดือดร้อนจริง ๆ น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมและเพลย์เซฟต่องบประมาณของประเทศมากที่สุด
ราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศไทยเกิดจากหลายองค์ประกอบ ทั้งต้นทุนเนื้อน้ำมัน ภาษี เงินส่งเข้ากองทุน และค่าการตลาด ดังนั้น เวลาที่ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นหรือลดลง ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในประเทศไทยอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทันที เพราะยังมีกลไกด้านภาษีและกองทุนที่ช่วยบริหารเสถียรภาพราคาภายในประเทศ เมื่อเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้แล้วก็จะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นว่า ราคาน้ำมันที่เราเติมอยู่ในแต่ละวันไม่ได้สะท้อนเพียงต้นทุนน้ำมันดิบเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากนโยบายด้านพลังงานและการบริหารจัดการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย






