มหาวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการพิจารณาตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และเห็นว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ ได้นำต้นฉบับ “รายงานการสำรวจศิลปกรรมในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งเป็นโครงการของคณะวิจิตรศิลป์ที่มีผู้ร้องเรียนเป็นผู้เขียน ไปดำเนินการจัดทำ “โครงการจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ” โดยได้เขียนโครงการของบประมาณมหาวิทยาลัยฯ ในปีงบประมาณ 2565 และระบุชื่อ รศ.อัศวิณีย์ฯ เป็นหัวหน้าโครงการ และผู้ร้องเรียนมีบทบาทในฐานะเป็นผู้ร่วมโครงการ การระบุชื่อดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ ไม่ได้นำผลงานทางวิชาการของผู้ร้องเรียนมาเป็นของตน
พฤติการณ์จึงไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานจงใจนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยมาเป็นของตน ตามข้อ 40 (14) ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2567
แต่การที่ รศ.อัศวิณีย์ฯ นำผลงานทางวิชาการ “หนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ” ไปขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการในระหว่างที่ยังคงมีปัญหาในการร้องเรียนเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของผลงานทางวิชาการ และการระบุในหนังสือว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ เป็นหัวหน้าโครงการและคณะทำงานในบรรทัดเดียวกับชื่อผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นผู้เขียน จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า รศ.อัศวิณีย์ฯ ได้นำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นไปใช้เป็นของตน
พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2567 มหาวิทยาลัยฯ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรงกับ รศ.อัศวิณีย์ฯ ตามคำสั่งที่ 1755/2568 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกล่าวหา และหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้โต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเต็มที่
คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรง ได้รายงานผลการสอบสวนต่อมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 โดยสรุปได้ว่า
รศ.อัศวิณีย์ฯ เป็นผู้ริเริ่มโครงการ การสำรวจศิลปกรรมในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่และมีส่วนร่วมในกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจ จัดเก็บข้อมูล ถ่ายภาพ ทำแผนผัง และสัมภาษณ์ชุมชน ขณะที่ผู้ร้องเรียนมีหน้าที่วิเคราะห์และเรียบเรียงข้อมูลเป็นรายงาน
คณะกรรมการฯ จึงวินิจฉัยว่า รายงานดังกล่าวเป็นผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ร่วมกันของคณะทำงาน (เช่น การลงพื้นที่ ถ่ายภาพ ทำผัง) แต่ในส่วนของการ “เรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล” ผู้ร้องเรียนเป็นผู้ดำเนินการหลัก จึงให้เกียรติระบุชื่อเป็นผู้เขียนรายงานตามหลักวิชาการ และมีสถานะเป็นผลงานอันมีลิขสิทธิ์ร่วมกันตามสัดส่วนของข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงาน มิใช่เป็นผลงานของผู้ร้องเรียนแต่เพียงผู้เดียว
การระบุชื่อผู้เขียนและคณะทำงานในบรรทัดเดียวกันในหน้าปกในของหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ เป็นการดำเนินการจัดหน้าหนังสือโดยเป็นรูปแบบขั้นตอนภายในของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง รศ.อัศวิณีย์ฯ ไม่ได้มีส่วนในการออกแบบการจัดหน้าหนังสือแต่อย่างใด และหน้าปกในของหนังสือดังกล่าวยังระบุชื่อผู้ร้องเรียนเป็นผู้เขียนเพียงผู้เดียว
จากการสอบสวนคณะกรรมการฯ เห็นว่าการระบุชื่อผู้เขียนและคณะทำงานในลักษณะดังกล่าว ไม่ปรากฏเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นการเขียนหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ โดย รศ.อัศวิณีย์ฯ หรือคณะทำงาน
หนังสือฉบับที่ใช้เสนอปิดโครงการและเผยแพร่จริงสู่ชุมชน จำนวน 10 เล่ม ระบุชื่อผู้ร้องเรียนเป็นผู้เขียนเพียงผู้เดียว ซึ่งตรงตามความประสงค์ของผู้ร้องเรียนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 ส่วนหนังสือฉบับที่มีข้อโต้แย้งเรื่องชื่อซึ่งเคยยื่นต่อสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น หนังสือได้ถูกยกเลิกการตีพิมพ์ ไม่เคยมีการวางจำหน่ายสู่สาธารณะ และไม่เคยได้รับอนุมัติการตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์อื่น
จากการตรวจสอบแบบคำขอรับการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ (แบบ ก.พ.อ.03) ประกอบกับการตรวจสอบเพิ่มเติมร่วมกับกองทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ปรากฏว่ามีการนำหนังสือที่ถูกกล่าวหาไปใช้ประกอบการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการแต่อย่างใด พบเพียงการนำชื่อหนังสือดังกล่าวไปเป็นผลงานเพื่อเสนอขอเทียบเคียงสาขาวิชา ซึ่งการขอเทียบเคียงสาขาวิชานั้น ไม่ใช่การนำเนื้อหาของผลงานมาประเมินเพื่อขอรับผลประโยชน์ทางตำแหน่งวิชาการแต่อย่างใด
การตรวจสอบประเด็นเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ พบว่า โครงการจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ ได้ดำเนินการปิดโครงการ และถูกประเมินผลสัมฤทธิ์รวมทั้งตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างถูกต้องจากมหาวิทยาลัยฯ และได้นำส่งเงินเหลือพร้อมดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากของโครงการจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดฯ จำนวน 233,862.82 บาท ครบถ้วน
คณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าข้อกล่าวหาไม่อาจรับฟังได้ว่า รองศาสตราจารย์อัศวิณีย์ หวานจริง กระทำผิดวินัยตามที่ถูกกล่าวหา จึงรายงานผลการสอบสวนทางวินัยให้อธิการบดีพิจารณายุติเรื่อง และแจ้งผลการพิจารณาแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบอย่างเป็นทางการ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอยืนยันว่าการดำเนินการในกรณีนี้เป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงอย่างเป็นธรรม และยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาการเป็นสำคัญตลอดกระบวนการ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
29 สิงหาคม 2569


