🔴 Hot News: efm - สรุปดราม่าล่าสุด

News Updates

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ตกอยู่ในความสัมพันธ์รักทางไกลกับแฟน เขาชอบให้เราแสดงความรัก แต่เรากลับรู้สึกรำคาญ จะปรับเข้าหากันอย่างไรดีคะ?

06 ก.ย. 2026

ตกอยู่ในความสัมพันธ์รักทางไกลกับแฟน เขาชอบให้เราแสดงความรัก แต่เรากลับรู้สึกรำคาญ จะปรับเข้าหากันอย่างไรดีคะ?

ตกอยู่ในความสัมพันธ์รักทางไกลกับแฟนเขาชอบให้เราแสดงความรักแต่เรากลับรู้สึกรำคาญจะปรับเข้าหากันอย่างไรดีคะ? ‘คุณนาวี่ (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (2 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องความรักระยะไกลของเธอกับแฟน ‘คุณนาวี่' (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี เล่าว่า เธอคบกับแฟนมา 5 เดือน แฟนเด็กกว่าเธอ 5 ปี เป็นครั้งแรกที่คบกับแฟนแบบรักทางไกล ก่อนหน้านี้เคยอยู่จังหวัดใกล้เคียงกัน ได้เจอกันอาทิตย์ละครั้ง แต่ปัจจุบันเธอได้ลาออกจากงานและกลับไปอยู่จังหวัดบ้านเกิดซึ่งไกลกับจังหวัดที่เขาอยู่ หากขับรถยนต์ต้องใช้เวลาประมาณ 9-10 ชั่วโมง จึงทำได้เพียงวิดีโอคอลคุยกัน แต่ด้วยความที่เพิ่งเริ่มคบกัน และแฟนอยากให้คุณนาวี่แสดงออกถึงความรักความสนใจมาก ๆ จนทำให้ช่วงหลังเธอรู้สึกอึดอัด ทำอย่างไรก็ไม่ดีพอ พื้นฐานคุณนาวี่ไม่ได้เป็นคนติดแชต เมื่อก่อนเธอก็จะมีการส่ง Reels หรืออะไรต่าง ๆ ให้เขาดูบ้าง แต่พักหลังมานี้เธอติดซีรีส์จึงไม่ได้ส่งอะไรหาเขาเท่าไหร่ ซึ่งเธอก็อัปเดตกับเขาตลอดว่าเธอทำอะไร แต่ก็ยังมีความนอยด์จากเขาที่ทำให้คุณนาวี่รู้สึกได้ บวกกับเวลาการใช้ชีวิตของเธอและเขาไม่ตรงกัน เขาจะทำงานวันจันทร์ - เสาร์ เข้างาน 6 โมงเย็น - 6 โมงเช้า จะได้โทรคุยกันเฉพาะช่วงที่เขาพักเบรก ซึ่งเธอก็ไม่เคยนอยด์เขาเรื่องระยะเวลาหรือระยะทางที่ห่างกันเลย ช่วงหลังมานี้พอใครมาคาดหวัง หรือต้องการอะไรจากคุณนาวี่มาก ๆ นั่นทำให้เธอรู้สึกอึดอัด จนอยากที่จะถอยห่าง โดยปกติจะถอยห่างตั้งแต่ช่วงที่เป็นคนคุยแล้ว แต่กับคนนี้เธอเพิ่งมารู้สึกเอาช่วงหลัง จึงทำให้สับสนว่าตนเองแย่ไหมที่เป็นแบบนี้ ใจหนึ่งเธอเคยคิดว่าถ้าเขาได้เจอคนที่ดีกว่าก็ยินดีจะปล่อยเขาไป แต่อีกใจเธอกลับรู้สึกเสียดายกว่าจะเจอคนที่ดีแบบเขา จึงไม่อยากปล่อยไป เพราะนอกจากเขาจะเป็นคนที่มี Basic Love แล้ว เขายังรับผิดชอบตัวเองได้ หาเงินเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็ก ไม่เกาะที่บ้านกิน ไม่ต้องให้คนรอบข้างคอยกังวล ไม่ติดเที่ยว ไม่สูบบุหรี่ จะมีแค่เรื่องที่เขางอแง และชอบมาคาดหวังกับคุณนาวี่ บางครั้งที่เธอตอบเขาปกติเขาก็จะทักว่า ทำไมเธอตอบเขาสั้น หรือบางครั้งถ้าคุณนาวี่ยุ่งจนลืมโทรปลุกเขาไปทำงาน เขาก็จะนอยด์ จนทำให้คุณนาวี่เครียด กดดัน จนเริ่มไม่อยากคุยกับเขา บางครั้งเวลาบอกเขาว่าง่วงจะไปนอน สาเหตุก็แค่เพราะว่าเธอไม่อยากคุยกับเขาแล้ว ซึ่งเวลาบอกเขาว่าอยากวางสายเพราะง่วงเขาก็ตอบโอเคแต่รุ่งเช้ามาเขาก็จะส่งคลิปนอยด์ ๆ อย่างเช่น “ควรดูแลใส่ใจคนข้าง ๆ” มาให้คุณนาวี่ โดยตัวแฟนยังอยากทำงานเก็บเงินอยู่ที่จังหวัดนั้น รวมถึงด้วยสายงานเขาจะโยกไปที่อื่นค่อนข้างยาก และในด้านคุณนาวี่เองก็เคยคิดจะหางานเพื่อไปอยู่ใกล้เขา แต่ช่วงหลังมาเธอเริ่มไม่อยากกลับไป สิ่งที่ทำให้คุณนาวี่รำคาญและอึดอัดที่สุดไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ ที่สะสมกัน คุณนาวี่ต้องการมุมมองจากดีเจทั้งสามว่า เธอแย่มากไหม หรือเป็นเขาที่งอแงไปเอง ถ้าอยากหาตรงกลางเพื่อปรับเข้าหากันจะคุยกับเขาดีไหม? หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า นิสัยส่วนตัวของคุณนาวี่ทำให้มันไม่ง่ายกับการเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครก็ตาม เพราะคุณนาวี่มีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ ต้องการพื้นที่ส่วนตัว ไม่ต้องการให้ใครบีบคั้นมากจนเกินไป ซึ่งมันไม่ผิด แค่ต้องเจอคนที่เข้ากันได้ มันยากเพราะในช่วง 6 เดือนแรกมันควรจะเสน่หา อยากเจอกัน แต่ในเมื่อคุณนาวี่เป็นคนติดซีรีส์มีชีวิตส่วนตัวไม่ชอบให้ใครมาตามเยอะ ว่างค่อยเจอ ก็ต้องหาคนที่เข้าใจได้ ไว้ใจได้ มั่นคงต่อกัน ต่อให้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระยะไกลก็ต้องเจอคนที่เข้ากัน แต่อันนี้คือมันยังไม่เข้ากันมาก แถมยังอยู่ไกล และเวลายังไม่ตรงกันอีก เป็นโจทย์ที่ยากมาก มันต้องมีอะไรที่เข้าใจกันได้บ้าง ไม่ใช่แค่เขาเป็นคนดี การเป็นคนดีนั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ความเหมาะสมกันก็เป็นส่วนสำคัญ ถ้าหากยังเสียดายเขา ให้อยู่ก็ลองปรับลองฝืนดูได้ ลองส่งข้อความหาเขาหลังดูซีรีส์จบ 1 ตอน 1 ครั้ง การรักษาความรักระยะไกลต้องใช้ความพยายามสูงมาก การที่จะรักษาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมันยาก แต่สุดท้ายหากเราลองแล้วไม่ได้ ต้องยอมปล่อยเขาไป เพราะเราไม่เหมาะกัน ความรักที่ดีมันไม่ต้องยาก ไม่ต้องซับซ้อนมาก ถ้าเงื่อนไขของเราเปลี่ยนไม่ได้สิ่งที่เปลี่ยนได้คือนิสัยเขาหรือนิสัยเรา ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า ถ้าอยากอยู่กับคนนี้ต่อแค่ตามใจเขา ทำในสิ่งที่เขาต้องการ ในตอนเริ่มต้นคุณนาวี่ดันโทรปลุกเขาเองทุกวัน ทำให้เขาเกิดความเอ๊ะเวลาที่ไม่ปลุก เหมือนกับความรักเราลดลง เราไปสร้างมาตรฐานไว้เอง ถ้าวันหนึ่งเราไม่ทำเขาต้องร้องหาอยู่แล้ว ต้องเรียกคุยว่า ถ้าเราดูซีรีส์เราจะหายไปเลยแบบนี้ แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาโอเคไหม ถ้าเขายังรู้สึกไม่โอเคจุกจิกไม่เลิก นั่นแปลว่าเราไม่เข้ากัน และไม่ต้องรู้สึกเสียดายเพราะแค่ 5 เดือน เป็นช่วงเรียนรู้ศึกษากัน อะไรที่ไม่ใช่ไม่ต้องไปต่อเพราะตอนคบกันถึง 2 ปีจะหนักกว่านี้ ความแคร์กันจะลดลง ลองปรับลองคุยกันก่อนว่า เรารักกันและอยู่ห่างกันแบบนี้ยิ่งควรมีพลังงานบวกต่อกันให้รู้สึกดี แต่พอเขางอแงมันทำให้คุณนาวี่อึดอัด และต้องถามเขากลับด้วยว่ามีอะไรที่เขาไม่โอเคไหม มาหาตรงกลางร่วมกัน ถ้าทั้งคู่มีตรงกลางร่วมกันจริงความสัมพันธ์นี้ก็ยังคงไปต่อกันได้ ปิดท้ายที่ ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าคุณนาวี่อินกับเขาขนาดนั้นหรือเปล่า เพราะคุณนาวี่อยากนอนมากกว่าคุยกับเขาทั้งที่เพิ่งคบกันเพียง 5 เดือน โดยปกติจะเป็นช่วงเวลาที่คนจะยอมไม่นอนเพราะอยากคุยกับแฟน ลองคุยกับตนเองดี ๆ ว่าอินกับตัวตนเขาหรือเปล่า หากถามตัวเองแล้วยังเห็นทางไปต่อก็ไป และปรับตัว แต่ดีเจเติ้ลมองว่ายาก เพราะเจอกับคนที่ทำให้ต้องฝืนตัวเอง ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนไม่หวานอยู่แล้ว ขนาดอยู่ด้วยกันยังยาก แล้วยิ่งเป็นความสัมพันธ์ระยะไกล ยิ่งต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษในการทำให้เขารู้สึกถึงการมีอยู่ของความรักที่คุณนาวี่มอบให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะหากไม่ทำความสัมพันธ์ระยะไกลก็จะไปไม่รอดทันที สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้คุณนาวี่ยิ่งรำคาญ และไม่อยากทำ ลองดูว่าคุณนาวี่จะลองปรับตนเองได้แค่ไหนถ้าอยากจะให้เขาอยู่ หรือหาคนใหม่ที่เข้ากับเราดูเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำอย่างไรดีคะ? เราชวนเพื่อนมาทำงานด้วย แต่เพื่อนไม่เกรงใจเราในฐานะนายจ้างเลย

05 ก.ย. 2026

ทำอย่างไรดีคะ? เราชวนเพื่อนมาทำงานด้วย แต่เพื่อนไม่เกรงใจเราในฐานะนายจ้างเลย

ทำอย่างไรดีคะ?เราชวนเพื่อนมาทำงานด้วยแต่เพื่อนไม่เกรงใจเราในฐานะนายจ้างเลย ‘คุณเลเล (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (2 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นชวนเพื่อนมาทำงานด้วย แต่เพื่อนกลับไม่เกรงใจและไม่เคารพเราในฐานะนายจ้าง - ลูกจ้างเลย ‘คุณเลเล' (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี คุณเลเลเล่าว่าเธอชวนเพื่อนมาทำงานด้วย เป็นธุรกิจส่วนตัวของเธอ ไม่รู้ว่าควรสร้างขอบเขตอย่างไรให้เขาเกรงใจเธอบ้าง เพราะตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาเขาไม่เคยเกรงใจคุณเลเลในฐานะหัวหน้างานเลย เธอเล่าว่าเพื่อนคนนี้เป็นเพียงเพื่อนที่เคยรู้จักกันผ่านการเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพื่อนสนิท โดยจะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะด้านศิลปะ สาเหตุที่เธอชวนเขามาทำงานนั่นก็เพราะว่าสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยนั้นเขาเรียนเก่ง ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้คุณเลเลรู้สึกว่าเขาไม่มีความเกรงใจกันเลยคือ เวลาคุณเลเลพูดหรือสั่งอะไรเขาก็มักจะเถียง บางครั้งเวลาพูดขอความคิดเห็นกับเขาดี ๆ เขาก็มักจะไม่เก็บอารมณ์ขึ้นเสียงใส่คุณเลเล หรือหากเธอสั่งให้เขาเก็บของเกี่ยวกับงาน เพราะอุปกรณ์บางชิ้นค่อนข้างมีราคา ควรทำความสะอาดและเก็บให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้ของเสียหาย เขาก็ไม่ค่อยจะเก็บ เขามักจะคิดว่าเธอก็ไม่เห็นจะเก็บแล้วเขาจะเก็บทำไม โดยเธอไม่เคยเรียกเขามาให้เก็บ แต่เธอจะพูดรวม ๆ กับทุกคน แรก ๆ ถ้าเขาไม่เก็บเธอก็จะเก็บให้ แต่พอช่วงหลังมาคุณเลเลก็ทิ้งไว้ให้ทุกคนมาเห็นเองตอนเช้า เวลาที่เธอพูดกับเขาว่าใช้งานของ หรืออุปกรณ์เสร็จให้เก็บเข้าที่ด้วยเขาก็มักจะหัวเราะแห้ง ๆ และไม่เก็บเหมือนเดิม สั่งอะไรไปเขาก็จะทำบ้างไม่ทำบ้าง และขี้เกียจบ้าง แต่ด้านคุณเลเลก็พยายามเข้าใจว่าพนักงานก็อาจมีมุมอู้กันบ้าง เพื่อนคนนี้เข้ามาทำงานกับคุณเลเลได้ประมาณเข้า 3 ปีแล้ว ที่ปล่อยให้เขาอยู่มาถึงตอนนี้เพราะเธอมองว่าเป็นเพื่อนกัน หากให้เขาออกความเป็นเพื่อนอาจแตกหัก ความเก่งของเขาในบางช่วงก็สามารถชดเชยพฤติกรรมของเขาได้แต่ในบางช่วงก็ไม่สามารถช่วยได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขา หากเขาตั้งใจงานก็จะออกมาดี แต่ถ้าหากว่าเขาขี้เกียจ ไม่อยากทำ งานก็จะออกมาไม่ดี เป็นแบบนี้สลับกันไป ในตอนแรกคุณเลเลเคยมองว่าทักษะด้านศิลปะของเขาโดดเด่น แต่ในตอนนี้กลับมองว่าไม่โดดเด่นแล้ว คุณเลเลเคยพูดคุยกับเขาว่าต้องการให้ปรับตัวอย่างไร ทุกอย่างก็เหมือนจะดีขึ้น แต่จะเป็นในลักษณะของการดีขึ้นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องกลับแย่ลง เป็นอย่างนี้มาตลอด คุณเลเลจึงอยากทราบว่าเธอควรวางตัวอย่างไรให้เขาเกรงใจบ้าง เพราะพื้นฐานเธอเป็นคนตลก จึงคิดว่าอาจทำให้คำพูดของเธอไม่น่าเชื่อถือบ้าง รวมถึงในที่ทำงานคุณเลเลทำตัวสบาย ๆ ก็ไม่ได้ถือตัวแต่อย่างใด กับพนักงานคนอื่นก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะคนอื่น ๆ ก็ยังเคารพในหน้าที่ตนเอง เธอเสริมว่าบริษัทนี้ไม่จำเป็นต้องมีเขา และการไม่มีเขาในชีวิตคุณเลเลก็โอเค เพียงแต่ว่าในชีวิตของเธอไม่ค่อยจะมีปัญหากับเพื่อน และไม่อยากจะมีเรื่อง เวลาที่โมโหคุณเลเลก็จะเก็บมาหงุดหงิดกับตัวเองคนเดียว ไม่เคยไปด่าเขาเลย แล้วสุดท้ายก็จะปล่อยไปเพราะสงสารเขา คุณเลเลอยากปรึกษาว่า เธอควรจะนิ่งกว่านี้ไหม เธอไม่อยากที่จะไล่เขาออก เพียงอยากได้วิธีการวางตัวให้เขาเกรงใจ หรือถ้าจะให้เขาออก ควรพูดอย่างไรไม่ให้กระทบกระทั่งกัน หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า ถ้าไล่เขาออกอย่างไรก็ต้องกระทบกระทั่งกัน ในด้านการวางตัวอาจต้องเป็นหัวหน้าที่เด็ดขาดกว่านี้ ชัดเจนแข็งแรงกับสิ่งที่พูด ต้องแข็งขึ้นกว่านี้เพื่อทำให้เขารู้กฎของบริษัท เรียกพนักงานทุกคนมาเตือนเรื่องกฎระเบียบของบริษัทเช่นว่า หลังการใช้งานของหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องเก็บให้เรียบร้อย หากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษอย่างไร ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า ภาพคุณเลเลและดีเจต้นหอม ห่างกันมากในด้านการคุมคน เพราะส่วนตัวดีเจต้นหอมก็ทำงานกับเพื่อน แต่เมื่อถึงเวลางานที่มีปัญหาต้องดุได้ ดีเจต้นหอมจะมองว่าหากตนเองอยู่ในฐานะนายจ้างอะไรที่ผิดพลาด เราสามารถพูดได้ วิธีการพูดที่จะทำให้ไม่บาดหมางกันคือ บอกกับเขาว่า สิ่งที่จะพูดคือเรื่องงาน มีผลกระทบอย่างไรบ้าง ให้ลองปรับกันดูว่าการทำงานยังตรงกันอยู่ไหม ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ จะมาพูดตรง ๆ จะบอกล่วงหน้า 1 เดือนให้มีเวลาขยับขยาย ถ้างานนี้ยังไม่ใช่ และมีงานใหม่ที่รู้สึกใช่กว่าให้บอกเรา คุณเลเลเสริมว่า เธอเองก็เคยพูดกับเพื่อนคนนี้แล้วว่า ถ้าหากเขาเจองานใหม่ที่ชอบ อยากไปให้แจ้งกับเธอได้เลย เพราะเพื่อนคนนี้รับงานฟรีแลนซ์อยู่แล้วด้วย ดีเจต้นหอมกล่าวต่อว่า หรือให้หาข้ออ้างว่า ธุรกิจไปต่อไม่ไหว ถ้าไปต่อไม่ได้จริง ๆ จะแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน ระหว่างนี้ถ้าหางานได้ก็ลองดู เพราะธุรกิจค่อนข้างยาก ไม่รู้ว่าต้องเอาพนักงานอยู่ด้วยกี่คน คุณเลเลจึงบอกว่า ด้วยความที่เป็นบริษัทเล็กจะเห็นรายรับกันอยู่แล้ว จึงทำให้ปัดไปประเด็นนี้ยาก ดีเจต้นหอมจึงบอกให้พูดตรง ๆ เพียงแค่ให้เลือกใช้คำพูดที่ดี ถ้ารู้สึกว่าอยู่แล้วเคมีไม่ใช่ มีบางอย่างที่ทำให้เสียบรรยากาศในการทำงาน ก็คุยและให้เวลาเดือนหนึ่งเผื่อจะเปลี่ยนหรือปรับอะไร ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวเสริมว่า วิธีจะคล้ายกับดีเจต้นหอม คือให้พูดกับเขาว่าที่คุยไม่ใช่ในฐานะเพื่อน แต่คุยกันในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง สามารถพูดกับเขาได้เลยว่า ยอมรับเรื่องศักยภาพด้านการทำงานว่าเขาทำได้ดี แต่ถ้าในข้อปฏิบัติของบริษัทก็มีสิ่งที่เขาละเลย ซึ่งมันไม่ได้ และต้องให้ความร่วมมือ และคนอื่นในร้านอาจคิดได้ว่าที่คุณเลเลยอม เพราะเป็นเพื่อนกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ทุกคนในร้านควรต้องปฏิบัติแบบเดียวกัน ต้องขอให้เขาทำ รวมถึงคุณเลเลต้องพูดด้วยความมั่นใจว่าพูดในฐานะผู้ว่าจ้างไม่ใช่เพื่อน และถ้าเขาไม่สามารถทำได้ ถ้าจะถึงขั้นให้เขาออกก็เป็นเพราะเขาละเมิดกฎ ในบริษัทเราเป็นคนคุมกฎมีสิทธิ์พูดได้เลย สามารถบอกเขาได้ว่าเสียดายความสามารถที่เขามีแต่เราไปด้วยกันไม่ได้ และจ่ายค่าชดเชยให้เขาไป แต่ต้องทำใจว่าถ้าไปถึงจุดนั้นแล้วเขาอาจไม่คบเราต่อ เราอาจเสียคนที่ฝีมือดีไปแต่ก็อาจหาใหม่ที่ดีกว่าได้ แต่ถ้าทนต่อไปเราก็อึดอัด บริษัทก็จะเละเทะ มองว่าไม่คุ้ม ปิดท้ายที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า หากคุณเลเลไม่สามารถปกครองคนนี้ได้จะปกครองคนอื่นได้อย่างไร ถ้าจะให้อยู่ต่อต้องชั่งน้ำหนักว่าเขามีอะไรจะชดเชยข้อบกพร่องของเขาหรือเปล่า แต่จากที่คุณเลเลบอกว่าฝีมือเขาก็ไม่ได้โดดเด่น เหมือนกับคนนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เราต้องจ้างเขาเลย อย่าคิดว่าเราจะเอาเขาออกไม่ได้ การทำธุรกิจอย่างหนึ่งคือถ้าบริษัทเลี้ยงคนห่วย ๆ ไว้จะทำให้คนเก่งออกไป ต้องคิดว่าหากพนักงานคนอื่นเห็นว่า เพื่อนคุณเลเลสามารถตั้งของทิ้งไว้ได้เขาก็อาจคิดว่าตนก็ทำได้เหมือนกัน หากเราจ้างเพื่อนมาทำธุรกิจเดียวกันแล้วเราต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจน เพื่อนก็ส่วนเพื่อน งานก็ส่วนงาน คุณเลเลจะเป็นเพื่อนในเวลางานไม่ได้ เพราะนั่นจะทำให้เราเป็นผู้นำที่บกพร่อง เมื่อไหร่ที่ดึงเพื่อนเข้ามาในบริษัทต้องเป็นมืออาชีพ ชัดเจนในฐานะนายจ้างลูกจ้าง คุยกันด้วยเหตุผล สามารถบอกเขาได้ว่าเราไม่อยากเสียเพื่อน แต่ในด้านธุรกิจ เราอยู่กับเขาไม่ได้ และมาคุยกันว่าจะปล่อยเขาไปอย่างไรให้ดีที่สุด ถ้าเขาไม่ใช่เวลาจะคัดเขาไปจากชีวิตอยู่แล้ว ถ้าจะต้องหักกันด้วยเรื่องนี้เพื่อธุรกิจก็ต้องยอมเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนนอกใจซ้ำ ๆ จนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ทั้งที่รู้ว่าควรเดินออกมา แต่หนูกลับยังตัดใจไม่ได้

04 ก.ย. 2026

แฟนนอกใจซ้ำ ๆ จนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ทั้งที่รู้ว่าควรเดินออกมา แต่หนูกลับยังตัดใจไม่ได้

แฟนนอกใจซ้ำ ๆ จนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8ทั้งที่รู้ว่าควรเดินออกมา แต่หนูกลับยังตัดใจไม่ได้ ‘คุณบีช’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (2 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เธอถูกแฟนนอกใจมา 8 ครั้ง และครั้งนี้เธออยากพาตัวเองเดินออกมาจากความสัมพันธ์นี้ให้ได้ ‘คุณบีช’ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาเรื้อรังในความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มที่คบหากันมาประมาณ 4 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่คบกัน เธอต้องเผชิญกับการนอกใจจากแฟนหนุ่มมา 7 ครั้ง แต่เธอก็เลือกที่จะให้อภัยและให้โอกาสเขาอยู่เสมอ คุณบีชยอมรับว่า ในช่วงหนึ่งของความสัมพันธ์ ตัวเธอเองก็เคยนอกใจแฟนหนุ่มเช่นกัน แต่ยืนยันว่าเป็นการนอกใจที่ไม่ได้ลึกซึ้ง มีลักษณะเป็นการเกือบจะทำ แต่สุดท้ายคิดยับยั้งตัวเองและไม่ได้ทำอะไรลงไป หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เธอยืนยันว่าตลอดเวลาที่เหลือของความสัมพันธ์ เธอไม่เคยทำร้ายจิตใจแฟนหนุ่มในลักษณะดังกล่าวอีก เพราะไม่ต้องการทำให้เขาเสียใจ สำหรับลักษณะการนอกใจของแฟนหนุ่มนั้นคือเขามักใช้แอป X เพื่อนัดดีลและนัดมีความสัมพันธ์กับคนในแอป รวมถึงมีการส่งรูปอวัยวะเพศให้กับคนที่นัดดีล และยังมีการคอลเสียวกับคนในแอปอีกด้วย คุณบีชยอมรับว่า เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่ในความสัมพันธ์นี้ เพราะที่ผ่านมาเธอมักเลือกให้อภัยและให้โอกาสแฟนหนุ่มอยู่เสมอ โดยเหตุผลสำคัญคือเธอยังคงเชื่อว่าเขามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงและแก้ไขตัวเองได้ จนกระทั่งการนอกใจเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ซึ่งครั้งนี้เธอรู้สึกว่ามันมากเกินกว่าจะรับไหว จึงตัดสินใจขอออกมาจากความสัมพันธ์ แม้แฟนหนุ่มจะขอโอกาสอีกครั้งก็ตาม เธอยอมรับว่าเป็นคนใจอ่อนง่าย และพยายามอย่างมากที่จะกลับมาอยู่กับตัวเอง แต่เมื่อเริ่มรู้สึกคิดถึงแฟนหนุ่มและอยากจะกลับไปสู่ความสัมพันธ์อีกครั้ง แฟนหนุ่มกลับทักมาหาคุณบีชว่า พบถุงยางอนามัยใต้เตียงในห้องนอนที่ทั้งคู่เคยอยู่ด้วยกัน คุณบีชยืนยันว่า เธอไม่เคยมีความสัมพันธ์กับใครในห้องดังกล่าวที่ไม่ใช่แฟนของเธอ จึงติดต่อหาเจ้าของห้องคอนโด ซึ่งแนะนำให้ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิด แต่ท้ายที่สุด น้องสาวของเธอเป็นคนทักมาบอกว่า “พี่บีช มันเป็นของหนูเอง” และอธิบายว่าถุงยางอนามัยดังกล่าวเป็นของน้องสาวที่เคยแวะเวียนมาหาที่ห้องแล้วทำตกไว้ พร้อมบอกประมาณว่า “ก็ว่าอยู่ว่าหายไปไหน” คุณบีชจึงส่งถุงยางดังกล่าวคืนให้น้องสาว อย่างไรก็ตาม แฟนหนุ่มกลับไม่เชื่อว่าเธอพูดความจริง และคิดว่าเธอกำลังโกหก ทำให้คุณบีชรู้สึกแย่และรู้สึกผิด ทั้งที่ยืนยันว่าถุงยางอนามัยดังกล่าวไม่ใช่ของเธอ คุณบีชยอมรับว่า การกระทำของเธอเองก็อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีนัก เพราะเธอเข้าไปในบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวของแฟนหนุ่ม แต่สิ่งที่เธอพบกลับเป็นบทสนทนาที่แฟนหนุ่มทักหาผู้หญิงคนอื่นเป็นจำนวนมาก ภาพที่เห็นทำให้เธอรู้สึกว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่คบกันมา กลับดูเหมือนสั้นมากสำหรับแฟนหนุ่ม จนเกิดคำถามว่า “ทำไมถึงลืมกันได้ง่ายขนาดนี้ อยู่กันมาตั้ง 4 ปี” แม้จะเจอเรื่องราวที่ทำร้ายจิตใจ แต่ในขณะนี้ คุณบีชยอมรับว่าเธอกลับเป็นฝ่ายอาลัยอาวรณ์และพยายามตื๊อแฟนหนุ่มให้กลับมาหา แม้ตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เช่นกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เธอก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนไม่รักตัวเองเลย เธอจึงอยากตื่นจากความสัมพันธ์นี้ และอยากให้ตัวเองกลับมารักตัวเองให้ได้อีกครั้ง ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เธอตัดสินใจกลับไปหาแฟนหนุ่ม เหตุผลสำคัญคือความหวังว่าเขาจะกลับมาทำดีได้ เพราะตลอดเวลาที่คบกัน เธอรู้สึกว่าตัวเองทำดีกับแฟนหนุ่มไว้มากมาย และดูแลเขาประหนึ่งเหมือนแม่คนหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์นอกใจอีกกี่ครั้ง อีกหนึ่งเหตุผลหลักที่ทำให้เธอไม่สามารถออกมาจากความสัมพันธ์นี้ได้ คือ ความผูกพัน และความเป็นห่วงแฟนหนุ่ม เธอเป็นห่วงเพราะรู้สึกว่าแฟนหนุ่มใช้ชีวิตไม่ได้หากไม่มีเธอ และปัจจุบันเธอก็ยังคงเป็นห่วงเขาอยู่ รวมถึงกลัวว่าแฟนหนุ่มอาจเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อีกทั้งแฟนคนนี้ยังเป็นแฟนคนแรกของเธอ ก่อนที่จะโทรเข้ามาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจ คุณบีชยังทักไปหาแฟนหนุ่มว่า “อยากกอดอยู่ไหม ยังคิดถึงอยู่ไหม” แต่แฟนหนุ่มกลับตอบว่า “ขอเวลาคิดก่อน” นอกจากนี้ ล่าสุดแฟนหนุ่มยังทักมาชวนเธอเล่นเกม ยิ่งทำให้คุณบีชรู้สึกว่าความสัมพันธ์อาจยังมีโอกาสและยังมีความหวังว่าแฟนหนุ่มกับเธอจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ท้ายที่สุด คุณบีชจึงโทรเข้ามาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจ โดยสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด คืออยากให้พี่ ๆ ดีเจช่วยทำให้เธอ “ตื่น” จากความสัมพันธ์นี้ และช่วยทำให้เธอกลับมารักตัวเองได้อีกครั้ง ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ทำไมบีชไม่เอาเวลาตรงเนี่ยไปทำอะไรดี ๆ ให้พ่อกับแม่ ลองคิดดูสิ ที่บีชมาดูแลผู้ชายคนนึงเหมือนเป็นแม่เขา แล้วเขาไม่เคยเห็นคุณค่าอะไรของบีชเลย เขานอกใจบีชตลอดเวลา ไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่นอยู่ตลอด ต้องมานั่งร้องไห้ มานั่งเสียใจ บีชบอกว่ารักเขาเพราะความรัก ความผูกพัน พี่จะถามว่ารักครั้งนี้ของบีชมันมีคุณค่าอะไรสำหรับเขาเหรอ คนที่ทำให้บีชมาร้องไห้อยู่ตอนเนี่ย เทียบกับพ่อแม่หนูที่ไม่เคยทำให้หนูร้องไห้เลย คนสองคนที่ดีกับหนู ไม่เคยทำให้หนูร้องไห้ ดูแลหนูมาอย่างดี หนูไม่เคยไปยุ่งดูแลอะไรเขา ทำไมหนูต้องเอาเวลาไปดูผู้ชายเฮงซวยด้วย ตอนนี้ถ้าพี่ฟังมา พี่ได้ยินแต่รักเขา เป็นห่วงเขา กลัวเขาติดโรค ทั้งที่มันเป็นสันดานของเขา ที่เขาไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักเลือก บีชยังเป็นห่วงคนนี้ ตอนนี้สิ่งที่พี่ฟังแล้วพี่ไม่ได้ยินจากบีช คือการรักตัวเองของบีช บีชเห็นตัวเองร้องไห้ แต่ก็ไม่อยากหยุดวงจรอุบาทว์ วงจรเน่าเสียอันนี้ นี่คือ Toxic Relationship ที่สุดที่บีชได้เจอ ตอนนี้บีชคือคนโง่สำหรับพี่นะ คือคนโง่ที่หวังจะให้ก้อนหินมันเดินได้ หรือให้ก้อนหินมันมีสามัญสำนึก เพราะฉะนั้นที่อยากให้บีชรักตัวเอง ซึ่งก็ไม่รู้จะสอนยังไง มันต้องเกิดตัวบีชเอง ที่บีชอยากจะรักตัวเอง อยากจะเห็นคุณค่าของตัวเอง เพราะว่าตอนนี้หนูทำตัวเอง มันก็เลยไม่แปลกใจที่ทำไมเขาถึงทำกับหนูได้ เลิกกันแล้วเขาก็ Text ไปหาผู้หญิงไม่รู้กี่สิบคนเพราะในสายตาเขาหนูมันไม่มีค่าเลยไงเลยอยากให้รักตัวเองมาก ๆ แล้วก็พี่ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมคนเราถึงไม่ยอมอยากให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ถ้าหนูออกมาจากวงจรนี้ ร้อยทั้งร้อยชีวิตหนูดีขึ้นแน่นอน ผู้ชายคนใหม่เต็มไปหมดไม่รู้กี่ล้านคนบนโลก แต่หนูไม่เอาอะ หนูจะเอาตัวเองมาอยู่กับตรงเนี่ย พี่หวังจะให้บีชตื่นอย่างที่บีชต้องการนะ ขอให้บีชตื่นได้เร็ว ๆ นะคะ หนูยังคิดไม่ได้ หนูก็จะอยู่กับที่เดิม ๆ ในสิ่งที่ทำร้ายหนูอะ” ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “บีชบอกว่าดูแลเขาทุกอย่างเหมือนแม่คนนึงเลย พี่กำลังจะบอกอย่างงี้ ให้เปรียบเทียบเหมือนเราเลี้ยงหมาอะ แล้วเรายื่นเพชรให้หมา ยื่นทองให้หมา เราคิดว่าสิ่งเนี่ยดี สิ่งนี้มีค่า แต่มันไม่ใช่สิ่งที่หมาต้องการเลยอะ หมาต้องการกินขี้ การที่หนูให้เพชรคือสิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการฉะนั้นอย่าบอกว่าสิ่งที่เราทำเนี่ยมันเป็นบุญคุณ หรือเธอจะต้องจำสิว่าฉันทำให้กับเธอ เขาไม่ได้ต้องการเลยค่ะบีช แม้กระทั่งตัวบีช เขาก็ไม่ต้องการ สิ่งที่ผู้ชายตอบมาคือ “อยากกอดอยู่ไหม อยากหอมอยู่ไหม” ถ้ามันอยากอะ มันตอบไปแล้วค่ะ มันไม่รอ แต่มันยังถนอมน้ำใจว่า “เดี๋ยวขอคิดดูก่อน” แต่ก่อนไม่มีผู้ชายคนนี้บีชก็อยู่ได้ ตอนเขาทำร้ายบีช บีชก็อยู่ได้ แล้ววันนี้เขาแค่เลิกทำร้ายบีชอะ ซึ่งมันดีกว่าเดิม ทำไมจะอยู่ไม่ได้เราอะรักเขาได้ไหม รักได้ เลิกกันแล้วรักเขาได้ไหม รักได้ แต่อย่าลืมรักตัวเองด้วย รักตัวเองให้มากกว่ารักเขา ถ้าบีชอยากได้แฟนดี ๆ บีชต้องเลิกกับคนเลวก่อน เพราะคนนี้ไม่ใช่แล้ว ถ้าไม่เลิกกับคนเลวก็ไม่มีทางได้เจอคนดี แล้วต่อจะให้เจอซองถุงยาง แล้วโทษหรือโยนความผิดให้เราก็ช่างมัน ยังไงเราก็ไม่เอาเขาอยู่แล้ว แล้วถุงยางเนี่ย เรารู้อยู่แล้วว่าเราใช้หรือไม่ใช้ แต่เขาน่ะนอนกับคนอื่น เขาต้องรู้อยู่แก่ใจว่าทำหรือไม่ทำ ฉะนั้นการที่เราเสียเขาไปอะ เราแค่เสียคนเลวคนนึงออกไป ในขณะที่เขาอะเสียผู้หญิงดี ๆ อย่างเราออกไปเรียบร้อยแล้ว จงทำให้ชีวิตมีคุณค่า รักตัวเองให้มากกว่านี้ แฟนดี ๆ รออยู่ ผัวที่ดีคือผัวใหม่ค่ะ” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “ไม่มีไรเลยบีช แค่ยังไม่เคยเจอคนที่ดีแค่นั้นเอง ลืมตามาอยากมีความรักสักครั้ง ก็เจอกล่องจุ่มแบบตัว Jackpot แล้วก็คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มองออกไปบนโลกจริง ๆ เลยว่ามันมีอะไรบ้าง การซื่อสัตย์ต่อคนรักของเรา มันคือพื้นฐานโคตร ๆ ของคนเรา มันไม่ใช่ข้อดี มันไม่ใช่คุณสมบัติที่แบบต้องเชิดชูอะไรกันเลย จริง ๆ ความซื่อสัตย์มันคือพื้นฐานมาก ๆ มันคือพื้นฐานที่คนเราควรจะมีให้กัน แค่นั้น ข้อดีอย่างอื่นเดี๋ยวค่อยทำตามกันมา อันนี้มันเป็นพื้นฐานข้อแรก ถ้าใครคนนึงที่ยังทำพื้นฐานข้อแรกไม่ได้แบบซ้ำ ๆ ซ้ำไปซ้ำมา คิดดูเขามีคุณสมบัติความเป็นคนรักที่ดีแค่ไหน บีชยังเด็กมาก ๆ มันเป็นวัยที่เราทุ่มเทความรักให้กับใครไม่รู้ คนแปลกหน้าคนนึงที่เราดึงเข้ามาในชีวิต คนเป็นพ่อเป็นแม่อะ เลี้ยงเด็กคนนึงมาให้โตไปรักคนอื่นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขออย่างเดียวเลยได้ปะ ไอ้คนที่เราจะรักอะ เลือกหน่อยว่ะ แค่นั้นเอง เลือกหน่อย ไม่ใช่ลืมตามาแล้วเห็นตรงหน้าแล้วเอามาเป็นแฟนเลย แล้วไม่ว่ามันจะเลวแค่ไหนก็ยังอยู่กับมัน พี่เป็นพ่อเป็นแม่ พี่คงใจสลายอะ แล้วแทนที่จะห่วงเขาติดโรคอะ ห่วงตัวเอง ดีกว่าห่วงตัวเองจะเอาโรคมาจากเขา”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจ แต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ ผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ?

29 ส.ค. 2026

คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจ แต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ ผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ?

คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจแต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ? ‘คุณนัท’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม - หมอท้อป นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic‘ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนคบกับแฟนสาวมาเกือบ 2 ปี แต่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหึงหวงแบบหนักหน่วง ถึงขั้นห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ และระแวงทุกครั้งที่ต้องเจอผู้หญิง ทั้งที่คุณนัทยืนยันว่าไม่เคยนอกใจ หรือ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ‘คุณนัท’ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแฟนสาวที่อายุมากกว่า หลังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความหึงหวงที่มากเกินไป จนทำให้คุณนัทรู้สึกอึดอัด โดยคุณนัทเล่าว่าแฟนสาวมักมีอาการหึงหวงในหลายสถานการณ์ แม้บางครั้งจะไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน แต่คุณนัทยืนยันว่าไม่ได้ต้องการยุติความสัมพันธ์ เพราะแฟนสาวเป็นคนที่ทำให้คุณภาพชีวิตของตนดีขึ้น และยังยืนยันว่าปัจจุบันยังรักแฟนสาวมาก เพียงแต่ไม่ว่าจะพูดหรืออธิบายอะไร แฟนสาวก็มักไม่เชื่อในสิ่งที่พูด คุณนัทยกหนึ่งเหตุการณ์ที่พีคที่สุดมาเล่า โดยในขณะนั้นคุณนัทกำลังดูไลฟ์ของศิลปินชายยุค 2000 แต่แฟนสาวกลับไม่พอใจและสั่งให้คุณนัทหยุดดูไลฟ์ดังกล่าว เพียงเพราะในไลฟ์นั้นมีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาดูด้วย ทั้งที่ผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเพียงผู้ชมที่เข้ามาดูไลฟ์เช่นเดียวกับคุณนัทเท่านั้น อีกเหตุการณ์ที่พีคไม่แพ้กัน เกิดขึ้นในช่วงที่คุณนัทกำลังจะไปเรียนต่อ เพราะต้องการมีวุฒิปริญญาตรี โดยคุณนัทเองก็พอจะเดาได้ว่าหากตัดสินใจไปเรียน แฟนสาวคงเกิดความหึงหวง จึงพยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการเลือกเรียนออนไลน์ ซึ่งอาจต้องเดินทางไปสอบเพียง 1-2 ครั้ง แต่แฟนสาวกลับเงียบไป ทำให้คุณนัทพอจะทราบว่าแฟนสาวคงไม่อยากให้ไปเรียน เพราะกลัวว่าจะไปเจอผู้หญิงอื่น นอกจากนี้ ในช่วงที่คุณนัททำงานอยู่ที่ทำงานเก่า ยังมีเหตุการณ์เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งแฟนสาวไม่พอใจเป็นพิเศษ โดยแฟนของเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนนี้ก็ทำงานอยู่ที่เดียวกับคุณนัทเช่นกัน ต่อมาที่ทำงานมีตำแหน่งว่างสำหรับพนักงานผู้หญิง ทำให้เพื่อนร่วมงานคนดังกล่าวได้เข้ามาทำงานร่วมกับคุณนัท แฟนสาวสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานคนนี้และรู้สึกว่าอีกฝ่ายพยายามเข้าหาคุณนัทในเชิงชู้สาว แต่คุณนัทยืนยันว่า จากมุมมองของตัวเองนั้นไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอะไร โดยมีเพียงบางครั้งที่เพื่อนร่วมงานผู้หญิงทักมาถามว่าคุณนัทไม่สบายหรือไม่ แต่คุณนัทมองว่าไม่ได้มีการพูดคุยอะไรต่อเนื่องหรือยืดเยื้อ ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ทำงานเก่าเช่นกัน โดยลักษณะงานจำเป็นต้องส่งงานและพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานจากสาขาอื่น ผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง ซึ่งมีพนักงานผู้หญิงจากสาขาอื่นทักมาหาคุณนัท แต่เนื้อหาที่พูดคุยกันเป็นเรื่องงานทั้งหมด และผู้หญิงคนดังกล่าวก็ทักหาพนักงานคนอื่นเช่นเดียวกัน เพียงแต่พนักงานคนไหนตอบก่อนก็จะพูดคุยกับคนนั้นต่อ แต่เมื่อแฟนสาวเห็นกลับไม่พอใจ และตั้งคำถามว่าทำไมผู้หญิงคนดังกล่าวถึงเลือกทักมาถามคุณนัท ทำไมไม่ทักไปถามคนอื่น คุณนัทจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการไม่ตอบแชตของพนักงานผู้หญิงคนดังกล่าว เพื่อให้แฟนสาวสบายใจ ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป แชตดังกล่าวหายไปโดยที่คุณนัทไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนวันหนึ่งแฟนสาวมาปลุกคุณนัทในช่วงเช้า พร้อมพูดว่า “ทำไมอยู่ ๆ แชตหายไป แอบไปคุยกันแล้วลบแชตหรือเปล่า” คุณนัทยอมรับว่ารู้สึกงงกับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่แฟนสาวต้องไปทำงาน ทั้งคู่จึงหยุดการทะเลาะกันไว้ก่อน ก่อนที่คุณนัทจะพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดแชตจึงหายไป และสุดท้ายจึงพบว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวสามารถเก็บแชตไว้ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น เมื่อครบกำหนด แชตทั้งหมดที่เกินระยะเวลาก็จะหายไป ไม่ได้หายเฉพาะแชตของผู้หญิงคนดังกล่าว คุณนัทจึงนำหลักฐานไปยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เหตุการณ์นี้จึงจบลง คุณนัทเสริมว่า หากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นแล้วตนสามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ เรื่องก็จะจบลง แต่หากไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ ตนก็จะกลายเป็นฝ่ายที่ทำผิดทันที ปัจจุบัน คุณนัททำงานเป็นไรเดอร์ส่งของ และแฟนสาวยังมีกฎบางอย่างที่กำหนดไว้ เช่น หากคุณนัทออกไปส่งของ “ห้ามถอดหมวกกันน็อค” หากไม่ทำตามกฎดังกล่าว แฟนสาวก็จะไม่พอใจและนำไปสู่การทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้คุณนัทยังเล่าอีกว่า เหมือนแฟนสาวจะมี Skills บางอย่างในการจับสังเกตว่าผู้หญิงคนไหนเข้ามาด้วยเจตนาแฝงในเชิงชู้สาว ซึ่งบางครั้งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่แฟนสาวสงสัยจริง ๆ แต่ในหลายครั้งตัวคุณนัทเองกลับดูไม่ออกเลยว่าผู้หญิงคนนั้นมีเจตนาอะไร อย่างไรก็ตาม คุณนัทยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่คบกับแฟนสาวมาเกือบ 2 ปี ไม่เคยมีประวัติการนอกใจ และไม่เคยแสดงพฤติกรรมที่จะทำให้แฟนสาวต้องกังวล ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ค่อยมีสังคม และหากออกไปไหนก็จะกลับห้อง คุณนัทจึงคาดว่าอาจเป็นเพราะหน้าตาของตนที่ดีจนมีคนรอบข้างเข้ามาสนใจอยู่เสมอ คุณนัทเคยถามแฟนสาวไปตรง ๆ ว่า “เราไม่เคยทำอะไรให้เธอนะ ทำไมเธอถึงไม่เชื่อใจกันเลย” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใด ๆ นอกจากนี้ คุณนัทยังเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับแฟนสาวว่า ทั้งคู่พบกันครั้งแรกจากการที่คุณนัททำงานเป็นพนักงานส่งของ และได้พบกับแฟนสาวที่ร้านแห่งหนึ่ง ก่อนที่แฟนสาวจะถูกใจคุณนัทและพยายามหาช่องทางติดต่อจนเจอ จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มพูดคุยและสานสัมพันธ์กัน แต่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะในเวลานั้นคุณนัทเองยังมีครอบครัวอยู่แล้ว จึงกลับมาถามตัวเองว่ายังรู้สึกรักอดีตภรรยาอยู่หรือไม่ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถตอบได้ด้วยซ้ำว่าครั้งล่าสุดที่รู้สึกรักอดีตภรรยาคือเมื่อใด ก่อนที่ท้ายที่สุดคุณนัทและอดีตภรรยาจะยุติความสัมพันธ์ลง หลังจากนั้นคุณนัทจึงอยู่ในสถานะโสด และมีโอกาสสานสัมพันธ์กับแฟนสาวต่อ จนปัจจุบันทั้งคู่คบกันมาเกือบ 2 ปี โดยคุณนัทยอมรับว่ารู้ดีว่าจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งนี้มีลักษณะคาบเกี่ยวและไม่ได้เริ่มต้นอย่างสมบูรณ์แบบนัก สำหรับคำถามที่คุณนัทอยากขอคำแนะนำคือ เนื่องจากคุณนัทมีอายุน้อยกว่าแฟนสาวหลายปี คุณนัทจึงรู้สึกว่าทุกครั้งที่พูดหรืออธิบายอะไรไป แฟนสาวกลับไม่เชื่อในสิ่งที่พูด จึงอยากทราบว่าในมุมมองของคนที่โตกว่า ควรจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร ควรเริ่มแก้ไขที่ตัวเอง หรือควรพูดคุยกับแฟนสาวอย่างไร เพื่อให้เธอลดพฤติกรรมหึงหวงลงและเปิดใจเชื่อใจกันมากขึ้น แม้คุณนัทจะยอมรับว่าจุดเริ่มต้นระหว่างตนกับแฟนสาวอาจไม่ได้สวยงามนัก แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา คุณนัทยืนยันว่าไม่เคยคิดนอกใจหรือพูดคุยกับคนอื่น และอยากให้แฟนสาวเชื่อใจเขาบ้าง ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “เมื่อตั้งเงื่อนไขไว้แล้วว่าจะไม่เลิกก็คืออดทน พูดอะไรเขาก็ไม่เชื่อใช่มั้ย เขาก็ยังไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเรา ต้นเรื่องที่มันทำให้เรามาคบกัน ทำให้เขารู้สึกว่าไม่มั่นใจ เมื่อเธอเลิกกับแฟนที่เธอคบมานานได้เพื่อมาเลือกฉัน เธอก็สามารถเลิกกับฉันได้เหมือนกัน ฉะนั้นการที่ทำให้เขาเชื่อใจได้ก็ต้องแสดงความมั่นใจ ต้องทำอย่างเงี้ยโดยใช้เวลานานมาก ๆ แล้วก็ตอบไม่ได้ด้วยว่าเขาจะเชื่อใจด้วยมั้ย เพราะเราก็ไม่รู้เลยว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนได้มั้ย ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน เอาอย่างงี้ เวลาที่ทะเลาะกันให้นึกถึงความดีเขา ความดีเขาเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่ตรงนี้ได้ เพราะถ้าคิดถึงเรื่องหึงหวงของเขา ก็ไม่มีใครทนอยู่นะ นัทให้โจทย์พี่ว่าจะไม่เลิก เพราะว่าการที่อยู่คนนี้แล้วมันดีขึ้น ซึ่งนัทก็ไม่เคยรู้เลยว่าถ้าเลิกกับคนนี้ ชีวิตเราอาจจะดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ แต่ในเมื่อมันไม่มีช้อยส์นั้น ก็คืออดทนจนกว่านัทจะรู้สึกว่าทนไม่ได้ พี่อยากให้ลองพูดกับเขาก่อนก็ได้นะว่า ถ้าคิดว่าเธอเป็นผู้ใหญ่พอ เธอก็ต้องฟังในสิ่งที่ฉันกำลังพูด เรากำลังจะหาตรงกลางด้วยกัน ณ วันนี้สิ่งที่เธอเป็นมันทำให้เราอึดอัด แล้วทำให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิต มันเหมือนกับว่าเราจะไปข้างหน้าแล้ว แต่มีสิ่งนี้ที่ดึงเรา มันเป็นแค่เรื่องเนี่ย ทำให้มันเป็นเรื่องเล็กได้ไหม หาตรงกลางระหว่างกันหน่อย อยากให้พูดก่อน เพราะว่าเรายังไม่เคยคุยกับเขาเลย บางทีการที่คุยกับเขา บางทีเขาอาจจะสามารถลองปล่อยวางตรงนี้ก็ได้นะ ให้เขาบอกมาสิว่าอะไรที่เราเคยทำแล้วเขาไม่สบายใจ อะไรที่เป็นความผิดของเราให้พูดมา แล้วถ้าสมมุติมันค้นไม่พบ มันแฟร์พอหรอ นี่คือสิ่งที่เราสมควรได้รับหรอ คือความไม่เชื่ออ่ะ มันทำให้บรรยากาศการรักกันมันลดทอน เธอแฮปปี้หรอการที่เราทะเลาะกัน เธอชอบหรอ แต่เราไม่ชอบนะ คุยก่อน เผื่อมันจะดีขึ้น แต่ถ้าคุยแล้วไม่ดีขึ้น ก็อดทน มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะปิดกั้นอนาคตเรา คนที่จะเดินไปกับเราควรเป็นคนที่ไปด้วยกันข้างหน้า ไม่ใช่ว่าเราจะเดินแล้วก็ดึงรั้ง” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “มองจากมุมชาวบ้านที่ไม่ใช่นักจิตวิทยานะ จากเรื่องที่นัทเล่ามาก็จะคิดว่า เพราะเขากลัวว่าเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นกับเขา ก็คือการถูกทิ้งเมื่อนัทไปเจอคนใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งอันนี้ที่ว่ามันอยู่ที่เขาไง มันไม่ได้อยู่ที่นัท เพราะนัทบอกว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ประพฤติตัวดีมาตลอด 2 ปีไม่ได้มีปัญหา แสดงว่าตัวเนี่ยหลักใหญ่ใจความคือใจเขาที่มันรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่มั่นคง ซึ่งพี่ว่ามันยิ่งยากกว่าคนปกติ คือถ้าคนปกติแล้วเป็นผู้หญิงขี้หึงมันก็ประมาณนึงใช่ไหม แต่อันเนี่ยข้างในเขามันรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เขารู้สึกว่ามันจะทำนัทไปจากเขา เขาก็จะรู้สึกไม่ดีทั้งหมด อะไรก็ตามที่มันจะเป็นโอกาสที่จะทำให้นัทไปเจอผู้หญิงคนอื่น แล้วเจอว่าดีกว่าเขา ก็กลัวว่าเขาจะกลายเป็นเหมือนแฟนเก่าของนัทคนเก่าที่นัทเลิกมา เท่านั้นเอง พี่อาจจะเห็นด้วยกับพี่หอมว่าคือต้องอดทนอย่างเดียวเท่านั้น คือนัทบอก 2 ปีแล้วทำไมเขายังไม่เชื่อใจ พี่ว่าถ้าเคสเขาอ่ะมันก็ต้องแบบใช้เวลานานนะ หรือมันอาจจะ 10 ปีกว่าเขาจะเชื่อใจว่าโอเค หมดทุกประตูละ นัทไม่มีทางทำอะไรได้แน่ จะต้องแก่ไปด้วยกัน สมมติถ้ามันอยากจะคุยนะ พี่ว่าก็อาจจะให้ความมั่นใจกับเขาด้วยคำพูดไปก่อนว่า อย่าคิดว่าเธอจะเหมือนแฟนคนนั้น ไม่รู้ว่านัทจะต้องอธิบายเหตุการณ์ตอนนั้นให้เขาเข้าใจว่าทำไมนัทถึงเลิกกับคนนั้นเพื่อมาคบกับเขา เพราะอะไร พี่มองในมุมนึงว่าถ้านัทต้องเลือกเหมือนกันนะ ว่าทนกับสิ่งที่เขาตั้ง สมมติไลฟ์อย่างเงี้ย พี่ว่าเข้าใจได้ว่านัทจะไปดูไลฟ์อย่างเงี้ยมันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง แต่ถ้าไม่ไปเรียนต่ออย่างเงี้ย อาจจะต้องคุยกับเขาดี ๆ ว่าอันนี้มันมีผลกับอนาคต มันจะทำให้ชีวิตเรามันไม่ดีอ่ะ เธออยากได้แฟนที่มีการศึกษา มีอนาคตที่ดีกว่านี้กับเธอหรอ ถ้านัทบอกว่าอยู่กับเขาแล้วชีวิตมันดี ก็ต้องดูดี ๆ ว่ามันดีขึ้นจริงหรือเปล่า อย่าพูดแค่ว่ามันก็แค่ชีวิตดีขึ้น” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ให้คำแนะนำว่า “ถึงแม้จะเข้าใจเหตุผลได้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เพราะว่านัทเองก็เลิกกับภรรยาเพื่อมาคบกับเขา แต่ว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมันก็เกินไป โดยเฉพาะเรื่องห้ามไปเรียน อันนี้มองว่ามันเป็นฉุดรั้งความเจริญของชีวิตด้วยการไม่มีเหตุผล แต่ว่าคนจะเรียนหนังสือควรจะสอบ อันเนี่ยไม่ควรเอาอะไรก็แล้วแต่มาฉุดไว้ถ้านัทบอกชีวิตนัทดีขึ้นคือนัทต้องได้ไปเรียน ไม่ว่าเขาจะหึงแค่ไหนก็ตาม ปัญหาจะไม่มีวันจบ เพราะถึงแม้จะแต่งงานกันไปแล้ว เขาก็ยังกลัวโดนทิ้งได้ทุกเมื่อ เพราะคนของนัทก็แต่งงานกันแล้ว เป็นภรรยาแล้ว มันไม่มีจุดหมายปลายทาง อยากยกเคสตัวเองเหมือนกัน ลูกจ๋าเนี่ยก็คบกันเพราะเราไปหยอดเขา พอหยอดเขามันได้คบกันจริงจัง เขาก็เออ ต่อไปนี้อย่าไปหยอดใครอีก แต่เมื่อมันมี next step เราแต่งงานกัน เราอยู่ด้วยกัน สร้างครอบครัวด้วยกัน การหึงหวงมันจบไปเลย มันไม่มีอีกแล้ว เพราะหมายถึงว่าเรา commit กับเขาเรียบร้อยแล้ว การแต่งงานคือสุดท้ายเราใช้ชีวิตด้วยกัน เขาไม่มีอะไรต้องกังวลอีก เขารู้สึกว่าเนี่ย เราคือคนของเขา เขาคือคนของเรา มันมีจุดหมายปลายทางร่วมกัน แต่ในเคสของนัทอ่ะ ต่อให้แต่งงานมันก็ยังเลิกได้ นัทก็ยังทิ้งเขาได้ เพราะฉะนั้น หนึ่งคือนัทต้องทน คือมันก็ต้องทนในสิ่งที่เขาเป็น แต่ว่าก็ต้องไม่ยอมทุกเรื่อง เรื่องไหนยอมได้ก็ทำให้ แต่ว่าเรื่องเรียน เรื่องสอบ อันเนี่ยมองว่ามันไม่ควร คือถ้าคนเรารักกันจริง ๆ มันต้องพากันเจริญขึ้น ถึงแม้สิ่งนั้นเราอาจจะขัดใจบ้าง แต่ถ้าเขารักนัทจริง ๆ แล้วก็เขาอยากให้ชีวิตนัทดีขึ้นน่ะ เรื่องการเรียนออนไลน์เรื่องมันควรอนุญาตอ่ะ ก็ไปนั่งเฝ้าหน้าห้องสอบดิ ถ้ากลัวน่ะ ไอ้เรื่องเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ไม่ดีที่สุดที่เกิดขึ้น สมมติว่านัทได้โอกาสการทำงานเข้ามา เงินเดือนสูง ชีวิตกำลังจะดีขึ้น แต่ที่ทำงานมีผู้หญิงอย่างเงี้ย นัทไม่ได้ไปหรอก ทั้งที่ชีวิตครอบครัวเรามันกำลังจะดีขึ้นด้วย สิ่งเนี่ยแล้วก็ไม่ควรยอมด้วย ในฝั่งของ ‘หมอท็อป’ ให้คำแนะนำว่า “เป็นกำลังใจให้นะครับ เพราะว่าปัญหานี้ยากนะ แต่จะบอกวิธีการคิดก่อนว่า ความหึงหวงมันเกิดขึ้นได้ในคนปกติ มันก็อาจจะอยู่ในลิมิตที่อยู่บนโลกความเป็นจริงด้วย แต่ในบางกรณีที่มันหลุดออกไปมาก ๆ ต้องปรึกษาคุณหมอนิดนึงนะ อย่างแรกอย่าไปคุยกันตอนที่ทะเลาะกัน ซึ่งอารมณ์ตอนนั้นมันก็ขึ้น แล้วคนที่หึงหวงเขาจะเชื่อว่าเหตุผลของเขาถูกเสมอ หรือเขาจะเชื่อว่าเหตุผลของเขามีน้ำหนักมากพอเสมอ เขาถึงได้หึงหวง ดังนั้นคุยกันไม่มีทางจบ ดังนั้นเวลาที่เกิดการหึงหวง สิ่งที่ควรทำคืออาจจะยังไม่ใช่ไปทะเลาะกันแล้วเถียงกันว่าเหตุผลคืออะไร แต่ว่าอาจจะต้องโฟกัสให้เขาได้สงบอารมณ์ก่อน แล้วค่อยคุยกันตอน หลังจากสงบสติอารมณ์แล้วค่อยคุย มันก็อาจจะไม่ใช่การคุยที่ว่าเธอมันดีพอ เธอมันไม่โอเค เธอมีข้อเสีย อาจจะไม่ใช้คำว่า ‘ดี’ ของเขา สำหรับเขามันอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยกว่าเดิมก็ได้ เพราะคนที่หึงหวงจริง ๆ อยากจะเป็นคนที่ดีที่สุดในชีวิต เกิดอย่างเงี้ยแสดงว่าถ้าดีอยู่ ถ้าเกิดไม่ดีอ่ะ เขาจะถูกทิ้งไหม หรือเราจะมีคนอื่นไหม มันก็เป็นการจุดชนวนให้เขาคิดได้นะครับ ดังนั้นก็คงจะต้องคุยกันตอนที่ไม่มีเรื่องไม่มีอารมณ์แล้วก็คุยเปิดด้วยแง่ดีก่อนแหละ ช่วงไหนตอนที่เขาไม่ค่อยหึง หรือหึงน้อยลง หรือว่าเขามีเหตุผล ก็ต้องชื่นชม เพราะบางทีความหึงหวงมันเป็นความเคยชินนะครับ ถ้าเกิดว่ามันเกิดขึ้นบ่อย ๆ มันก็จะเป็นการเสพติด ก็คุยแล้วก็ชมในสิ่งที่เขาทำได้ดี เพราะการที่เขารู้ว่าไม่ดีเนี่ย มันยิ่งทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นเราก็ชมว่าช่วงนี้เขาทำได้ดี เวลาเขาทำเรื่องดีหรือเขาไว้ใจอ่ะ ให้รางวัลเขาด้วยการบอกรักเขา เรามีความสุขที่ได้อยู่กับเขา เขาก็จะแสดงความไว้วางใจเรามากขึ้น เพราะว่ามันเหมือนเขารู้สึกว่าได้รับการชมเชยแล้ว มันปลอดภัยขึ้น แต่ส่วนอะไรที่มันไม่โอเคจริง ๆ ก็คงต้องค่อย ๆ คุยกันไปว่า บางอย่างมันไม่ได้เหมือนกับที่เขาคิด แต่ว่าวิธีการอธิบายก็อาจจะไม่ต้องถึงกับการย้อนอดีตเยอะ เอาแค่เรื่องนั้น คือถ้าสมมุติว่าเราพูดย้อนอดีตเยอะ เขาก็จะย้อนไปด้วย ทีนี้มันก็จะไปกันใหญ่นะครับ ดังนั้นเอาแค่เรื่องนั้นพอ เราอยากทำกิจกรรมอะไร ชวนเขาไปทำด้วย เพราะถ้าเกิดเราไปคนเดียว เขาจะไม่รู้ เพราะว่าการหึงหวงเนี่ยส่วนหนึ่งมันประกอบด้วยความไม่รู้ ถ้าเราปล่อยเขาไม่รู้ มันก็จะหึง แล้วเขาจะชินการคิดลบ ดังนั้นหากมีกิจกรรมอะไรพาเขาไปด้วย เราดูนักร้องคนนี้ มาดูด้วยกัน มันก็จะเห็นกันไปเลยว่ามันไม่มีใครส่งข้อความอะไรมาอย่างเงี้ยเป็นต้น หรือถ้าเราจะทำกิจกรรมอะไรข้างนอก ก็ให้ไปด้วยกัน มีบางคนที่เขาเป็นไรเดอร์แล้วก็มีคนซ้อนมาด้วยใช่ไหม (หัวราะ) จะได้สบายใจ อย่างเงี้ยก็ได้ ส่วนเรื่องเรียน หมอคิดว่าบอกเขาก็ได้ว่า ที่เราเรียนเนี่ย เรามองเห็นว่าเขาอยู่ในอนาคตของเรา ไม่ใช่ว่าเราเรียนแล้วมีแต่คนเข้ามา แต่เรามองว่าอนาคตเรามั่นคง และเขาจะอยู่กับเราด้วย เขาจะอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา ให้เขาเกิดความมั่นใจว่าระยะยาวเขาปลอดภัย แม้ว่าเราได้ดีแล้วเราก็จะอยู่กับเขา อันเนี่ยมันทำให้เขาเห็นภาพด้านบวกมาก อาจจะลองวิธีเหล่านี้ดูก่อนนะครับ แต่ถ้ารู้สึกยากมาก ปรึกษาคุณหมอนะครับ เพราะว่าไม่งั้นเราอาจจะกลายเป็นซึมเศร้าหรือภาวะความเครียดรุนแรงได้นะ” สุดท้ายแล้ว ความรักที่ดีต้องมีทั้งความรักและความไว้ใจ ขอเป็นกำลังใจให้ ‘คุณนัท’ และแฟนสาว ค่อย ๆ เปิดใจคุยกัน และพากันเติบโตไปข้างหน้านะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นห่วงลูกชายมาก ๆ และตอนนี้เขากำลังมีแฟน เราก็มองว่าแฟนของลูก Toxic เรากลัวว่าลูกจะทนกับความสัมพันธ์แบบนี้

28 ส.ค. 2026

เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นห่วงลูกชายมาก ๆ และตอนนี้เขากำลังมีแฟน เราก็มองว่าแฟนของลูก Toxic เรากลัวว่าลูกจะทนกับความสัมพันธ์แบบนี้

เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นห่วงลูกชายมาก ๆและตอนนี้เขากำลังมีแฟน เราก็มองว่าแฟนของลูก Toxicเรากลัวว่าลูกจะทนกับความสัมพันธ์แบบนี้ ‘คุณเฟรนด์’ (นามสมมติ) สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นกลัวว่าลูกชายจะทนอยู่กับความสัมพันธ์ Toxic จนเขาไม่มีความสุข ‘คุณเฟรนด์’ อายุ 35 ปี ได้เล่าว่าเธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกทั้งหมด 3 คน โดยมีลูกสาวคนโตอายุ 15 ปี ลูกชายคนกลางอายุ 14 ปี และลูกสาวคนเล็กอายุ 11 ปี สมาชิกในบ้านก็มีแต่ผู้หญิง ทั้งคุณแม่ พี่สาวของคุณแม่ และหลานสาว ทำให้ลูกชายเติบโตมาท่ามกลางผู้หญิง ซึ่งทั้งคุณแม่และพี่สาวของคุณเฟรนด์เองก็เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกัน คุณเฟรนด์จึงตั้งใจเลี้ยงลูกชายให้เป็นผู้ชายที่อ่อนโยน และรู้จักยอมผู้หญิงมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งลูกชายเริ่มมีแฟน ซึ่งเขาไม่เคยปิดบังและมักจะมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังเสมอ แต่ปัญหาอยู่ที่ลูกชายมักจะซึมและร้องไห้ เพราะโดนแฟนสาววีนและพูดจาแรง ๆ ใส่ เพียงเพราะเขาตอบแชตสั้น ทำให้ฝ่ายหญิงคิดว่าไม่ใส่ใจ แต่เหตุการณ์ก็เริ่มชวนให้คุณเฟรนด์ปวดหัวเมื่อลูกชายและแฟนสาวเลิกกัน ฝ่ายหญิงไปมีคนใหม่แทบจะทันที แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็กลับมาคบกับลูกชายใหม่อีกครั้ง นั่นทำให้คุณเฟรนด์งงมาก คุณเฟรนด์ยอมรับว่าได้มีการถามลูกไปตรง ๆ ว่าผู้หญิงคนนี้มีข้อดีอะไร ทำไมถึงกลับไปคบอีก ซึ่งลูกก็ตอบด้วยเหตุผลว่า เธอนิสัยดีและไม่พูดคำหยาบ แต่คุณเฟรนด์ก็ได้ไปรู้มาว่า ก่อนที่ผู้หญิงคนนี้จะมาคบกับลูกชาย เธอเคยมีแฟนอยู่แล้วแต่มาแอบชอบลูกชายของเธอ ซึ่งคุณเฟรนด์มองว่าพฤติกรรมแบบนี้เหมือนการนอกใจและไม่น่าสนับสนุน และด้วยความที่ลูกชายโตมาแบบยอมผู้หญิง คุณเฟรนด์จึงกังวลว่า ในอนาคตลูกจะทนกับความสัมพันธ์ที่ Toxic ตามผู้หญิงไม่ทัน และยอมทุกอย่างจนลืมความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้นคำถามของคุณเฟรนด์ก็คือ ควรทำความเข้าใจ หรือมีวิธีบอกลูกอย่างไร เพื่อให้เขารับมือกับความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้หรือที่จะเจอในอนาคต โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ให้คำแนะนำว่า “ด้วยความที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกก็คือทุกสิ่งทุกอย่างของเรา แต่ในมุมมองของคนนอก เรื่องนี้ชิลมาก เพราะน้องเพิ่งจะอายุแค่ 14 ปีเท่านั้น ไม่อยากให้คุณแม่ใช้เลนส์ของผู้ใหญ่ไปตัดสินความรักของเด็กอายุเท่านี้ การที่น้องร้องไห้เสียใจ มันก็คือการอกหักของวัยรุ่นคนหนึ่ง แนะนำให้ปล่อยเขาเรียนรู้ไปตามวัย สิ่งที่คุณแม่ทำได้ คือการพูดคุยและเตือนให้เขาเตรียมใจรับมือกับความผิดหวัง แต่อย่าพยายามไปขีดเส้นหรือเซ็ตมาตรฐานว่าความรักต้องเป็นแบบไหน ขอให้มองว่าเด็กก็คือเด็ก ปล่อยให้เขาได้เรียนรู้และอย่าเก็บมาเครียดจนเกินไป เพราะตอนนี้เครียดไปก็ไม่มีประโยชน์” ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ที่ว่า “เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ แต่วิธีรับมือที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องไม่ทำตัวอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับลูก เพราะถ้าเราต่อต้าน สุดท้ายเขาจะมีความลับและไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังอีก คุณแม่ต้องอดทนเพื่อแลกกับการที่เขายังเปิดใจ เรื่องความรัก ปล่อยให้เขาเรียนรู้เอง ถ้าไม่เคยล้มเขาก็จะลุกไม่เป็น การเจอผู้หญิง Toxic ในวัยนี้ถือเป็นประสบการณ์ เดี๋ยวพอถึงจุดหนึ่งเขาก็จะเบื่อไปเอง สิ่งที่คุณแม่ควรทำคือเน้นย้ำเรื่องการป้องกันให้เด็ดขาด ส่วนที่เหลือคือรอซัพพอร์ตอยู่ห่าง ๆ อย่าเอาความคิดของผู้ใหญ่ไปยัดใส่เด็ก ค่อย ๆ ใช้ศิลปะในการพูดเตือนสติในวันที่เขาล้มลงก็พอ” มาถึง ‘ดีเจเผือก’ ที่เสริมว่า “คุณแม่อาจจะกังวลและมองไปไกล สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเพียงความรักปกติของวัยรุ่น ยังไม่สามารถนำมาตัดสินได้ว่า ลูกจะยอมทนอยู่ในความสัมพันธ์ Toxic ไปตลอดชีวิต อยากให้มองอีกมุมว่า การที่เขาทนได้ในตอนนี้ อาจเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและความแข็งแกร่งในแบบของเขา เพื่อให้เขาอยู่รอดในสังคมได้ในอนาคต อยากให้คุณแม่เฝ้าดูการเติบโต และการแก้ปัญหาในแบบของเขา ปล่อยให้เขาเก็บประสบการณ์ด้วยตัวเอง และรอเข้าไปช่วยเหลือในวันที่เขาอ่อนแอหรือเข้ามาปรึกษาจริง ๆ ดีกว่าเข้าไปยุ่งตั้งแต่แรกจนเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรด้วยตัวเองเลย” และปิดท้ายกับ ‘หมอท็อป’ ว่า “การที่ลูกเติบโตมาในบ้านที่มีแต่ผู้หญิงไม่ใช่สาเหตุหลักของปัญหา ขอให้คุณแม่เชื่อมั่นในตัวลูก สิ่งสำคัญในเด็กวัยนี้คือพ่อแม่ต้องฟังให้เยอะขึ้น เพราะถ้าเรายังสอนเยอะเหมือนตอนเขาเป็นเด็ก เขาจะรู้สึกทันทีว่าแม่ไม่เข้าใจ หมอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการชื่นชมลูก เช่น ชมว่าภูมิใจมากนะที่ถึงแม้อกหักเขาก็ยังประคองตัวเองได้ดี ไม่ทำตัวออกนอกลู่นอกทาง เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าแม่เห็นคุณค่าของเขา เราไม่สามารถห้ามไม่ให้ลูกเจอคน Toxic ได้ เพราะคนเหล่านี้มีอยู่ทุกที่ การกีดกันจะยิ่งทำให้ลูกหันไปต่อต้านแม่ และเทิดทูนแฟนมากขึ้น หน้าที่ของแม่คือการนั่งดูอยู่ห่าง ๆ สิ่งไหนดีก็ชม สิ่งไหนไม่ดีก็คอยเป็นกำลังใจ อย่าเพิ่งตัดสินแฟนของลูกในระยะเวลาสั้น ๆ ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ 3 - 6 เดือน หากมัน Toxic จริง ๆ เดี๋ยวเขาก็เลิกกันไปเอง”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

โดนหัวหน้าใช้งานส่วนตัว รบกวนแม้กระทั่งเวลาตี 4 และถูกกดดันให้ปฏิเสธไม่ได้ ผมจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี?

23 ส.ค. 2026

โดนหัวหน้าใช้งานส่วนตัว รบกวนแม้กระทั่งเวลาตี 4 และถูกกดดันให้ปฏิเสธไม่ได้ ผมจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี?

โดนหัวหน้าใช้งานส่วนตัวรบกวนแม้กระทั่งเวลาตี 4และถูกกดดันให้ปฏิเสธไม่ได้ผมจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี? ‘คุณลูกตุ้ม (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 สิงหาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา 'ดีเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้ามักจะให้ช่วยเรื่องส่วนตัวจนรู้สึกว่ามันเกิดขอบเขตการทำงาน ‘คุณลูกตุ้ม (นามสมมุติ)’ อายุ 33 ปี’ เปิดประเด็นมาว่า “ลูกพี่ใช้งานส่วนตัวกับลูกน้องจนเป็นเรื่องปกติ แต่ลูกน้องรู้สึกว่าเป็นการรบกวนชีวิตส่วนตัวมากเกินไป” โดยคุณลูกตุ้มเป็นลูกน้องที่กำลังประสบปัญหาอยู่ จากนั้นก็เล่าว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้วในทีมมีประมาณ 8-9 คน แต่ในปัจจุบันเหลือกันเพียง 4 คนรวมหัวหน้า งานค่อนข้างจะรัดตัว ต้องรับงานในปริมาณมากกับจำนวนคนที่ลดลง แต่รายได้สูง โดยสมาชิกในทีมจะมี A B และคุณลูกตุ้ม ซึ่งแต่ละคนจะถูกใช้งานส่วนตัวหัวหน้าต่างกันออกไป A มีหน้าที่เคลียร์ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเคลียร์บิล ซื้อตั๋วเครื่องบิน ค่าทางด่วน ค่าเบี้ยเลี้ยง เนื่องจากบริษัทเปลี่ยนกฏต้องซื้อตั๋วเครื่องบินเอง A ก็จะต้องนั่งการเทียบราคาของแต่ละสายการบินให้หัวหน้า เวลาจ่ายเงินก็ต้องคอยโทรขอเลข OTP เพื่อตัดบัตรเครดิตของเขา กว่าหัวหน้าจะรับสายในแต่ละครั้ง Session ก็หมดอายุไปแล้วต้องเริ่มจองใหม่ แล้วเขามักจะพูดกับพี่ A ว่า “พี่เลือกแล้ว พี่พิจารณาแล้วว่าให้เธอทำ” B มีหน้าที่สั่งซื้อของออนไลน์ไปลงที่บ้านหัวหน้า เนื่องจากพื้นฐานบ้าน B มีร้านของที่บ้าน และเขามักจะซื้อของไปเติมให้พ่อแม่เสมอ เวลาซื้อออนไลน์เขาจะโปรโมชั่น ได้สิทธิพิเศษหรือส่วนลดต่าง ๆ ก็จะนำมาแชร์ให้กับคนในทีม จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หัวหน้าเห็นว่า B กดได้โปรโมชั่นที่ดี หลังจากนั้นหัวหน้าจึงเริ่มฝากซื้อของ ในช่วงแรกหัวหน้าจะฝากซื้อในรายการสินค้าเดียวกันและนาน ๆ จะฝากสักครั้ง แต่พักหลังกลายเป็นว่าฝากสั่งสินค้าส่วนตัวของหัวหน้าผู้หญิง ทั้งรายสัปดาห์ รายเดือน ตั้งแต่ของใช้ส่วนตัว ไปจนถึงผ้าอนามัย ทั้งที่ B เป็นผู้ชาย ส่วนคุณลูกตุ้ม มีหน้าที่ไปรับ-ส่งสนามบินไม่ว่าจะเป็นเวลาตี 4-5 หรือเวลางานก็ตาม รวมถึงต้องช่วย Check-in ให้หัวหน้าด้วยเพราะหัวหน้าทำไม่เป็น และหากครั้งไหน A ไม่สะดวกซื้อตั๋วเครื่องบินหน้าที่ก็จะตกมาเป็นของคุณลูกตุ้มแทน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ในตำแหน่งงาน แต่เพราะบ้านคุณลูกตุ้มอยู่ใกล้สนามบิน โดยในการรับ-ส่งมีทั้งใช้รถบริษัทและรถส่วนตัว แม้จะเป็นการบินเพื่อไปทำงานแต่มันควรเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเขาที่จะต้องเดินทางไปสนามบินด้วยตนเอง ทั้งสามคนเคยปฏิเสธในสิ่งที่หัวหน้าสั่งแล้ว ล่าสุดคุณลูกตุ้มปฏิเสธไม่ไปส่งเขาที่สนามบินว่า “พี่ ผมไม่สะดวกถ้าเช้าขนาดนั้น” เขาก็ส่งไฟล์ตขากลับมาต่อ ซึ่งเวลานั้นยังอยู่ในเวลางาน จึงทำให้ปฏิเสธได้ยาก คุณลูกตุ้มก็มองว่ามันไม่ถูกต้องเพราะเขาก็ต้องทำงานของตนเองในเวลางานเหมือนกัน หลาย ๆ อย่างทำให้คุณลูกตุ้มและคนในทีมเป็นเหมือนคนใช้ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ของหัวหน้า เคยแจ้งไปทาง HR และทางผู้บริหารแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด โดยฝั่ง HR ก็เห็นด้วยว่ามันเป็นงาน Self Service เป็นงานที่ควรทำด้วยตนเอง พร้อมบอกว่าเดี๋ยวเขาจะไปหาวิธีคุยดู เนื่องจากในทีมมีกันแค่ 4 คน หากพูดไปจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ คุณลูกตุ้มเล่าเสริมว่า เขาเคยปฏิเสธทั้งวิธีการ @All ในกรุ๊ปไลน์ และบอกกับเขาว่า “ในฐานะพี่สาวพี่เป็นพี่ที่โอเคเลย แต่ในที่ทำงานพี่เป็นหัวหน้าที่ Manage อะไรไม่ได้เลย” เคยมีการนัดประชุมพูดคุยกันต่อหน้าแล้ว มีปากมีเสียงแล้วทุกอย่างก็จบไป ผ่านไปหนึ่งปีทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม จนปีหลังเริ่มหนักขึ้นในเรื่องของงานส่วนตัวหัวหน้า คุณลูกตุ้มเล่าย้อนว่า เมื่อก่อนมีหัวหน้าอีกคน แต่พอหัวหน้าเก่าลาออก หัวหน้าคนนี้ก็ขึ้นมาแทนด้วยความอาวุโส และก่อนหน้านี้เคยมีพี่ในทีมอีกคนที่เป็นคนพูดตรงก็พยายามสู้กับเขา คุณลูกตุ้มก็เป็นคนตรงเช่นกันจึงจะคอยซัพพอร์ต แต่ปัจจุบันพี่คนนั้นออกไปแล้ว ส่วนพี่ A และ B เขาบอกว่า เขาจะตายรังกันที่นี่แล้ว พี่ทั้งสองเป็นคนเก่งแต่ไม่มั่นใจในตัวเอง เขาไม่คิดว่าหากไปที่อื่นแล้วจะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่อื่นได้ไหม จึงเป็นจุดอ่อนให้ต้องยอมหัวหน้า ตอนนี้จึงเมือนคุณลูกตุ้มสู้เพียงลำพัง ในด้านการทำงาน หัวหน้าคนนี้ก็ Manage งานได้ไม่ดี ด้วยความที่เป็นบริษัทใหญ่ และงานหนักมาก หัวหน้าก็จะชอบพูดว่าเขาช่วยทำอยู่ แต่เวลาที่นำ Slide ไปช่วยทำก็ส่งกลับมาเป็น Slide เปล่าที่มีเพียงหัวข้อซึ่งก็แทบไม่มีประโยชน์ คุณลูกตุ้มเสริมว่า คนในทีมไม่มีปัญหากับงานหนักเพราะงานหนักมาโดยตลอดอยู่แล้ว ให้สละเวลาถึง 1-2 ทุ่มเพื่องานก็ยินดี เพราะอย่างไรก็เป็นผลงานของตนเอง แต่เรื่องส่วนตัวมันเกินขอบเขตไป และลองทำทุกวิธีทางจนไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปแล้ว คุณลูกตุ้มเองก็เคยลองพยายามหาใหม่แล้ว แต่ก็ยังไม่เจองานที่ตอบโจทย์ และสถานการณ์ในทุกวันนี้ก็อาจทำให้หางานยากขึ้น ในส่วนของความสามารถคนรอบตัวก็ยืนยันว่าคุณลูกตุ้มมีความสามารถ รวมพี่อีกสองคนในทีมก็เก่งกันมาก หากเป็นคนภายนอกทีมมองมาเขาจะมองว่าทำงานได้มีประสิทธิภาพ แต่งานก็หนัก และยังไม่นับรวมกับปัญหาทางบ้านที่เจอส่วนตัวกันเอง ตัวคุณลูกตุ้มเสริมว่า ตนไม่เป็นซึมเศร้าก็ดีแล้ว ‘ดีเจเติ้ล’ ถามเพิ่มเติมว่า “ที่ผ่านมาไม่เคยปฏิเสธได้เลยสักครั้งใช่ไหม?” คุณลูกตุ้มตอบว่า “เคยปฏิเสธได้ครั้งเดียว ครั้งอื่นเขาจะน้ำเสียงตึง ๆ ถามว่าหากเราไม่ไปจะเป็นอย่างไร ด้วยความที่เป็นลูกน้องภายใต้การบังคับบัญชา การประเมินงานต่าง ๆ แม้งานจะประสิทธิภาพดี แต่เราอยู่ภายใต้เขา การที่เราได้เลื่อนตำแหน่งบ้างไม่ได้เลื่อนบ้างเป็นเพราะที่ปฏิเสธเขาด้วยหรือเปล่า เราไม่รู้อะไรเลย” ‘ดีเจต้นหอม’ ถามเพิ่มเติมว่า “เขามีหัวหน้าอีกทีไหม” คุณลูกตุ้มตอบว่า “จะขึ้นตรง BU Head เลย” คุณลูกตุ้มและคนในทีมยังไม่กล้ารายงานไป เพราะหัวหน้า และ BU Head เขาสนิทกัน เติบโตมาด้วยกันสายงานเดียวกัน ไม่รู้ว่าการที่บอกออกไปจะเป็นอย่างไร คุณลูกตุ้มอยากขอคำแนะนำจากดีเจทั้งสามท่านว่า “จะปฏิเสธอย่างไรให้ดีที่สุด หรือ ควรทำอย่างไรนอกจากวิธีที่ได้คุยกันไปอย่างการแจ้ง HR/ผู้บริหาร ทำอย่างไรได้บ้าง? เพราะผมเองก็มีปัญหาที่บ้านหนักพอสมควรด้วย” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล‘ กล่าวว่า “เป็นพี่จะ Tag Team กัน 3 คนไปคุยกับผู้บริหารอธิบายทุกอย่าง เพราะพี่มองว่าสิ่งที่เขาทำมันผิดทั้งหมด เขาใช้งานส่วนตัวหมดเลย ถ้าเป็นครั้งคราวยังพอเข้าใจได้ แต่นี่คือทุกคนต้องดูแลเรื่องส่วนตัวให้เขาหมดเลย การให้ตื่นตี 4 ไปรับคือเกินมนุษย์มาก ขนาดเป็นหัวหน้ากับเลขายังต้องมีการเกรงใจกัน แต่ตำแหน่งเราไม่ได้มีหน้าที่ต้องทำสิ่งเหล่านี้เลย พี่ว่าควรพูด ไม่ควรทน ยิ่งถ้าจะทำให้เราเป็นซึมเศร้ายิ่งไม่คุ้ม แต่ถ้าไปคุยแล้วบริษัทยังคงเก็บเขาไว้แล้วปล่อยให้เราสามคนออกไป เป็นพี่จะออก เพราะเราเองก็มีความสามารถ อย่าด้อยค่าตนเองจนต้องทนทุกข์กับสิ่งที่ไม่ Make sense เข้าใจว่างานหายาก แต่หากเราเชื่อในศักยภาพของตัวเองเรามีสิทธิเลือก พี่จะไม่ยอมให้ตัวเองเป็น choice แบบนี้ เพราะเขาไม่เคารพและล้ำเส้นกันมากจนเกินไปจากที่เล่ามา ที่ B ถูกฝากซื้อของยังรับได้ แต่สิ่งที่ A และ คุณลูกตุ้มโดนมันเกินไป ไม่มีมารยาท ไม่ควรจะเป็นหัวหน้าใคร และตัวพี่เติ้ลเองก็จะไม่ไหวถ้ามีคนอย่างนี้เป็นหัวหน้า นอกจากนิสัยส่วนตัวเสีย งานเขาก็ยังจัดการได้ไม่ดี พี่มองว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เข้าใจว่าอาจเพราะเรื่องเงินเดือน แต่มันไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น ต้องลองชั่งน้ำหนักดูว่ากับเงินเดือนที่ได้มันคุ้มพอไหม พี่มองว่า หากคนใหญ่คนโตในบริษัทยังมีทัศนคติแบบนี้แปลว่าบริษัทนี้ไม่ดี Toxic จากที่บอกว่าทุกคนเป็นคนเก่ง ทำไมถึงไม่ดึงศักยภาพออกมาเพื่อสู้กับเขา และต่อให้พี่อีกสองคนไม่สู้ไปกับเราแต่หากเป็นพี่ก็จะไม่ปล่อยให้ตนเองอยู่ที่นี่” ‘ดีเจต้นหอม’ ถามว่า “บริษัทจำเป็นต้องมีเราไหม หากจำเป็นให้ขึ้นพูดกับหัวหน้าเลย” คุณลูกตุ้มเองก็ยืนยันว่าตำแหน่งของทั้งสามสำคัญต่อบริษัท ‘ดีเจเติ้ล‘ ย้ำว่า “ให้ไปคุยเลย ว่าเขาจะเลือกใครระหว่างสามคนที่จำเป็น กับคนเดียวที่เป็นอย่างนี้” คุณลูกตุ้มเล่าเสริมว่า สาเหตุที่ยังไม่ออกเป็นเพราะไม่มั่นใจงานในอนาคต นอกจากนั้นคุณลูกตุ้มก็เป็นโรค SLE ซึ่งหนักมาก ด้วยภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวที่ต้องแบกรับเองประกันก็ปฏิเสธไปแล้ว และปัจจุบันบริษัทก็มี Budget ในส่วนประกันให้โดยประมาณ 1-2 แสน จึงทำให้ก่อนหน้านี้คุณลูกตุ้มมองว่ายังมีความจำเป็นจะต้องอยู่ ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “พฤติกรรมเขาคือมนุษย์ป้าที่ไม่มีมารยาท และในเมื่อเราต้องอยู่ในบริษัทนี้ดังนั้นจึงให้เทคนิคทำตัวมึนไว้ สมมุติเขาสั่งอะไรสามารถปฏิเสธแบบมึน ๆ ได้เลย อย่างการบอกว่า ‘เดี๋ยวดูก่อนนะครับ’ แล้วก็หายไปเลย หากเขาถามกลับว่า ‘ดูอะไร’ ให้ตอบงง ๆ กลับไปว่า ‘ยังไม่แน่เลยครับ’ เหมือนกับว่าเขาไม่สามารถฝากความหวังไว้ที่เราได้ และหากต้องไปส่งเขาที่สนามบินพยายามทำตัวให้เป็นความเสี่ยงของเขา ทำเหมือนกับไม่แน่ใจว่าเราจะตื่นไหม พูดประมาณว่า ‘เอางี้พี่ ถ้าตื่นเดี๋ยวว่ากัน’ ให้เขารู้สึกว่าเราไว้ใจไม่ได้ เราไม่ได้ปฏิเสธเขาแต่ก็ไม่ชัวร์นะ หรือหากวันไหนต้องไปส่งก็ให้ลองปิดโทรศัพท์แล้วนอนดูสักวัน แล้วบอกเขาว่าเราป่วย ลุกไม่ไหวเพราะเราก็ป่วยจริง ๆ ให้เขารู้ว่าชีวิตเขาต้องเริ่ม Self Service และเห็นด้วยกับพี่เติ้ลว่าให้รวมตัวกันสามคนไปคุย แต่ถ้าพี่ทั้งสองคนไม่เห็นด้วยก็ลองทำตามวิธีที่แนะนำดู ไม่ว่าเขาจะถามอะไรมาให้ตอบไม่ตรงคำถามแต่ความหมายเหมือนเดิมคือเรา ‘ปฏิเสธ’ ซึ่งเราไม่ผิดเพราะไม่ใช่หน้าที่ ต้องไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างเขาอีกแล้ว และในส่วนของการ Check-in ให้ส่งลิ้งก์วิดีโอสอนไปให้เขาเลย” ปิดท้ายที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “ปัญหานี้ต้องถูกแก้โดย HR ถ้าเป็นบริษัทที่มีคุณภาพ HR จะต้องจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เขาเลือกว่าจะเลือก 1 คนซึ่งคือหัวหน้าที่ทำไม่ได้แม้แต่ Check-in หรือ 3 คนที่เป็นคนทำงาน เขาจะเลือกใคร ถ้าเราไม่อยากออกสามารถย้ายทีมได้ไหม? ขอเปลี่ยนหัวหน้า หรือ บอกเขาว่าเรามั่นใจว่าจะสามารถทำงานได้โดยไม่มีหัวหน้าคนนี้ เข้าไปคุยกับ HR หากเขาไม่สามารถช่วยอะไรได้แปลว่าบริษัทนี้ไม่ได้เรื่อง การที่เป็น HR ต้องจัดการทรัพยากรบุคคลให้ดี เขาต้องรู้ว่าใครที่เป็นคนทำรายได้ให้กับบริษัท ถ้าคุณลูกตุ้มคิดว่าทั้งสามคนในทีมเป็นคนที่ทำงานจริง ๆ และเป็นทีมที่ทำรายได้ให้กับบริษัทก็จงมั่นใจและเข้าไปคุยเลย บอกกับเขาไปว่าถ้าอยากให้เราทำงานต่อ เรามีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง หรือถ้าเขาไม่สามารถจัดการได้ก็ไม่ต้องง้อ ระหว่างนี้ให้หางานใหม่รอไว้เลย ถ้ามีทางไปก็ไปเลย สุดท้ายให้ไปกันเป็นทีมไปสู้ก่อน ถ้าไม่ได้ก็ตัวใครตัวมัน ถ้า A และ B ต้องการทนต่อไม่ไปด้วย ก็เหลือเพียงคุณลูกตุ้มที่ต้องมานั่งคิดดูว่ากับเงินเดือนที่ได้อยู่แลกกับชีวิตเราคุ้มไหม จากที่เหตุการณ์เรื้อรังมาขนาดนี้ควรจัดการอะไรสักอย่าง และการที่เขาทำอะไรไม่ได้สักอย่างไม่รู้ว่าเขามาเป็นหัวหน้าได้อย่างไร แค่ Check-in มองว่าเขาไม่ได้ทำไม่ได้ เขาเพียงแค่ไม่อยากทำ เพราะฉะนั้นอยู่ที่เราว่าต้องการอยู่ภายใต้คนแบบนี้หรือเปล่า หากไม่ต้องการเราต้องสู้เพื่อให้ตนเองได้ทำงานอยู่ในออฟฟิศนี้ต่อได้อย่างมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น อาจไม่มีความสุขมากแต่ไม่ควรโดนแบบนี้ แต่หากบริษัท หรือ HR ไม่สามารถจัดการได้ พี่ยืนยันว่าอย่าไปอยู่ เพราะนั่นแปลว่านอกจากหัวหน้าที่ห่วยแล้ว HR ก็ห่วย บริษัทนี้ก็ห่วย และหากถามว่าจะปฏิเสธอย่างไร พี่มองว่ามันเลยช่วงเวลานั้นมาแล้ว เป็นพี่จะเลือกปฏิเสธสั้น ๆ และไม่พูดอะไรต่อ บอกเพียง ‘ไม่สะดวกครับ’ และไม่ต้องอ่านอีกเลย หากผลของการกระทำแบบนี้ทำให้เราไม่เติบโตในหน้าที่การงาน ให้เข้าไปคุยกับ HR เหมือนเคย และหาก HR ไม่ช่วยอะไรแสดงว่าบริษัทนี้ไม่ได้เรื่อง และเราจะเอาชีวิตไปผูกกับบริษัทแบบนี้คงไม่ใช่” ‘ดีเจต้นหอม‘ เสริมว่า “ระหว่างทำงานให้หางานใหม่ไปด้วย ไม่ต้องกดดันว่าจะต้องลาออกเลย ให้ใช้วิธีการง่าย ๆ อย่างการปฏิเสธเสร็จให้ทิ้งไลน์ไปเลย อ่านไลน์ช้า ๆ ตอบเฉพาะเรื่องงาน อย่าไปเครียด ถ้ารู้สึกว่าป่วยและไม่ต้องการรับอะไรที่ Toxic ก็ไม่ต้องอ่านไลน์ หากเขาถามให้บอกว่าเราป่วย”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณพิพลอย ‘ใครคนนั้น’ ‘ใครคนนั้น’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

06 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณพิพลอย ‘ใครคนนั้น’ ‘ใครคนนั้น’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่อินซีรีส์ จนเผลอพลั้งปากพล่อยออกไป จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความหลอนกับความฝันประหลาด ที่มาพร้อมกับเสียงที่ทำให้จำได้ขึ้นใจ เพราะเขาจะเอาไปอยู่ด้วย! ราวกับเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นจริง จนเธอรู้สึกว่าเหตุการณ์มันเริ่มไม่ปกติ และเริ่มเหมือนจริงขึ้นในทุกวัน แล้วเขาป็นใครกันแน่?!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครคนนั้น’ ‘คุณพิพลอย’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเองในวัย 14 ปี และโดยส่วนตัวแล้วคุณพิพลอย ก็จะเป็นคนที่ปากไว และปากพล่อย ซึ่งในขณะนั้นเธอเองก็กำลังอินซีรีส์วายเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมอผี นั่นทำให้ในเช้าวันนั้น ที่คุณพิพลอย เพิ่งดูซีรีส์จบ ก็ได้ไปหาเพื่อนที่โรงเรียนต่อ ขณะที่กำลังนั่งคุยกันกับเพื่อน คุณพิพลอยก็ได้พูดขึ้นมาว่า“ถ้าหมอผีจะหล่อขนาดนี้ ผีตัวไหนก็เข้ามาได้หมดอะ”ตกเย็นเวลาประมาณทุ่มครึ่ง เธอก็รู้สึกเสียวหลังแปลก ๆ ทั้งที่อยู่บ้านคนเดียว แต่กลับรู้สึกเหมือนมีคนจ้องอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นคุณพิพลอย ก็คิดในแง่ดีคิดว่าคงเป็นเพราะฝนตก อากาศหนาวเลยรู้สึกแบบนี้จึงไม่ได้สนใจมากนัก พอเข้านอนก็เริ่มฝัน โดยในฝันคุณพิพลอย อยู่ที่สุสานของใครก็ไม่รู้ โดยในนั้นก็มีป้าของเธออยู่ในฝันด้วย แต่ถามใครว่าที่นี่ที่ไหนก็ไม่มีใครตอบ ราวกับว่าไม่มีใครเห็นคุณพิพลอยสักคนเลย จนกระทั่งมีคนมาสะกิดหลัง โดยเป็นคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่ง และเขาก็ได้บอกให้เธอเดินตามเขาไป พอเดินไปได้สักพักคุณลุง ก็หยุดเดินนั่นทำให้เธอถามว่า“หยุดเดินทำไมหรอคะ คุณลุงเป็นอะไรหรือเปล่า”แต่พอคุณลุงหันกลับมาก็กลายเป็นผู้หญิงผมยาวตรง และเธอก็พูดว่า “กูเจอมึงแล้ว กูจะเอามึงไปอยู่ด้วย” นั่นทำให้คุณพิพลอยสะดุ้งตื่น และเธอก็เห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ที่ปลายเตียงตรงที่ป้าของเธอนอนหลับอยู่ ในตอนนั้นคุณพิพลอย ลนลานมาก ๆ ร้องไห้ไม่มีสติแล้ว จึงรีบบอกให้ป้าเปิดไฟในทันที พอตั้งสติได้ก็รีบเล่าเรื่องในฝันให้ป้าฟังว่าเจออะไรบ้าง แต่พอป้าได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ตอบกลับมาว่า “ดูซีรีส์ และฟังเรื่องผีเยอะเกินไป” แต่คุณพิพลอย ก็ยืนยันว่าสิ่งที่เจอมันเป็นเรื่องจริง ทั้งในฝัน และที่เห็นกับตาจริง ๆ หลังจากตื่นป้าของเธอก็เลยไปหยิบพระ และหาบทสวดมนต์มาให้สวดก่อนนอน และเปิดบทสวดชินบัญชรจนคุณพิพลอยหลับไปเช้าวันถัดมา... เธอตื่นมาแล้วรู้สึกไม่มีพลังเลย รู้สึกเพลียมาก ๆ ป้าเลยพาไปใส่บาตรที่วัดข้างบ้าน แล้วก็ได้ไปโรงเรียนปกติ หลังจากที่เข้าแถวเสร็จ คุณพิพลอยก็เดินไปเอากระเป๋ากับเพื่อนที่รถ แต่ในจังหวะที่ใกล้จะถึงรถแล้ว จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงที่เหมือนมีคนมาพูดอยู่ที่ข้างหูว่า“มึงตาย กูจะเอามึงไปอยู่ด้วย”ในตอนนั้นคุณพิพลอย ร้องไห้ออกมา และรีบโทรหาป้าเล่าเรื่องที่เจอให้ป้าฟัง ป้าก็รีบบอกว่า อย่านึกถึงเรื่องนี้ “ถ้าเขารู้ว่าเรากลัว เขาก็จะยิ่งตาม” ทำให้หลังจากนั้นก็พยายามลืมเรื่องนี้ และไม่นึกถึง พอกลับบ้านก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนวันก่อน ตกกลางคืนก็เข้านอนปกติ และได้ฝันอีกครั้งคราวนี้คุณพิพลอย ฝันว่าไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว และเธอก็กำลังเล่นน้ำกับน้องชายอยู่ ในขณะนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งว่ายน้ำเข้ามาหา และชวนให้เธอไปเล่นด้วยกัน เธอจึงให้น้องชายอยู่กับพี่ชายก่อน แล้วค่อยออกไปเล่นน้ำกับผู้หญิงคนนั้นก่อนที่จะโดนกดหัวลงไปในทะเล เธอรู้สึกเหมือนจริงมากทั้ง ๆ ที่อยู่ในฝัน หายใจไม่ออกเลย ดิ้นไปได้สักพักก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งเจอเหตุการณ์นั้นจริง ๆ โดยมันไม่ใช่แค่ในฝัน แต่คุณพิพลอยก็ไม่ได้บอกป้าอะไร จึงทำแค่เพียงสลับด้านหมอนตามความเชื่อแล้วนอนต่อ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น พอเช้ามาก็เล่าให้ป้าฟัง ป้าจึงรีบพาไปหาหลวงปู่ที่วัดแถวบ้านเพื่อรดน้ำมนต์ ทำให้หลังจากนั้นก็ไม่เจออีกเลย แต่หลังจากนั้นช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา พ่อ และแม่ของคุณพิพลอยได้กลับมาหาเพราะฉลองเทศกาลด้วยกันพอดี ทำให้วันนั้นก็กลับมาฝันอีก โดยครั้งนี้เธออยู่ในป่า ในฝันเธอตะโกนเรียกหาทุกคน แต่ก็ไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย ทำให้เธอตัดสินใจเดินตรงไปเรื่อย ๆ ภายในนั้น ทำให้เจอพี่ผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง และเธอก็ได้พูดอีกว่า“กูจะเอามึงไปให้ได้ !” จบประโยคนั้นคุณพิพลอยก็สะดุ้งตื่นในทันที แต่เพราะไม่กล้ารบกวนพ่อแม่ เธอจึงสลับด้านหมอนและรีบกลับไปนอนต่อ พอตอนเช้าพ่อแม่ก็พาครอบครัวไปหาคุณย่าที่อยู่ต่างอำเภอ ในคืนที่นอนบ้านย่าก็ฝันเห็นพี่ผู้หญิงคนเดิมยืนอยู่ที่หน้าบ้านคุณย่า เหมือนกับว่าเขาเข้ามาไม่ได้ และเขาก็พูดกับเธออีกครั้งว่า “ครั้งหน้ากูไม่ปล่อยมึงไปแน่ กูจะเอามึงไปให้ได้” และเป็นอีกครั้งที่เธอสะดุ้งตื่น ครั้งนี้เธอจึงพยายามปลุกพ่อและบอกว่าเธอฝันเจออะไร แต่พ่อก็ไม่ได้สนใจจึงหลับต่อ พอตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นก็ไม่เจออะไรอีกเลย ทำให้เธอนึกย้อนไปที่คำพูดของหลวงปู่ที่รดน้ำมนต์ให้ว่า ผู้หญิงที่เจอเขาตามคุณพิพลอยมาตลอด แต่เขาเพิ่งจะได้เข้ามาในช่วงนี้เอง ประกอบกับในวัยนั้นเป็นช่วงเบญจเพศของเธอเองด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณอาร์ปู ‘เพื่อนยามวิกาล’ l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

02 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณอาร์ปู ‘เพื่อนยามวิกาล’ l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

ตอน 8 ขวบย้ายไปอยู่บ้านเช่าต่างจังหวัด รอบ ๆ บ้านเป็นสวนที่มีต้นพุทราที่อร่อยอยู่ ในช่วงเช้ามืดเลยชอบไปเก็บพุทราคนเดียวแต่จู่ ๆ คืนหนึ่งก็ได้ยินเสียงเด็ก 2-3 คนหัวเราะ และวิ่งเล่นกันแถวต้นพุทราเลยเข้าไปเล่นด้วย แต่ในจังหวะที่แม่มาตามให้กลับบ้าน เมื่อหันกลับไปพวกเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง x ภูมิ - เออร์วิน ATLAS’ [25 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนยามวิกาล’ ‘คุณอาร์ปู’ ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกในวัยเด็ก ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณอาปูอายุ 7-8 ขวบ คุณอาร์ปู ได้ย้ายจากจังหวัดมหาสารคามมาอาศัยอยู่ที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยคุณพ่อของเธอยังคงประกอบอาชีพค้าขายน้ำเต้าหู้เช่นเดิม หลังจากย้ายมาคุณอาร์ปู ได้เช่าบ้านพักอาศัยอยู่ โดยบริเวณรอบ ๆ บ้านพักจะเป็นสวนตามปกติของคนต่างจังหวัด ระยะทางของบ้านจะอยู่ห่างไกลจากตลาดนิดหน่อย แต่ค่าเช่าก็ไม่ได้แพงมากนักเปรียบเทียบการการเช้าในเมือง ระยะทางการเข็นรถเพื่อเข้าไปขายของในตลาดจึงไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไรในทุก ๆ คืน พ่อของคุณอาร์ปูจะต้องตื่นขึ้นมาในช่วงเวลา ตี 2 - 3 เพื่อมาทำน้ำเต้าหู้ และทุกคนในครอบครัวก็จะตื่นมาช่วยเตรียมข้าวของในเวลาเดียวกัน หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง คุณอาร์ปูก็ได้พูดกับแม่ว่า ‘แม่หนูขอไปเก็บพุทราหน่อยนะ’ เพราะบริเวณสวนรอบบ้านจะมีต้นพุทราที่อร่อยตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้าน ในช่วงเวลาประมาณตี 4 แม้บรรยากาศจะยังคงมืดสนิทแต่ท้องถนนก็ยังมีแสงไฟส่องสว่างให้พอมองเห็นได้ลาง ๆ และโดยปกติของคุณอาร์ปู ตอนนั้นเป็นเด็กที่ไม่ได้กลัวอะไรสักเท่าไหร่ ในระหว่างที่คุณอาร์ปูเก็บพุทราอยู่คนเดียว จู่ ๆ ก็มีลมแรงพัดเข้ามาแต่ตัวของเธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ผ่านไปจนเข้าคืนที่ 2 ซึ่งวันถัดไปคือวันพระ คืนวันนั้นจึงเป็น ‘วันโกน’ เมื่อคุณอาร์ปู ไปถึงต้นพุทราที่ต้องการจะเก็บ ท่ามกลางความเงียบของสวน และลมที่พัดแรงขึ้น จู่ ๆ เสียงหัวเราะของเด็กก็ดังขึ้นรอบตัว! ภายในใจคุณอาร์ปูคิดว่าวันนี้คงจะมีคนอื่น ๆ มาเก็บพุทราเป็นเพื่อนไม่เหมือนคืนแรกที่เธอเก็บคนเดียวเมื่อเดินเข้าไปคุณอาร์ปู ก็เจอกับเด็กกลุ่มหนึ่ง คนหนึ่งปีนอยู่บนต้นไม้ ส่วนรอบ ๆ ต้นมีเด็กอีก 2 คนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ คล้ายว่ากำลังเก็บผลพุทราอยู่ ด้วยความเป็นเด็ก คุณอาร์ปูเลยมีความคิดแค่ว่าตนนั้นกลัวที่เด็กเหล่านั้นจะเข้ามาแย่งเก็บพุทราไป คุณอาร์ปูจึงตัดสินใจเดินเข้าไปแต่เมื่อยิ่งเข้าไปใกล้ ๆ ลักษณะของเด็กผู้ชายที่อยู่บนต้นไม้นั้นสวมเพียงกางเกงตัวเดียวแต่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า ส่วนเด็กอีก 2 คนที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นมีเพียงเสื้อผ้ามอมแมมที่อยู่บนร่างกาย ใบหน้าของพวกเขาค่อนข้างเลือนลาง เธอไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเพราะความมืดของสวนแห่งนี้ ในขณะเดียวกัน เด็กบนต้นไม้ก็เขย่าต้นพุทรา ส่วนเด็กอีก 2 คนข้างล่างก็ก้มเก็บ และวิ่งเล่นพร้อมส่งเสียงหัวเราะดังอยู่รอบ ๆ ต้นไม้ โดยที่ทั้งคุณอาร์ปู และเด็กกลุ่มนั้นไม่ได้พูดคุยกันเลย จนเมื่อถึงคืนที่ 3 ซึ่งตรงกับวันพระ แม่ของคุณอาปูก็เตรียมของเพื่อจะไปวัดในตอนเช้า ในระหว่างนั้นเธอก็ได้พูดกับแม่ว่า ‘ถ้าช่วยแม่เสร็จแล้ว หนูขอไปเก็บพุทราเหมือนเดิมนะ’ แม่ก็ถามกลับมาด้วยความสงสัยว่า ‘ไปเก็บกับใคร’ คุณอาร์ปู จึงตอบไปว่า ‘มีเพื่อนอยู่ เขาก็มาเก็บเหมือนหนู เขาน่าจะเป็นลูกคนที่ขายของที่ตลาดเหมือนเรา’ ได้ยินเช่นนั้นแม่ของคุณอาร์ปู ก็อนุญาตให้ไปเมื่อไปถึงสวนก็เห็นว่าในคืนนี้มีสมาชิกมาเพิ่มอีก 2 คน กลายเป็นว่ามีเด็ก 5 คนกำลังวิ่งเล่น และปีนเก็บพุทรากันอยู่ ด้วยความเป็นเด็ก คุณอาร์ปูจึงเข้าไปเล่นด้วยอย่างสนุกสนานพร้อมก้มเก็บพุทราที่ร่วงลงมา แต่คุณอาร์ปูก็สังเกตว่าในกลุ่มนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่ถือถุงมา ส่วนเด็กคนอื่น ๆ ไม่มีอะไรติดตัวเลย แถมยังแต่งตัวมอมแมมกว่าเธออีกด้วย คุณอาร์ปู ก็เกิดความสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครเข้ามาคุยกับเธอ พอถามอะไรไปก็ได้รับการตอบกลับมาเป็นเพียงรอยยิ้มบาง ๆ แต่พูดกับเธอว่าเพียงแค่ว่า ‘ขึ้นมาไหม? ขึ้นมาข้างบนสิ’ และเอ่ยชวนให้เธอเล่นซ่อนหากัน.. คุณอาร์ปูจึงตอบรับไปเพราะเห็นว่ามีเพื่อนเยอะ และคิดว่ามันน่าจะสนุกดี เวลาผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังมาจากที่ไกล ๆ และได้ยินเสียงตะโกนเรียกของแม่ของเธอดังเข้ามา ‘กลับบ้านได้แล้วมั้ง จะเช้าแล้ว ตี 5 แล้วลูก’ ส่งเสียงเรียกลูกสาวเพื่อที่จะได้เตรียมตัวไปวัดด้วยกัน แต่ในจังหวะที่คุณอาร์ปู หันกลับมามาหลังจากได้ยินเสียงนั้นก็พบว่าเพื่อนที่วิ่งเล่นกับเธอเมื่อครู่นั้นได้หายไปแล้ว! เพียงเสี้ยววินาทีที่คุณอาร์ปู หันไปหาแม่ และหันกลับมานั้นก็กลับไม่มีเด็กคนไหนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว คุณอาร์ปูที่ไม่ได้เอะใจอะไรจึงคิดว่าเด็กกลุ่มนั้นอาจจะแค่กลัวแม่ของเธอ เลยรีบวิ่งหนีไป เมื่อแม่ของคุณอาร์ปูเดินเข้ามาก็ได้ถามคุณอาปูว่า ‘เมื่อกี้เล่นกับใคร? ได้ยินเสียงหัวเราะ’ เธอจึงตอบกลับไปว่า ‘อยู่กับเพื่อนไง แต่เขาไปหมดแล้ว เขาน่าจะกลัวแม่’ แต่แม่เธอก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่เห็นเด็กคนไหนนอกจากคุณอาร์ปู ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่เพียงคนเดียว ด้วยความตะหงิดใจของแม่ เมื่อไปถึงวัด แม่ของคุณอาร์ปูก็นำเรื่องที่เกิดขึ้นให้เล้าให้ป้าฟัง หลังจากได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด ป้าจึงเล่าให้แม่ของคุณอาร์ปู ฟังว่าแถวนั้นไม่มีบ้านคน และก็ไม่มีเด็กอาศัยอยู่เลย เพราะตรงนั้นมันเคยมีเด็กในตลาดเข้าไปปีนเก็บพุทรา และก็พลัดตกลงมาเสียชีวิตในปีก่อนก็เคยมีคนไปทำแท้ง และเอาเด็กไปทิ้งไว้ใต้ต้นพุทราต้นนั้นอีกด้วย! กลายเป็นว่าตรงบริเวณนั้นจะไม่ค่อยมีใครเข้าไปเพราะมันค่อนข้างน่ากลัว และป้ายังเล่าอีกว่า ในช่วงกลางคืนของวันพระหรือวันโกน คนที่ปั่นจักรยานผ่านบริเวณนั้นมักจะเห็นเด็กอยู่บนต้นไม้ พร้อมกับได้ยินเสียงหัวเราะคล้ายมีเด็กหลายคนกำลังวิ่งเล่นอยู่รอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเตือนแม่ของคุณอาร์ปูว่า อย่าให้ลูกเข้าไปที่สวนบริเวณนั้นอีก เมื่อกลับถึงบ้าน แม่จึงถามคุณอาร์ปู ถึงลักษณะของเพื่อน ๆ ที่เธอพูดถึง คุณอาร์ปูก็เล่าตามที่เห็น ทั้งเสื้อผ้า หน้าตา และลักษณะของเด็กกลุ่มนั้นให้แม่ฟัง แม่จึงรีบเตือนว่า ‘วันหลังอย่าไปอีกนะลูก เขาห้ามเข้าไป มันมีคนตายตรงนั้น’ และบอกว่าเป็นความโชคดีที่คุณอาร์ปูไม่ได้ปีนต้นไม้ขึ้นไปตามคำเชิญชวนของเด็กเหล่านั้น เพราะถ้าหากวันนั้นแม่ไม่ได้เดินเข้ามาเรียก เธอคงตัดสินใจปีนขึ้นไปเล่นกับเด็กกลุ่มนั้น และก็อาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับตัวของเธอก็เป็นได้ ตั้งแต่วันนั้นคุณอาร์ปูก็ไม่ได้กลับไปที่ต้นพุทราตรงนั้นอีกเลย… (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากภูมิ ATLAS 'หวง' l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

29 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากภูมิ ATLAS 'หวง' l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

หลังจากที่เข้าไปเยี่ยมคุณตาบ้านตรงข้ามที่กำลังป่วย แต่กลับได้ยินเสียงคนกระซิบ และเสียงคนเดินไปเดินมาทั่วบ้าน ก่อนจะพบว่าอาหารที่เพิ่งนำไปให้ กลับปรากฏมากองอยู่ที่บ้านของตัวเองอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือแท้จริงแล้ว… คุณยายผู้ล่วงลับกำลังพยายามกันไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งกับสามีของเธอ? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากคุณภูมิ ‘หวง’ ภูมิ ATLAS ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขวัญผวาที่เพิ่งเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา โดยภูมิมีบ้านอยู่หลังหนึ่งบนดอยในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีคุณน้า คุณตา และคุณยายอาศัยอยู่ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนต่างรู้จักกันแทบทั้งหมด และบ้านตรงข้ามมีคุณตา และคุณยายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ ซึ่งก็เป็นญาติกัน คุณตาประกอบอาชีพตอกมีด ทุบเหล็ก ทำมีดขายให้คนในหมู่บ้าน ส่วนคุณยายค้าขายของอยู่ที่ตลาด เท่าที่คุณภูมิจำได้ คุณยายเป็นคนค่อนข้างดุ และมีนิสัยหวงคุณตามาก ทั้งคู่รักกันมาก..กระทั่งเมื่อปีที่แล้ว คุณยายป่วยเป็นโรคเบาหวาน และหลังจากนั้นไม่นานก็เสียชีวิตลง คุณตายังคงใช้ชีวิตทำมีดขายตามเคย มีอยู่วันหนึ่งในช่วงเย็น ฟ้าใกล้จะมืด เด็กชายคนหนึ่งในหมู่บ้านเดินทางไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อซื้อมีด แต่สิ่งที่เด็กชายเห็นกลับเป็นคุณยายยืนอยู่นิ่ง ๆ ใต้ถุนบ้าน ตรงบริเวณที่คุณตาใช้ตอกมีด พร้อมกับจ้องมองมาที่เขา เด็กชายไม่รู้ว่าคุณยายเสียชีวิตไปแล้ว จึงพูดออกไปว่า “ยาย ๆ ซื้อมีดหน่อยครับ” แต่คุณยายยังคงยืนนิ่ง และจ้องมองเขาโดยไม่ตอบอะไร เด็กชายจึงเรียกคุณยายซ้ำอีกครั้ง คราวนี้คุณยายทำหน้าบึ้ง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัว ทิ้งให้เด็กชายยืนสงสัยว่าทำไมมาซื้อของแล้วกลับไม่ยอมขายให้ไม่นานหลังจากนั้น คุณตาก็เดินลงมา เด็กชายจึงขอซื้อมีดจากคุณตาแทน พร้อมเล่าให้ฟังว่าเมื่อครู่เห็นคุณยายตัวท้วม ๆ เดินเข้าไปในห้องครัว เรียกก็ไม่ยอมพูดด้วย และยังสงสัยอีกว่าทำไมไม่ขายของให้เขา คุณตาได้ฟังดังนั้นก็ทราบในทันทีว่า สิ่งที่เด็กชายเห็นน่าจะเป็นเมียของเขาที่เสียชีวิตไปแล้วในช่วงนั้นเอง คนในหมู่บ้านก็เริ่มเห็นคุณยาย อยู่บริเวณหน้าบ้านบ้าง เดินไปเดินมาบ้าง หรือปรากฏตัวอยู่ใต้ถุนบ้านจนผู้คนเริ่มพูดต่อ ๆ กันว่า“บ้านนี้มีผี”เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน คุณตาก็เริ่มล้มป่วย ทั้งโรคไต และโรคอื่น ๆ แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปเยี่ยม เพราะต่างหวาดกลัวว่าหากเข้าไปในบ้าน อาจพบกับคุณยายที่ยังคงปรากฏตัวอยู่ หลัง ๆ คุณตาเองก็ไม่สามารถลงมาทำมีดขายได้อีก เพราะร่างกายไม่ไหว ต้องนอนพักอยู่ด้านบนของบ้านจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณยายของภูมิไปซื้อของ และกับข้าวที่ตลาดตั้งใจว่าจะนำอาหารไปเยี่ยมคุณตาที่บ้าน เพราะเป็นญาติกันและรู้สึกสงสารคุณตา อีกทั้งคุณยายของภูมิ เองก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร แต่ทันทีที่เดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น ลมกลับแรงขึ้น และคุณยายยังได้กลิ่นเหม็นแปลก ๆ พร้อมกับรู้สึกหน้ามืดขึ้นมา ถึงอย่างนั้น คุณยายของภูมิ ก็ยังเดินขึ้นไปบนบ้าน และพบคุณตานอนอยู่บนเตียง จึงทักทายพร้อมบอกว่าเอาข้าวมาฝาก และถามว่ากินไหม ก่อนจะเทกับข้าวให้คุณตากินแต่เมื่อคุณตากินอาหารเข้าไปแล้วกลับคายออก กินแล้วคาย พยายามกลืนก็กลับไอ บางครั้งกลืนได้ บางครั้งก็กลืนไม่ได้ จนอาหารเละเทะตกอยู่บนพื้นเมื่อเห็นอาการของคุณตาที่ดูหนัก คุณยายของคุณภูมิจึงคิดว่าจะพาไปหาหมอ แต่ในจังหวะนั้นเอง กลับได้ยินเสียงกระซิบดังอยู่ทั่วบ้าน รวมถึงเสียงคล้ายมีคนเดินไปเดินมา ทำให้คุณยายเริ่มรู้สึกกลัว จึงบอกคุณตาว่าอย่าลืมกินให้หมด ก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านตัวเองแต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่ทำให้คุณยายยิ่งรู้สึกประหลาดใจ คืออาหาร และกับข้าวที่เพิ่งนำขึ้นไปให้คุณตา กลับปรากฏมากองอยู่ที่บ้านของคุณยาย ของภูมิอาหารที่เละเทะ รวมถึงจานต่าง ๆ ราวกับภาพทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นบนบ้านคุณตาถูกวางซ้ำที่บ้านของคุณยายภูมิเหมือนกับว่า… มีบางสิ่งไม่ต้องการให้ใครเข้าไปยุ่ง และไม่ต้องการให้ใครมาเยี่ยมคุณตาหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ประหลาดในวันนั้น ญาติ ๆ ก็พาคุณตาไปโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ทรุดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณตาบ้านตรงข้ามก็เสียชีวิตลงในที่สุด โดยคุณหมอบอกว่าเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ทว่าสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านกลับมีความเชื่อว่า คุณยายอาจกำลังพาคุณตาไปอยู่ด้วย โดยคุณตา และคุณยายบ้านตรงข้ามเสียชีวิตห่างกันหลายเดือน แต่ในช่วงเวลานั้นคุณตาก็ค่อย ๆ ป่วย และทรุดลงเรื่อย ๆ จนผู้เฒ่าผู้แก่เชื่อกันว่า คุณยายจะไม่ให้คุณตากิน ไม่ให้นอน เพื่อให้รีบไปอยู่ด้วยกันเร็ว ๆแท้จริงแล้วบ้านหลังนี้เป็นของลูกหลานคุณตา คุณยาย แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีลูกหลานเข้ามาดูแลต่อ เหลือเพียงเรื่องราวที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของคนในหมู่บ้าน และคำถามที่ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่า…อาหารที่เพิ่งถูกยกขึ้นไปให้คุณตาบนบ้าน เหตุใดจึงกลับมาอยู่ที่บ้านของคุณยายคุณภูมิได้ และเสียงกระซิบกับเสียงคนเดินไปเดินมาที่ได้ยินในวันนั้น แท้จริงแล้วเป็นเสียงของใครกันแน่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากน้ำหวาน TripFlyp 'แกรกก... แกรก... แกรก....' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

24 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากน้ำหวาน TripFlyp 'แกรกก... แกรก... แกรก....' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

“เหมือนมีผู้ชายยืนอยู่หน้าบ้าน” คำพูดจากพี่สะใภ้ หลังพี่กอกลับจากอินเดีย ทำให้เขานึกถึงเงาผู้ชายที่เคยเห็นในคืนหลอนที่ เลห์ลาดักห์ และเสียง เเกรกก…เเกรก…เเกรก.... ในยามค่ำคืน หรือสิ่งที่เห็นในคืนนั้น จะตามเขากลับมาถึงประเทศไทยด้วย? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจ – น้ำหวาน [18 ส.ค. 2569] ’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เเกรกก…เเกรก…เเกรก’ ‘คุณน้ำหวาน’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศอินเดียกับกลุ่มเพื่อน เมื่อเดือนเมษายน ปี 2025 โดยทริปนี้เป็นทริปที่เธอ และเพื่อน ๆ วางแผนร่วมกันล่วงหน้าถึง 2 ปี เพราะตั้งใจรอเดินทางไปเที่ยวด้วยกัน หลังจากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเรียนจบการศึกษาแพทย์ ขณะที่คุณน้ำหวานเรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 โดยเพื่อนของเธอเรียนแพทย์หลักสูตร 6 ปี ทำให้มีกำหนดจบช้ากว่าเธอประมาณ 2 ปีจุดหมายปลายทางของทริปนี้คือ “เลห์ ลาดักห์” ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาและมีลักษณะคล้ายกับภาคเหนือของประเทศไทย โดยการท่องเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางแบบประหยัด และย้ายไปตามเมืองต่าง ๆ ทำให้ต้องเปลี่ยนโรงแรมแทบทุกคืน บางคืนพักเพียง 1 คืน และบางคืนพัก 2 คืนในช่วง 3 วันแรก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น คุณน้ำหวานประทับใจกับความสวยงามของเลห์ ลาดักห์เป็นอย่างมาก ทั้งบรรยากาศ และวิวภูเขาที่สวยงาม แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องอาหารที่อาจรับประทานยากเล็กน้อย แต่โดยรวมถือเป็นทริปที่เธอประทับใจมาก และอยากแนะนำให้คนที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้เดินทางไกลจากประเทศไทยมาก ลองไปสัมผัส กระทั่งเข้าสู่วันที่ 4–5 ของทริป กลุ่มของคุณน้ำหวานเดินทางมาถึง Nubra Valley ในช่วงเย็น ก่อนจะเข้าที่พักเพื่อพักผ่อน โดยเธอเล่าว่า ทริปนี้ถือเป็นทริปที่คุ้มค่ามาก เพราะแม้จะมีค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่กลับได้พักโรงแรมที่สะดวกสบายแทบทุกคืน ด้วยค่าเงิน และค่าที่พักของอินเดียจนมีการพูดเปรียบเปรยกันว่า “วิวยุโรปเเต่คนอินเดีย”แต่ในคืนหนึ่ง กลับเกิดเหตุการณ์ชวนขนลุกขึ้นกับ “พี่กอ” เป็นนามสมมติ ซึ่งเป็นผู้ร่วมทริปของคุณน้ำหวาน โรงแรมที่พักในคืนนั้นมีลักษณะเป็นรีสอร์ตอยู่ริมภูเขา สามารถมองเห็นวิวเทือกเขาหิมาลัย และมีพื้นที่ป่าอยู่โดยรอบ แม้จะดูวังเวงในช่วงกลางคืน แต่ตอนกลางวันกลับเป็นสถานที่ที่สวยงาม และไม่ได้ดูน่ากลัวแต่อย่างใดห้องพักมีลักษณะคล้ายรีสอร์ตริมทะเล โดยแต่ละห้องอยู่ติดกัน ด้านหนึ่งเป็นประตูที่เชื่อมไปยังทางเดิน ส่วนอีกด้านเป็นหน้าต่างที่เชื่อมกับระเบียง และระเบียงของแต่ละห้องจะอยู่ติดกัน โดยมีระแนงไม้กั้นระหว่างห้อง คืนนั้น พี่กอพักอยู่กับ “พี่จอ” นามสมมติ ซึ่งหลับไปแล้ว ส่วนพี่กอยังคงนั่งดูซีรีส์ตามปกติ เนื่องจากภายในห้องมีกลิ่นอับเล็กน้อย จึงเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ และตั้งใจว่าจะลุกไปปิดเมื่อถึงเวลานอน กระทั่งถึงเวลานอน พี่กอหันไปมองหน้าต่างเพื่อเตรียมตัวลุกไปปิด แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้ต้องหยุดชะงัก เพราะตรงบริเวณหน้าต่างมีเงาปริศนาเป็นเงาดำของผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่พี่กอเล่าว่า เห็นเงานั้นอย่างชัดเจน ก่อนที่เงาดำจะเคลื่อนผ่านไปทางห้องที่อยู่ถัดไปจากหน้าต่าง ทั้งที่บริเวณนั้นไม่มีทางที่คนธรรมดาจะสามารถเดินผ่านไปยังระเบียงอีกห้องได้ แม้จะพบกับเหตุการณ์ผิดปกติ แต่พี่กอเป็นคนค่อนข้างใจแข็ง และไม่กลัวอะไรง่าย ๆ จึงคิดเพียงว่า “เออ ได้ ขอดูหน่อย ” เพราะไหน ๆ ก็ต้องเดินไปปิดหน้าต่างอยู่แล้ว พี่กอจึงลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง และก้าวออกไปยังระเบียง ก่อนจะนั่งลงพร้อมบุหรี่ 1 ตัว เพื่อรอดูว่าเงาปริศนานั้นจะปรากฏขึ้นอีกหรือไม่ระหว่างที่นั่งอยู่ จู่ ๆ พี่กอก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นจากบริเวณใกล้ ๆ“ เเกรกก…เเกรก…เเกรก’’เสียงนั้นดังเป็นจังหวะ และชัดเจนราวกับอยู่ใกล้มาก พี่กอพยายามหาที่มาของเสียง ก่อนจะสังเกตเห็นระแนงไม้บริเวณระเบียง จึงลองใช้เล็บขูดกับระแนงเพื่อทดสอบว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเดียวกันหรือไม่เมื่อทดลองขูดดู กลับพบว่าเป็นเสียงเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้พี่กอเริ่มผิดสังเกตคือ ในขณะที่เขากำลังขูดระแนงอยู่นั้น เสียงปริศนายังคงดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่ได้เกิดจากมือของเขาเมื่อรู้แล้วว่าเสียงนั้น คือเสียงอะไร พี่กอกลับไม่ได้รีบหนี แต่เลือกนั่งสูบบุหรี่ต่อเพื่อรอดูว่าสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นจะปรากฏตัวออกมาเมื่อไหร่ โดยคิดเพียงว่า “ขอดูหน่อย”ไม่นาน เสียงดังกล่าวก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะมีเสียงหมาหอนดังตามมาในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากนั้นเสียงทุกอย่างจึงค่อย ๆ เบาลง และเงียบหายไป พี่กอยังคงนั่งรอว่า สิ่งที่เห็นจะปรากฏตัวออกมาที่ระเบียง หรือจะกลับเข้ามาในห้อง จนกระทั่งบุหรี่หมดมวน แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นอีกพี่กอจึงเก็บเรื่องนี้ไว้ ไม่กล้าเล่าให้เพื่อนร่วมทริปฟังในทันที เพราะกลัวว่าเพื่อนจะเกิดความกลัว และกลุ่มของคุณน้ำหวานก็พักอยู่ที่โรงแรมดังกล่าวต่ออีก 1 คืน ก่อนที่พี่กอจะตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อน ๆ ฟังในวันที่ 2 ขณะกำลังออกจากโรงแรมหลังจากนั้นทุกคนเดินทางท่องเที่ยวต่อจนจบทริป 7 วัน ก่อนบินกลับประเทศไทย โดยไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงแรมกลางหุบเขาจะยังตามต่อมาถึงบ้านเมื่อพี่กอกลับถึงบ้านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านไปไม่เกิน 1 สัปดาห์ พี่สะใภ้เดินทางมาหาที่บ้านและจู่ ๆ ก็ถามขึ้นว่า“กอไปไหนมารึเปล่า“พี่กอตอบกลับไปว่าไม่ได้ไปไหน พร้อมถามว่าทำไม พี่สะใภ้จึงบอกว่า“เหมือนมีผู้ชายยืนอยู่หน้าบ้าน”ทันทีที่ได้ยิน พี่กอก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเลห์ ลาดักห์ขึ้นมา พร้อมคิดว่า “เฮ้ยเจอที่เลห์ลาดักห์” อย่างไรก็ตาม พี่กอเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ชายที่พี่สะใภ้เห็นหน้าบ้านในประเทศไทย เป็นคนเดียวกับเงาดำที่เขาเห็นในอินเดียหรือไม่ เพราะทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นคนละประเทศด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ พี่กอจึงถามพี่สะใภ้ว่าควรทำอย่างไร ก่อนที่พี่สะใภ้จะแนะนำว่าให้ลองถวายสังฆทาน พี่กอจึงทำตามคำแนะนำ และเดินทางไปวัดเพื่อถวายสังฆทาน แต่ในระหว่างที่กำลังทำพิธี จู่ ๆ หลวงพ่อกลับหยุดชะงัก พี่กอจึงถามว่าหยุดทำไม ก่อนที่หลวงพ่อจะตอบว่า“ตั้งเเต่ทำสังฆทานมาไม่เคยขนลุกมาก่อนเลยตอนนี้ขนลุกอยู่”จากคำพูดของหลวงพ่อ ทำให้พี่กอที่ตอนแรกไม่ได้รู้สึกกลัวมากนัก เริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกภายในกลับมีทั้งความกลัว และความโมโหปะปนกันหลังจากกลับถึงบ้าน พี่กอจึงถามพี่สะใภ้ว่า“ยังอยู่มั้ย’’พี่สะใภ้ตอบว่าไม่เห็นอะไรแล้วแต่เช้าวันถัดมา พี่กอกลับถามซ้ำอีกครั้งว่า“ยังเห็นมั้ย”พี่สะใภ้ตอบกลับว่า“เออ เห็น’’คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้พี่กอรู้สึกโมโหมากขึ้น จึงสบถออกไปว่า“ มึงมาเองมึงก็กลับไปเองกูไม่ไปส่งมึงนะ’’หลังจากพี่กอพูดประโยคนั้น สิ่งที่พี่สะใภ้เคยเห็นกลับหายไปจริง ๆ และเมื่อพี่กอลองถามย้ำในเวลาต่อมา พี่สะใภ้ก็ยืนยันว่าไม่เห็นผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่า เงาผู้ชายที่ปรากฏตัวในคืนหนึ่ง ณ โรงแรมกลางหุบเขาที่เลห์ ลาดักห์ และชายปริศนาที่ปรากฏตัวหน้าบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น เป็นคนเดียวกัน หรือไม่? เพราะแม้พี่กอจะเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่จังหวะที่เงาปริศนาปรากฏตัวในอินเดีย ก่อนจะมีชายปริศนาปรากฏขึ้นที่หน้าบ้านหลังกลับประเทศไทย ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า สิ่งที่พี่กอเห็นที่เลห์ ลาดักห์นั้น หยุดอยู่ที่อินเดียจริง ๆ หรือสิ่งนั้น…เดินทางกลับประเทศไทยมาพร้อมกับเขากันแน่(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณสุ อดีตเวรเปล 'พยาบาลคนที่ 6' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

21 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณสุ อดีตเวรเปล 'พยาบาลคนที่ 6' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

สิ้นสุดเสียงให้กำลังใจจากพี่พยาบาลคนเก่ง... เมื่อหันหลังกลับไปมอง กลับเห็นร่างของเธอเดินทะลุกำแพงไปต่อหน้าต่อตา! ทั้งที่ความจริงเวรดึกคืนนั้นมีพยาบาลเพียง 5 คน... แล้วพยาบาลปริศนาผู้แสนใจดีคนนี้มาจากไหน หรือเธอไม่มีตัวตนอยู่จริง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 สิงหาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากคุณสุ อดีตเวรเปล ‘พยาบาลคนที่ 6’ ‘คุณสุ’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของพยาบาลท่านหนึ่ง ให้นามสมมุติว่า ‘น้ำฝน’ ในช่วงที่เธอเพิ่งเข้ามาทำงานในห้องฉุกเฉินใหม่ ๆ เธอรู้สึกเหมือนกำลังโดนรับน้อง เพราะทันทีที่เริ่มงาน เคสก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย น้ำฝนเล่าว่าวันนั้นเป็นวันที่ 11 หรือ 12 ของการขึ้นเวร และได้เกิดเหตุอุบัติเหตุหมู่ขึ้น ด้วยความที่เธอเป็นพยาบาลจบใหม่ ทั้งยังเพิ่งมาเริ่มงาน พอต้องเผชิญหน้ากับอุบัติเหตุหมู่ตรงหน้า เธอกลับเกิดอาการแพนิก รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ไหว ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายไปหมด จนเธอไม่สามารถจัดการหน้างานได้ว่าควรเริ่มช่วยเหลือจากตรงไหนก่อน...จู่ ๆ ก็มีพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาแตะที่ไหล่เธอแล้วพูดว่า “ไปช่วยเด็กคนนี้กับพี่ก่อน” ก่อนจะจูงมือน้ำฝนเดินไป ซึ่งตั้งแต่เริ่มทำงานมา น้ำฝนไม่เคยพบกับพยาบาลคนนี้มาก่อนเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอ ซึ่งพี่คนนี้เก่งมาก สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว และพยาบาลทุกคนในห้องฉุกเฉินต่างทำงานเข้าขากับพี่คนนี้ได้อย่างดี ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระบบตามการนำของเธอคนนั้น เมื่อสถานการณ์ถูกควบคุมได้ จึงสามารถเคลียร์คนไข้ไปตามวอร์ดต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้นทว่าเมื่อทุกอย่างสงบลง กลับไม่พบพี่พยาบาลคนนั้นแล้ว น้ำฝนรู้สึกประทับใจในตัวพี่พยาบาลคนนี้มาก เพราะในขณะที่เธอกำลังลนลาน พี่เขากลับดูมืออาชีพมาก ในระหว่างที่ทุกคนกำลังสแกนนิ้วลงเวร น้ำฝนจึงนำเรื่องนี้ไปถามพี่พยาบาลในทีมว่า “พี่คนนั้นเขามาจากวอร์ดไหน เขาใจดีจังที่มาช่วยเรา” หัวหน้าเวรในวันนั้นชื่อ ‘พี่ลูกตาล’ ได้บอกว่า “ไม่มี ทีมเราขึ้นเวรกันแค่ 5 คน วิ่งกันหัวหมุนอยู่แค่นี้” น้ำฝนจึงถามต่อว่า “เขามาจากแผนกอื่นหรือเปล่า” แต่พี่ลูกตาลยืนยันว่า ไม่ใช่ เพราะที่อื่นเขาก็มีพยาบาลจำกัดในแต่ละวอร์ดเหมือนกัน สำหรับเวรดึกจึงไม่มีใครมาช่วยเราได้หรอก พร้อมถามกลับว่า “แกเห็นใครหรือเปล่า?” ก่อนจะพูดต่อว่า “หรืออาจจะเป็นทีมพยาบาลที่มากับรถฉุกเฉินก็ได้ อย่าคิดมาก” น้ำฝนเห็นด้วยกับสิ่งที่หัวหน้าเวรพูด จึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่ 3 ของการทำงาน อาการแพนิกของเธอก็ยังไม่หายไป จนน้ำฝนวางแผนกับตัวเองว่า “นี่จะเป็นเดือนสุดท้ายแล้ว สิ้นเดือนนี้จะลาออก” เพราะเธอต้องการไปรักษาอาการแพนิกก่อน ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถทำงานกับนาทีชีวิตคนได้ หรือเธออาจต้องย้ายไปอยู่แผนกอื่นที่ไม่ใช่ห้องฉุกเฉินแทน และในวันนั้นเอง ได้เกิดเหตุไฟดับ พร้อมทั้งเกิดอุบัติเหตุหมู่รถบัสคว่ำ ทุกอย่างโกลาหล และอาการแพนิกของเธอก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง... จู่ ๆ พี่พยาบาลเดียวกับที่เธอเคยเจอในวันนั้น ก็ได้เดินเข้ามาตบไหล่เธอจากด้านหลังอีกครั้ง แล้วพูดให้กำลังใจว่า “หนูไม่เป็นไร ด้านหน้าเขาเคลียร์เสร็จแล้ว ถ้าไม่ไหวให้พักก่อน โรงพยาบาลขาดเราไปแค่คนเดียวเขาจ้างคนใหม่ได้ แต่ครอบครัวมีหนูแค่คนเดียวนะ เพราะฉะนั้นตั้งสติแล้วพักก่อน” น้ำฝนรู้สึกซาบซึ้ง และปลื้มใจกับคำพูดนั้นมาก จึงอยากเห็นว่าเจ้าของเสียงคือใครในจังหวะที่หันหลังกลับไปมอง เธอกลับเห็นพี่พยาบาลคนนั้นเดินทะลุกำแพงออกไปทำงานต่อหน้าต่อตา... ในวินาทีนั้นน้ำฝนถึงกับอึ้ง ทั้งเศร้า ทั้งดีใจ และสับสนว่าเธอต้องกลัวด้วยใช่ไหม ความรู้สึกตีกันไปหมดในใจ และทุกอย่างก็ชัดเจนกระจ่างแจ้งทันทีว่าเธอโดนผีหลอกเข้าให้แล้ว! หลังเจอเหตุการณ์ดังกล่าว น้ำฝนรีบเรียกสติตัวเองกลับมาเพื่อไปทำงานต่อจนกระทั่งถึงเวลาลงเวร เธอตัดสินใจเขียนหนังสือลาออกจากงาน เพื่อไปรักษาอาการแพนิกไม่อย่างนั้นเธอจะไม่สามารถทำงานต่อได้ พร้อมทั้งเล่าเรื่องพี่พยาบาลที่เดินทะลุกำแพงต่อหน้าต่อตาให้หัวหน้าวอร์ดแผนกฉุกเฉินฟัง รวมถึงเรื่องที่พยาบาลคนนั้นเตือนสติให้เธอรักตัวเองก่อนงานด้วย หัวหน้าจึงได้เล่าเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 20-30 ปีก่อนให้ฟังว่าตึกแห่งนี้เคยเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น และทุกครั้งที่แผนกฉุกเฉินเกิดความวุ่นวายหรือมีอุบัติเหตุหมู่ขึ้น ในวอร์ดจะมีพยาบาลเพิ่มขึ้นมา 1 คนเสมอ น้ำฝนจึงถามกลับว่าแล้วพยาบาลคนนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับเหตุการณ์ไฟไหม้ หัวหน้าจึงบอกว่า ในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น มีพยาบาลคนหนึ่งติดอยู่ข้างในตึกไม่สามารถออกมาได้ เธอจึงถูกไฟคลอกเสียชีวิตอยู่ภายในวอร์ด หลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาเพียงว่ามีพยาบาลเวรดึกเสียชีวิต 1 ราย แต่ไม่มีรูปหรือชื่อประกอบ และตั้งแต่ตึกถูกรีโนเวทใหม่ ทุกคนก็กลับมาทำงานตามปกติ และทุกคนต่างก็เคยเจอกับพี่พยาบาลคนนั้น น้ำฝนเองก็คงเจอกับคนเดียวกัน “แต่เขาไม่ได้มาทำร้าย เขามาเพื่อช่วยเรา” น้ำฝนจึงแสดงความเห็นด้วยว่า “เธอจะเห็นเขาในวันที่วุ่นวายที่สุดจริง ๆ” พี่หัวหน้ายืนยันว่า “ใช่ เขาเป็นแบบนั้น”นี่จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง ‘พยาบาลคนที่ 6’ เพราะแม้ในเวรดึกจะมีพยาบาลประจำการเพียง 5 คน แต่เมื่อเกิดเหตุโกลาหลวุ่นวายขึ้นก็จะมีพี่คนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นคนที่ 6 เสมอ และทุกคนก็สามารถทำงานรับส่งกันได้อย่างดีราวกับรู้กันอยู่แล้ว ทำงานกันเป็นทีมอย่างเป็นระบบเข้าขากัน โดยไม่ได้มีใครสงสัยเลยว่า พี่คนนี้เป็นใครมาจากไหนเลย...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio ‘คนสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

19 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio ‘คนสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

ไปพักโรงแรมกับกลุ่มเพื่อนครู แต่กลับเจอเสาโทริอิตั้งอยู่หน้าโรงแรม และกฎประหลาด 3 ข้อ ทั้งต้องเคาะประตู 3 ครั้งพร้อมขออนุญาตก่อนเข้าพัก และห้ามอยู่ในออนเซ็นคนเดียวหลัง 5 ทุ่ม แต่เพื่อนอีก 2 คนดันไม่ทำตาม พอใกล้เวลาที่ต้องลุกออกมาจากออนเซ็น เพื่อนก็เจอกับหญิงชราที่กำลังส่งยิ้มให้ผ่านกระจก ทำให้ทั้งคู่ตกใจสติแตกวิ่งกลับห้องก็ดันเปิดห้องไม่ได้ และยังได้ยินเสียงของผู้ชายหลายคนดังร้อง ‘คัมไป’ ออกมาจากห้องของพวกเธออีก!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คนสุดท้าย’ เจน The Ghost Radio ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณคาโน่’ เพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นที่รู้จักกันตอนที่อยู่นิวซีแลนด์โดยขณะนั้นคุณคาโน่ กำลังศึกษาอยู่ในสายศึกษาศาสตร์ เพื่อเตรียมตัวประกอบอาชีพครู ด้วยภาระด้านการเรียนของทั้งคู่ ทำให้พวกเธอไม่ค่อยมีโอกาสได้พบเจอกันบ่อยนักวันเวลาผ่านไปจน คุณคาโน่เรียนจบ และได้กลับไปประกอบอาชีพครูที่ประเทศญี่ปุ่น กระทั่งทั้งสองกลับมาเจอกันอีกครั้ง เธอจึงได้เล่าให้คุณเจนฟังว่า กว่าที่ตัวเองจะได้มาเป็นครูนั้น ต้องผ่านเหตุการณ์มากมายในชีวิต ทั้งยังต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดวงชะตา และเผชิญแต่เรื่องราวเลวร้ายจนถึงขั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอดด้วยความสงสัย คุณเจนจึงถามถึงเหตุการณ์เหล่านั้น คุณคาโน่จึงเล่าว่า ต้นเหตุที่ทำให้เธอเกือบเสียชีวิตนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายที่เกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิต ก็ทำให้เธอค่อย ๆ มองความน่ากลัวเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาไปในที่สุดย้อนกลับไปหลังจากเรียนจบ คุณคาโน่ได้เข้าทำงานเป็นครูในจังหวัดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เธอทำหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้นเป็นเวลาหลายปี จนได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ในโรงเรียน อีกทั้งยังได้รับคำชื่นชมจากผลงานที่ทำจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมดูแลกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ภายในโรงเรียนกระทั่งปีหนึ่ง ‘ฮานะ’ และ ‘มิเอะ’ ครูสาวสองคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ได้ไม่นาน ต้องเผชิญกับปัญหาในการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงาน เนื่องจากทั้งคู่ยังมีนิสัย และความคิดแบบวัยรุ่น ทำให้ไม่ค่อยสามารถเข้ากับครูคนอื่น ๆ ในโรงเรียนได้ ทางโรงเรียนจึงมอบหมายให้คุณคาโน่ จัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อช่วยให้ครูสาวทั้งสองได้ทำความรู้จัก และปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ มากขึ้น คุณคาโน่จึงของบประมาณสำหรับจัดกิจกรรม พร้อมวางแผนว่าจะพาทุกคนออกไปเที่ยวด้วยกันในวันศุกร์หลังเลิกงาน โดยตกลงเดินทางด้วยรถส่วนตัว เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัดใกล้เคียงแห่งหนึ่ง ทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยครูคนใหม่ 2 คน คุณคาโน่ และครูผู้หญิงอีก 1 คน รวมถึงครูผู้ชายอีก 2 คน พวกเขาออกเดินทางตามเส้นทางที่ GPS แนะนำ ในช่วงแรกทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ แต่เมื่อเดินทางไปได้สักพัก ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง ถนนหนทางรอบข้างค่อย ๆ มองเห็นได้ยากขึ้น กระทั่งเส้นทางที่ GPS นำทางเริ่มเปลี่ยนไป จากถนนปกติกลายเป็นเส้นทางที่ลัดเลาะผ่านทุ่งนา และเข้าไปตามป่าเขา ซึ่งเวลานั้นมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดรอบตัวถึงจะเริ่มรู้สึกแปลกใจกับเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไป แต่พวกเขาก็ยังคงขับรถตาม GPS ต่อไปเรื่อย ๆจนกระทั่งจู่ ๆ ระบบนำทางก็แจ้งให้เลี้ยวขวา พร้อมระบุว่าโรงแรมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปตามเส้นทางที่ GPS แนะนำสิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขานึกแปลกใจเมื่อตรงหน้าทางเข้าที่ควรจะเป็นซุ้มประตูโรงแรมมันกลับกลายเป็น ‘เสาโทริอิ’ เสาแดงในศาลเจ้า ซึ่งโดยปกติแล้วตามความเชื่อของญี่ปุ่น ในศาสนาชินโตบอกไว้ว่าเสาโทริอิจะเป็นเส้นแบ่งดินแดนระหว่างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็คือศาลเจ้ากับพื้นที่ที่มีมลทิน หรือก็คือที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่หากไปที่ศาลเจ้า พื้นที่แห่งนี้ก็จะเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีออกมา เพราะฉะนั้นพื้นดินของศาลเจ้าจะต้องเป็นพื้นที่ที่บริสุทธิ์เสมอ ซึ่งเมื่อนำความเชื่อนี้มาประกอบกับภาพโรงแรมที่อยู่ตรงหน้า ความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้จึงยิ่งทำให้คุณคาโน่ เกิดความสงสัยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้ขับรถเข้าไปใกล้เสาโทริอิ ก็สังเกตเห็นว่าเสาต้นนี้ไม่ได้ทำจากไม้เหมือนที่พบเห็นทั่วไป แต่กลับเป็นเสาหินที่ดูเก่าแก่ มีอายุราวเกือบ 100 ปี ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังคงขับรถผ่านเสาโทริอิเข้าไปด้านใน และในที่สุดก็พบกับโรงแรมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง เหตุผลที่คุณคาโน่ เลือกจองโรงแรมแห่งนี้ เป็นเพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ก่อนจะปิดตัวลงในช่วงสถานการณ์โควิด ผู้เข้าพักส่วนใหญ่ในสมัยนั้นมักเป็นนักธุรกิจ ภายในโรงแรมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์คลาสสิก ให้บรรยากาศหรูหราเมื่อถึงที่หมาย... คุณคาโน่ก็เดินตรงเข้าไปที่ฟร้อนท์ของโรงแรม ทางด้านพนักงานได้ยื่นกุญแจมาให้เขา แต่ที่ดึงดูดสายตาของเขาคงจะเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่แนบมาพร้อมกับลูกกุญแจของโรงแรม เมื่อคุณคาโน่ เปิดดูก็พบกับข้อความที่เขียนไว้ประมาณ 4-5 ภาษา ในกระดาษใบนี้เขียนไว้ว่าเป็นคำแนะนำ และระเบียบในการอยู่ร่วมกันภายในโรงแรม แต่คำบรรยายที่เขียนไว้นั้นกลับทำให้เขาคิ้วขมวดด้วยความฉงน เมื่อข้อความข้างในมันถูกระบุไว้ว่าข้อที่ 1 ก่อนที่จะเข้าไปภายในห้องพักให้เคาะประตู 3 ครั้งและพูดว่า ‘ขอความกรุณาให้ฉันเข้าพักด้วย’ข้อที่ 2 ถ้าตอนกลางคืนได้ยินเสียงเด็กเสียงดังกลางโถงทางเดิน ขอความกรุณาไม่เปิดประตูออกมาดู และไม่ส่องที่ตาแมว ให้อดทนรอสักพักแล้วคุณจะได้ยินเสียงกระดิ่ง นั่นคือพนักงานของเรากำลังพาเด็ก ๆ เข้าห้อง’ข้อที่ 3 ได้เขียนเวลาเปิด - ปิดของออนเซ็นไว้ว่า ‘ออนเซ็นแห่งนี้เปิดตั้งแต่เวลาเช้าจนถึงเที่ยงคืนแต่หลัง 5 ทุ่มเป็นต้นไป ห้ามแช่คนเดียว ให้แช่แบบมีเพื่อน และห้ามมีใครออกเป็นคนสุดท้าย’ และมีหมายเหตุที่ใต้กระดาษขนาดเล็กว่า ‘เพื่อความปลอดภัยและความสงบสุข ในการเข้าพักโรงแรม’ กฎระเบียบในการเข้าพักที่แปลกประหลาดสร้างความสงสัยให้แก่พวกเขายกเว้นแต่ครูสาว 2 คนที่มองเป็นเพียงเรื่องไร้สาระและไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ด้วยตัวของคุณคาโน่ที่ได้พบเจอเรื่องลี้ลับมาค่อนข้างบ่อยจึงได้เอ่ยเตือนไปด้วยความหวังดีว่าอย่างน้อยถ้าพวกเราทำตามไปก็คงไม่มีอะไรเสียหาย ทว่าคำเตือนดังกล่าวกลับทำให้ครูสาวทั้งสองไม่พอใจ พวกเธอแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินฟึดฟัดแยกขึ้นห้องพักของตัวเองไปห้องพักของพวกเขาทั้ง 6 คนอยู่เรียงติดกัน 3 ห้อง ในจังหวะที่ทุกคนกำลังเข้าห้องพักของตัวเองไป คุณคาโน่ก็หันไปเห็นว่าครูใหม่ 2 คนไม่ได้เคาะประตูตามคำแนะนำของโรงแรมที่ได้ระบุไว้ เขาเห็นแบบนั้นจึงเข้าไปเตือนทั้งคู่ ไปอีกครั้งว่าระหว่างที่มีเวลาก็ให้ทำตามที่ทางโรงแรมนั้นบอกไป ทางด้านครูฮานะ และครูมิเอะที่ได้ยินแบบนั้นก็เกิดอาการไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรกับคำพูดที่เขาได้เอ่ยตักเตือน คุณคาโน่สังเกตเห็นว่าเวลานั้นค่อนข้างหมิ่นเหม่ และใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่โรงแรมระบุไว้ในคำเตือนก่อนหน้านี้ แต่เมื่อคิดว่าหากไปกันหลาย ๆ คนก็คงไม่น่าจะเป็นอะไรจึงตัดสินใจลงไปพร้อมกับทุกคนทุกคนจึงขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นบนสุดของโรงแรมที่เป็นสถานที่ตั้งของออนเซ็น เมื่อเดินออกจากลิฟท์ไปก็จะเห็นฝั่งชายและฝั่งหญิงแยกเป็น 2 ฝั่ง ภายในของออนเซ็นฝั่งผู้หญิงเมื่อเดินแหวกผ้าม่านเข้าไปก็จะเจอกับโซนแห้งเป็นจุดแรกที่มีไว้สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า และเก็บของไว้ในตู้ล็อกเกอร์ ถัดไปจะเป็นประตูกระจกบานขุ่นที่ต้องเดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงจะเห็นว่ามีคนอยู่ เมื่อคุณคาโน่เปิดประตูบานนั้นเข้าไปปุ๊ป ควันไอจากน้ำร้อนในห้องออนเซ็นก็พุ่งออกมา และในทางขวาของห้องนั้นก็จะเป็นบ่อน้ำร้อน ส่วนทางซ้ายจะมีเก้าอี้ประมาณ 5 ตัว สำหรับผู้หญิงที่เข้ามาใช้บริการ 5 คนนั่งเรียงกัน ตรงหน้าบริเวณเก้าอี้จะเป็นฝักบัว และกระจกส่องโดยหากตามมารยาทแล้วนั้นเราไม่ควรจดจ้องร่างกายของเพื่อนที่มาด้วยกันหรือคนที่เข้ามาใหม่ ครูสาวทั้ง 4 คนนั่งเก้าอี้บริเวณชิดกำแพงทำให้ที่นั่งติดข้างประตูทางออกนั้นว่างเปล่า ครูคุณคาโน่นั่งอยู่ถัดจากเก้าอี้ตัวนั้นพอดี ส่วนตำแหน่งติดกำแพงเป็นที่ของครูมิเอะ และครูฮานะ ซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน ครูฮานะเล่าว่าในตอนที่เธออาบน้ำอยู่ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา ผิวกายของผู้หญิงคนนั้นขาว ผมดำมัดรวบสง่า รูปร่างสวย และหน้าตาดี พอผู้หญิงคนนั้นเข้ามานั่ง ทุกคนจึงลุกขึ้นเพื่อไปแช่ออนเซ็น จนเวลาล่วงเลยมาเกิน 5 ทุ่ม คุณคาโน่เลยตัดสินใจขึ้นจากบ่อน้ำร้อน และชวนครูสาวอีกคนไปด้วยกัน แต่ก่อนจะออกจากออนเซ็น คุณคาโน่ก็ได้หันกลับไปเตือนครูมิเอะ และครูฮานะอีกครั้งว่า ‘หากจะทำอะไรให้คิดดี ๆ และให้เชื่อในสิ่งที่คนเขาเตือนมาเพราะมันไม่ได้เสียหายอะไร รอบนี้เข้ามา 2 คนก็ขอให้กลับไป 2 คนโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นนะ’ และในจังหวะที่คุณคาโน่ลุกขึ้นไปอาบน้ำ สาวสวยที่เข้ามาใหม่คนนั้นก็ได้เดินสวนลงไปแช่ในอ่างออนเซ็น ตลอดช่วงเวลาในออนเซ็นก็จะมีผู้คนเวียนเข้า-ออกอยู่ตลอดแต่ก็จะอยู่เพียงไม่นาน พอคุณคาโน่เดินออกมาจากโซนออนเซ็น และต้องการที่จะกลับขึ้นห้องพัก ทางด้านครูมิเอะ และครูฮานะเองก็เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องเวลา เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยผ่าน 5 ทุ่มมาแล้ว ทั้งคู่จึงเริ่มลังเล และตัดสินใจว่าพวกเธอควรขึ้นจากบ่อออนเซ็นได้แล้วหรือยัง ฝั่งของครูฮานะก็บอกครูมิเอะไปว่าตนนั้นยังไม่อยากขึ้นให้ครูมิเอะขึ้นไปก่อนเลยแล้วตนเองจะอยู่กับหญิงสาวอีกคนที่แช่อยู่ด้วยกันกับเธอแทน ด้านผู้หญิงคนนั้นได้ยินก็ยิ้มรับ และพยักหน้าตอบตกลงครูฮานะไป ผ่านไปเพียงไม่นานครูมิเอะก็อาบน้ำเสร็จ และบอกกับครูฮานะไปว่าตนจะไปรอที่โซนนั่งเล่นข้างนอก ครูฮานะได้ยินเช่นนั้นก็ตอบรับ และแช่ออนเซ็นต่อภายในห้องแช่ออนเซ็นตอนนี้เหลือเพียงครูฮานะ และหญิงสาวคนนั้นแค่ 2 คน ด้วยความที่ตำแหน่งของออนเซ็นอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม ภายในห้องจึงมีบานกระจกไว้สำหรับมองวิวต่าง ๆ รอบนอก ครูฮานะจึงค่อย ๆ ขยับตัวไปตรงบานกระจกนั้นแต่แล้วเธอกลับมีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอย่างไม่ชอบมาพากล บรรยากาศเริ่มอึดอัดทำให้หายใจไม่ออก ควันเริ่มเพิ่มมากขึ้น น้ำในบ่อก็เริ่มร้อนขึ้น ในใจยังคงคิดแค่ว่าอาจจะเป็นเพราะอยู่กันเพียง 2 คน น้ำในบ่อจึงร้อนแต่ความรู้สึกเริ่มไม่สบายตัวทำให้ครูฮานะมีอาการฟึดฟัด กระสับกระส่ายจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในบ่อน้ำร้อนแห่งนี้แต่ถึงอย่างนั้นสายตาของครูฮานะยังคงจับจ้องที่วิวภายนอก แต่ภาพเงาสะท้อนกระจกตรงหน้าก็ทำเธอผวา เมื่อพบว่าข้างหลังของเธอดันมีผู้หญิงอีก 10 กว่าชีวิตแช่ออนเซ็นอยู่ด้วย! ด้วยความตกใจครูฮานะจึงรีบหันหลับไปดูแต่ปรากฎว่าผู้หญิงเหล่านั้นก็หายไปเหลือเพียงแต่ควันร้อนจากบ่อออนเซ็นเท่านั้น และมีผู้หญิงคนเดิมนั่งอยู่ ครูฮานะจึงบอกกับผู้หญิงคนนั้นไปว่า ‘จะขึ้นแล้วนะ ขึ้นด้วยกันเถอะ’ แต่ก็ไร้เสียงตอบรับกลับมา มีเพียงใบหน้าที่หลับตาพลิ้มสบายกับการแช่น้ำร้อน ครูฮานะเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้สนใจ และรีบเดินไปนั่งเก้าอี้อาบน้ำในโซนฝั่งตรงข้าม ในวินาทีที่ครูฮานะกำลังจะอาบน้ำ ภาพสะท้อนในกระจกตรงหน้าที่เธอเห็นไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมอีกต่อไปแต่เป็นคนแก่ร่างกายเหี่ยวย่นทั้งตัว ทุกอย่างในร่างหย่อนยาน และกำลังยิ้มเผยเขี้ยวแหลมมาให้เธอมาตรงที่กระจก ความหลอนที่ปรากฎตรงหน้าทำให้ครูฮานะรีบวิ่งออกมาจากตรงนั้นด้วยร่างเปลื่อยเปล่า และมาเจอกับครูมิเอะที่มายืนดักไว้‘ทำบ้าอะไร ทำไมออกมาสภาพแบบนี้’ ครูมิเอะเห็นแบบนั้นจึงถามด้วยความสงสั ยและพยายามพาตัวกลับไปครูฮานะด้วยความกลัวจึงตอบกลับไปว่า ‘ไม่กลับ ๆ มันมีผี!’ แต่ครูมิเอะ ก็ตอบกลับไปว่าไม่สามารถให้เธอไปด้วยสภาพเปลื่อยเปล่าแบบนี้ได้และจำเป็นที่จะต้องกลับไปเอาชุดยูกาตะของครูฮานะ ทั้ง 2 คนจึงจับมือกันเข้าไปข้างในอีกครั้ง และเมื่อหันกลับไปมองในห้องออนเซ็นนั้นก็เจอเพียงแต่ความว่างเปล่า ร่างของผู้หญิงคนนั้นได้หายไปแล้วนั่นหมายความว่าครูฮานะคือผู้ใช้บริการคนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ ทั้งคู่จึงรีบวิ่งกันออกมาจากออนเซ็น และกดลิฟท์ลงไปที่ชั้นของห้องพักตัวเอง ในระหว่างที่ลิฟท์เคลื่อนตัวลง จู่ ๆ บรรยากาศในโรงแรมก็เริ่มเงียบสงัดจนหูทั้งสองข้างอื้ออึง เมื่อถึงห้องพักพวกเธอก็พยายามที่จะไขกุญแจเพื่อจะเข้าไปในห้องแต่กลายเป็นว่าพยายามจะเปิดเท่าไหร่มันก็เปิดไม่ออก แม้จะใช้ตัวช่วยดันกระแทกเข้าไปก็ยังไม่สามารถเปิดได้ จนจู่ ๆ ครูฮานะก็ได้ยินเสียงผู้ชายประมาณ 3-4 คนคุยกันราวกับว่ามีงานเลี้ยงอยู่แถวนั้น เธอจึงพยายามหาต้นตอของเสียง ปรากฎว่าเสียงที่เธอได้ยินนั้นมันดังออกมาจากห้องของเธอเอง! ครูฮานะจึงตรวจเช็คเลขห้องแต่ก็พบว่าเลขมันตรงกับกุญแจที่เธอนั้นถืออยู่ เธอเลยบอกให้ครูมิเอะไปกดลิฟท์แต่กลายเป็นว่ากดยังไงก็ไม่ติด เปลี่ยนทางไปประตูหนีไฟก็ยังเปิดไม่ออก คราวนี้ครูมิเอะเลยตัดสินใจเคาะประตูทุกห้องในชั้นเรียงไปแต่ก็ไม่มีใครออกมาเปิดประตูให้เลยสักคน ทางด้านครูฮานะที่พยายามดันตัวกระแทกไปที่ประตูห้องเธอนั้นก็กลับกลายเป็นว่ายิ่งเธอดันเข้าไปเท่าไหร่ เสียงในห้องก็ยิ่งดังชัดขึ้นมากเท่านั้น จากเสียงที่สังสรรค์อยู่ที่เตียง ขยับมาเป็นกลางห้อง และค่อย ๆ ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู เป็นเสียงของผู้ชายที่ตะโกนร้องว่า ‘คัมไป!’ ดังชัดอย่างสนุกสนาน และค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะดัง ‘ฮิ ๆ ๆ’ คล้ายกับคนที่ต้องการจะกลั่นแกล้ง จนกระทั่งจู่ ๆ ไม่รู้มีอะไรดลใจให้ครูฮานะเอื้อมมือไปเคาะที่ประตู 3 ครั้งพร้อมพูดว่า ‘ขอความกรุณาให้เราเข้าพักด้วยนะคะ’ สิ้นเสียงประโยคนั้นราวกับทุกอย่างถูกตัดไปทันที สถานการณ์รอบข้างกลับมาเป็นปกติ เสียงที่เคยได้ยินในห้องเงียบหายไปเหมือนไม่เคยมีคนอยู่เมื่อทั้ง 2 คนได้สติก็ตื่นมาเจอแขกของโรงแรมหลายคนยืนมองด้วยความสงสัย และคุณคาโน่ก็คือหนึ่งในนั้น‘เป็นอะไร’ ครูคาโน่ถามครูสาวทั้ง 2 คน‘แล้วพี่เป็นอะไร เคาะประตูทำไมไม่เปิด’ ครูมิเอะและครูฮานะก็ตอบกลับว่าด้วยความโกรธทุกคนที่ได้ยินก็แปลกใจ และตอบกลับไปว่าตนนั้นเปิดตั้งแต่ที่ได้ยินเสียงเคาะครั้งแรกแล้ว อาการหวาดกลัวกับสิ่งที่ได้เจอนั้นทำให้ทั้งครูมิเอะ และครูฮานะวิ่งไปวิ่งมาคล้ายกับคนสติแตก เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ทั้งคู่ก็ไม่กล้าที่จะกลับไปนอนห้องตัวเองอีกต่อไป พวกเธอจึงมานอนค้างที่ห้องของคุณคาโน่ เช้าวันถัดมาทุกคนก็เอาเหตุการณ์ทั้งหมดที่เจอไปบอกกับทางโรงแรม ผู้จัดการก็ได้บอกกลับมาว่า ‘ยังไงคืนนี้ขอให้ทำตามกฎด้วยนะ’ แม้ความกลัวจะไม่ได้หายไปแต่ทุกคนก็ยังคงตัดสินใจพักที่โรงแรมตามเดิม พอเข้าคืนที่ 2 ครูมิเอะ และครูฮานะก็ได้ทำตามกฎที่เคยไม่เชื่อในตอนแรกอย่างครบถ้วน ปรากฎว่าทุกอย่างปกติดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณคาโน่เลยบอกครูมิเอะ และครูฮานะไปว่าอย่าเพิ่งค้นหาอะไรเกี่ยวกับโรงแรมแห่งนี้ ให้รอจนกว่าจะออกไปก่อนแล้วจึงค่อยหาดู เมื่อทุกคนออกมาจากโรงแรมเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงได้เสิร์ชหาเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้น จนไปเจอเข้ากับกระทู้หนึ่ง ในนั้นเขียนไว้ว่าเมื่อก่อนพื้นที่ของโรงแรมแห่งนี้เป็นศาลเจ้า จึงทำให้มีเสาโทริอิตั้งอยู่ตรงทางเข้าของโรงแรม แต่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่ทำธุรกิจ และก็ขาดทุนไป เลยได้ขายให้กับนักธุรกิจคนหนึ่ง ก่อนที่เขาคนนั้นจะนำพื้นที่นี้ไปสร้างเป็นโรงแรม ทว่าความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้กลับอยู่ที่ตัวศาลเจ้าเอง ตามความเชื่อเดิมนั้น พลังงานขาวดำควรแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แต่กลับกลายเป็นว่าศาลเจ้านี้ดันไปรับกิจเพิ่มซึ่งนั้นก็คือการทำ ‘สุสาน’ นั่นแปลว่าเป็นการเอาของสีดำหรือของที่ไม่ดีเข้าไปในศาลเจ้า นั้นทำให้พลังงานขาวดำที่อยู่ในนั้นมันตีกันอยู่ภายในพื้นที่ สลับผลัดเปลี่ยนกันทำลายกันแต่ก็ไม่สำเร็จ ดวงวิญญาณก็ไม่สามารถเอาโรงแรมลงได้เพราะเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียง ส่วนโรงแรมก็ไม่สามารถกำจัดเหล่าดวงวิญญาณไปได้เช่นกัน จึงจำเป็นที่สองสิ่งนี้จะต้องอยู่ร่วมกัน และสิ่งสุดท้ายที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่พวกเขาเผชิญ ก็คือข่าวของหญิงสาวคนหนึ่งที่เสียชีวิตภายในออนเซ็น โดยมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว ทำให้เธอเกิดอาการไหลตายขณะกำลังแช่น้ำอยู่ที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือ เวลาที่หญิงสาวเสียชีวิตตรงกับช่วง 5 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ระบุไว้ในกฎของโรงแรม และคำเตือนที่พวกเขาได้รับตั้งแต่แรก…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

EFM FANDOM RECAP

ไม่มีที่หนึ่ง ไม่มีที่สอง แต่มีพื้นที่ให้พี่สาม - น้องแจมเสมอน้าา EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ แม้ก - ณฐ ที่มาเสิร์ฟเคมีพี่ตัวโตกับน้องตัวเล็กให้แฟน ๆ ฟินจนจิกหมอนขาด และยังพกความตลกจนเรียกเสียงหัวเราะไปตลอดทั้งคืน !

04 ก.ย. 2026

ไม่มีที่หนึ่ง ไม่มีที่สอง แต่มีพื้นที่ให้พี่สาม - น้องแจมเสมอน้าา EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ แม้ก - ณฐ ที่มาเสิร์ฟเคมีพี่ตัวโตกับน้องตัวเล็กให้แฟน ๆ ฟินจนจิกหมอนขาด และยังพกความตลกจนเรียกเสียงหัวเราะไปตลอดทั้งคืน !

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 27 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “แม้ก - ณฐ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Bound by the crescent moonนามปากกา : จ๋อย “สกาย” เด็กหนุ่มช้ำรัก เขามักจะนั่งมองดวงจันทร์ในคืนพระจันทร์เต็มดวงและอธิฐานให้มีใครสักคนมาพาเขาออกไปจากวังวนความรู้สึกนี้เสียที คืนหนึ่งขณะที่เขากำลังนั่งมองดวงจันทร์ที่ดาดฟ้าเหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาเขาไปสะดุดที่ร่างของใครบางคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเขานัก ดูคล้ายจะช้ำรักมาเหมือนกัน สกายจึงตัดสินใจเดินเข้าไปทักทาย “ฟิลิกซ์” ชายหนุ่มใจช้ำ เขาอกหักอย่างเป็นทางการได้ไม่นาน คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาตัดสินใจออกมาดูดวงจันทร์ที่ดาดฟ้า หลังจากเขาเก็บตัวอยู่ในห้องมาหลายเดือน เมื่อฟิลิกซ์รู้ตัวว่าตนเองไม่ได้อยู่คนเดียวบนดาดฟ้า เขาก็โต้ตอบบทสนทนาที่อีกฝ่ายมอบให้อย่างดีจนเขารู้สึกดีขึ้นไม่น้อย แต่หลังจากแยกกันคืนนั้น เขาก็ไม่พบกันอีกเลย จนกระทั่งคืนพระจันทร์เต็มดวงวนมาอีกครั้ง พวกเขาทั้งสองคนกลับมาพบกันบนดาดฟ้าโดยบังเอิญ แต่ครั้งนี้ทั้งสองกลับไม่ดูเศร้าเท่าเดิมอีกแล้ว และทั้งสองคนก็จะมาพบกันที่นี่โดยบังเอิญทุกเดือนในวันพระจันทร์เต็มดวง บทสนทนาเริ่มเปลี่ยนจากการปลอบใจเป็นการถามไถ่ชีวิตประจำวัน ทั้งคู่เป็นความสบายใจของกัน ความสัมพันธ์จึงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากคนแปลกสู่คนสำคัญในวันพระจันทร์เต็มดวงFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Bound by the crescent moonPen Name : จ๋อย Sky, a young man nursing a broken heart, had a habit of sitting beneath the full moon each month, watching its light and quietly wishing that someone, anyone, would come and pull him out of the endless current of his own feelings. One night, as he sat on the rooftop just as he always did, his eyes caught on a figure not far away — someone who looked, unmistakably, just as heartbroken as he was. Sky decided to walk over and say hello. Felix, the young man with the wounded heart, had only recently, officially, had it broken. Tonight was the first night he'd brought himself out to see the moon from the rooftop, after months of shutting himself away in his room. When Felix realized he wasn't alone up there, he found himself answering the conversation the stranger offered him — answering it so easily, so warmly, that he felt lighter than he had in a long while. But once they parted that night, they didn't cross paths again. Not until the full moon came around once more. The two of them found themselves back on the rooftop, meeting again quite by chance. But this time, neither of them looked quite so sad. And so, by chance, they began meeting there every month, on the night the moon grew full. Slowly, the conversations shifted — from comforting words meant to soothe old wounds, to easy questions about each other's everyday lives. Each became a quiet comfort to the other, and little by little, what had started as two strangers became something else entirely: two people who mattered to each other, bound together by the nights of the full moon.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ไก่สองไม้ครับ....สารวัตรนามปากกา : แจ้มใจ๋ หมดแล้วยุคเคะคุณหนู เมะหมามอม เพราะนี่คือเมะคุณชาย เคะขายไก่ คุณชายกร คุณชายใหญ่ของบ้านอศวบุรเศรษฐ์สกุล เข้ารับตำแหน่งประธานของบุรเศรษฐ์กรุ๊ปเมื่อสองปีก่อน เล่าลือกันว่า คุณชายเป็นประเภทจริงจังกับงานจนน่ากลัว ผู้เป็นพ่อยังกลัวว่าเฮียแกจะแต่งงานกับงาน ไม่ยอมมีลูกมีเมีย เลยพยายามหาสะใภ้มาให้ดูตัวอาทิตย์ละคน แต่ไม่ว่าจะคนไหนก็ยังไม่น่าสนใจเท่างานของเฮีย จนกระทั่งมาเจอกับพ่อค้าขายไก่หน้าตามอมแมม สวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูเข้มที่ได้จากเขียงหมูป้าจง บนใบหน้าจิ้มลิ้มมีแต่คราบน้ำมันจนมองไม่เห็นเค้าความน่ารัก ยืนเถียงกับลูกค้าเรื่องค้างค่าไก่ 5 บาทแล้วไม่ยอมจ่าย วินาทีนั้นคุณซีอีโอหนุ่มรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน สั่งให้เลขาไปขอคอนแทคมาเลยทันที แต่ดันทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด แง้นรถขายไก่หนีแทบไม่ทัน แต่พ่อก็ไม่ยอม ใช้รถหรูขับตาม แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามไม่ทันเวฟปีศาจ จนคลาดกันไปในที่สุด เขาคิดว่าคงจะไม่ได้เจอกันแล้ว จนกระทั่ง... วันต่อมา ได้เจอกับทีมสอบสวนอาชญากรรมที่เข้ามาสอบสวนเขา เพราะถูกสงสัยว่าเป็นผู้บงการลักพาตัวนักการเมืองชื่อดัง "สวัสดีครับ ท่านประธาน" "ไก่สองไม้ครับ....สารวัตร"FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Grilled Chicken and the InspectorPen Name : แจ้มใจ๋ Forget the era of the young miss and her scruffy little dog — this is the era of the young master and the chicken vendor. Master Korn, eldest son of the illustrious Asawaburirasettha family, had taken up the chairmanship of Burirasettha Group two years ago. Rumor had it that the man was terrifyingly devoted to his work — so much so that his own father feared he might end up "marrying" the company instead of taking a wife. Desperate for grandchildren, his father took to parading a different prospective daughter-in-law in front of him every week. But not one of them managed to hold a candle to his son's beloved spreadsheets and boardrooms. Not until the day he crossed paths with a grimy little chicken vendor. She stood behind her stall in a deep pink apron borrowed from Auntie Jong's pork stand, her pretty face smudged with cooking oil thick enough to hide any trace of her own prettiness, locked in a fierce argument with a customer who owed her five baht and refused to pay up. In that instant, the young CEO felt the world stop turning. He ordered his secretary to get her contact information immediately — only for the poor girl to completely misread the situation. She practically launched her chicken cart into a getaway, pedaling for her life. His father, unwilling to let the moment slip by, gave chase in his luxury car. But no amount of horsepower could catch up to her devilish speed, and in the end, she vanished into the city, gone without a trace. He thought that was the end of it. That their paths would never cross again. Until the next day — when he found himself face to face with a criminal investigation team, there to question him. He was, apparently, a suspect in the kidnapping of a famous politician. "Good evening, Chairman." "...Two skewers of grilled chicken, please, Inspector."FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Dear, The Voice on the Other Sideนามปากกา : กอจอ ‘แม้ก’ บังเอิญเก็บหูฟังข้างหนึ่งได้ระหว่างทางกลับบ้าน ตอนแรกตั้งใจจะเอาไปส่งคืนเจ้าของ แต่พอลองใส่เล่น ๆ กลับได้ยินเสียงใครบางคนพูดทักขึ้นมา เขาถอดหูฟังออกด้วยความตกใจก่อนลองใส่กลับเข้าไปอีกครั้งและเสียงนั้นก็ยังอยู่ ตอนแรกเขาคิดว่าเสียงนั้นอาจเป็นเจ้าของที่กำลังตามหาแต่ไม่ว่าจะลองถอดหรือใส่กี่ครั้ง เสียงปริศนาก็ยังคงพูดคุยกับเขาราวกับรู้ว่าเขากำลังได้ยินอยู่ จากเสียงปริศนาทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันทุกวันโดยไม่รู้ชื่อหรือหน้าตา จากคนแปลกหน้าค่อยๆ กลายเป็นคนสำคัญจนเริ่มมีความรู้สึกดีต่อกันและตกลงนัดพบ ก่อนถึงวันนัดแม้กบังเอิญเจอ ‘ณฐ’ น้องชายของเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานาน เด็กชายที่อายุห่างกับเขา 9 ปีในความทรงจำเติบโตเป็นนักศึกษาหนุ่มน่ารักที่ทำให้แม้กรู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่แรกเจอ เมื่อทั้งคู่เอ่ยทักทายกัน เสียงของอีกฝ่ายกลับคุ้นเคยอย่างประหลาดก่อนจะจำได้ว่าเสียงที่ได้ยินผ่านหูฟังมาตลอด คือ เสียงของคนตรงหน้า หูฟังที่พลัดกันคนละข้างกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คนสองคนที่เคยรู้จักกันกลับมาตกหลุมรักกันอีกครั้ง จากเสียงที่เคยได้ยินผ่านหูฟัง สู่คนที่อยากได้ยินเสียงทุกวันโดยไม่ต้องมีหูฟังอีกต่อไป…FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Dear, The Voice on the Other SidePen Name : กอจอ MAX stumbled upon a single earbud on his way home. His first thought was simple enough — return it to whoever had lost it. But when he slipped it into his ear just to try, out of curiosity, a voice answered him. Someone, unmistakably, saying hello. He yanked it out in shock. Then, cautiously, put it back in. The voice was still there. At first, he assumed it must belong to the earbud's owner, searching for their missing pair. But no matter how many times he pulled it out or pushed it back in, the mysterious voice kept talking to him — as if it somehow knew he was listening on the other end. From that strange, disembodied voice, the two of them began talking every single day. Neither knew the other's name. Neither had ever seen the other's face. And yet, slowly, a stranger became someone who mattered. Feelings began to bloom in the space between words, until finally, they agreed to meet in person. Before the day of their meeting arrived, MAX happened to run into Nat — the younger brother of a close friend he hadn't seen in years. The boy who lived in his memory as a child nine years his junior had grown into a university student, handsome enough that something in MAX's chest stirred the moment their eyes met. When they exchanged greetings, something about the other boy's voice struck him as strangely familiar. And then it hit him. The voice he'd been listening to through the earbud, day after day — it was the very voice of the person now standing in front of him. A single lost earbud had become the unlikely beginning for two people who already knew each other, falling in love all over again — from a voice once heard only through a piece of plastic and wire, to a person he now wanted to hear every single day, with no earbuds required at all…FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ดอกไม้ไฟของนักดับเพลิง (The Firefighter's Firework)นามปากกา : School_1997 แม้ก เป็นนักดับเพลิงที่เกลียดคนทำงานกับวัตถุไวไฟ เพราะเคยสูญเสียเพื่อนจากเหตุไฟไหม้ ส่วน ณฐ เป็นนักทำดอกไม้ไฟที่หลงใหลแสงสีบนท้องฟ้า ทั้งคู่พบกันครั้งแรกตอนเกิดเหตุไฟไหม้ในโรงงานของณฐ “คุณรู้ไหมว่าของพวกนี้อันตรายแค่ไหน” แม้กตะโกนใส่ด้วยความโมโห “รู้ครับ แต่ผมรู้วิธีควบคุมมัน” ณฐบอก “ไฟไม่เคยควบคุมได้” หลังเหตุการณ์นั้น แม้กต้องกลับมาตรวจความปลอดภัยที่โรงงานของณฐเป็นประจำ ทั้งคู่จึงได้พบกันบ่อยขึ้น จากคู่กัดกลายเป็นคนที่คอยช่วยเหลือกันโดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ณฐติดอยู่ในโกดังเก็บดอกไม้ไฟ แม้กฝ่าควันเข้าไปช่วย แม้จะรู้ว่าการระเบิดอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ “พี่เข้ามาทำไม” ณฐถามด้วยความตกใจ “เพราะณฐยังอยู่ในนี้” ณฐกอดแม้กแน่นหลังถูกช่วยออกมาได้ “พี่เกลียดไฟไม่ใช่เหรอ” แม้กมองณฐแล้วตอบเบา ๆ “เกลียดสิ แต่ถ้าเป็นไฟที่พาณฐหายไป พี่เกลียดยิ่งกว่า” หลังจากนั้นณฐยังคงทำดอกไม้ไฟ ส่วนแม้กก็ยังคงดับไฟ เพียงแต่ทุกคืนที่ณฐจุดดอกไม้ไฟบนท้องฟ้าจะมีนักดับเพลิงคนหนึ่งยืนมองอยู่ข้าง ๆ เสมอ เพราะเขาเพิ่งรู้ว่า บางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ไฟ แต่คือการตกหลุมรักคนที่อยู่ใกล้ไฟต่างหากFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... The Firefighter's FireworkPen Name : School_1997 MAX was a firefighter who despised anyone who worked with flammable materials — a hatred rooted in the friend he'd lost to fire years ago. Nat, meanwhile, was a fireworks maker, utterly captivated by the way color bloomed across the night sky. The two of them met for the first time during a fire at the factory where Nat worked. "Do you have any idea how dangerous this stuff is?" MAX shouted, fury cracking through his voice. "I know," Nat said. "But I know how to control it." "Fire," MAX shot back, "can never be controlled." After that incident, MAX found himself returning to Nat's factory again and again for routine safety inspections, and the two of them began crossing paths more and more. Slowly, without either of them quite noticing, two people who'd once done nothing but bicker became two people who quietly looked out for each other. Then, one day, a massive fire broke out. Nat was trapped inside the warehouse where the fireworks were stored. MAX pushed through the smoke to reach him, fully aware that an explosion could tear through the building at any second. "Why did you come in here?" Nat asked, stunned. "Because you were still in here." Once they were safely outside, Nat threw his arms around MAX and held on tight. "Aren't you supposed to hate fire?" he asked. MAX looked at him and answered softly. "I do. But if it's a fire that takes you away from me — that, I'd hate even more." After that, Nat kept making his fireworks, and MAX kept putting out fires, same as always. Except now, every night Nat lit up the sky, there was one firefighter who always stood beside him, watching. Because he'd finally understood something: sometimes the most dangerous thing in the world isn't fire at all. It's falling in love with someone who lives right beside it.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... คนในความฝันนามปากกา : littlestar.booคุณเคยฝันถึงใครสักคนซ้ำ ๆ บ้างไหม? ตอนนี้ ‘ณฐ’ ฝันถึงผู้ชายคนเดิมเป็นครั้งที่ 8 แล้วในตอนแรกก็จำไม่ค่อยได้หรอก แต่ตอนนี้เริ่มจำเสียง เสื้อผ้า กลิ่น หรือรอยยิ้มของเขาคนนั้นได้จนณฐเริ่มสงสัยว่า ‘ทำไมคนที่ไม่เคยรู้จัก ถึงได้รู้สึกคุ้นเคยขนาดนี้กันนะ?’ แต่ในทุกครั้งที่ณฐพยายามจะถามชื่ออีกฝ่าย ณฐก็มักจะตื่นก่อนเสมอ แต่ในครั้งนี้ต่างออกไป ผู้ชายคนนั้นยื่นแก้วกาแฟให้กับณฐ และพูดเอาไว้ว่า “ถ้าอยากเจอผม ก็ลองมาหาที่นี่สิ” และที่แก้วก็ได้มีชื่อร้านกาแฟติดอยู่พร้อมกับชื่อของเจ้าตัวว่า ‘แม้ก’ ณฐตื่นขึ้นมาพร้อมกับจำชื่อร้านและชื่อของแม้กจนขึ้นใจ และพอลองค้นหาก็ได้พบว่าร้านนั้นมีอยู่จริง ณฐไม่รอช้ารีบไปที่ร้านกาแฟนั้นอย่างไม่ลังเล และเมื่อถึงที่ร้านนั้น ณฐก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่มุมของร้าน ใช่… มันเหมือนในฝันทุกอย่าง หัวใจของณฐเต้นแรง นั่นคือแม้ก ชายที่เขาเฝ้าตามหามาโดยตลอด เขายืนมองอยู่นานจนแม้กเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา… และแม้กก็ยิ้มให้กับเขา รอยยิ้มที่เหมือนกับในฝันไม่มีผิด ก่อนที่อีกฝ่ายจะเป็นคนเริ่มพูดขึ้นมาก่อน “ณฐ… ในที่สุดก็ได้เจอกันสักทีนะ”FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… A Stranger in My DreamsPen Name : littlestar.boo Have you ever dreamed about the same person, over and over again? Right now, Nat was having the same dream for the eighth time. At first, he could barely remember any of it. But lately, he'd started to remember things — the man's voice, the clothes he wore, the faint scent that clung to him, the exact curve of his smile. Enough that Nat had begun to wonder: how can someone I've never met feel this familiar? Every time he tried to ask the stranger's name, though, he woke up before he ever got the answer. This time was different. In the dream, the man held out a cup of coffee to him and said, "If you want to find me, come look for me here." Printed on the cup was the name of a coffee shop — and beside it, a name: MAX. Nat woke with both names burned into his memory. On a whim, he searched for the shop online — and found that it actually existed. He didn't hesitate for a second. He grabbed his things and headed straight there. When he arrived, he saw a man sitting alone in the corner of the shop. It was him. Exactly like in the dream, down to every last detail. Nat's heart pounded in his chest. This was MAX — the man he'd been searching for all along. He stood there, staring, until MAX finally looked up and their eyes met. And MAX smiled at him. The very same smile from the dream, unmistakable, unchanged. Then, before Nat could say a single word, the other man spoke first. "Nat... we finally meet."เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “แม้ก - ณฐ”ที่มาแบ่งปันเรื่องราวสนุก ๆ ที่เกิดขึ้นในไร่สวนส้ม และเกาะหรรษาให้ทุกคนได้ตื่นเต้นไปด้วยกันน ( อยู่ด้วยกันมานาน มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ? ) จากที่อยู่ด้วยกันมา 6-7 ปี สำหรับ “แม้ก” แล้ว “ณฐ” เองก็โตขึ้นมาก ๆ เขามีความรับผิดชอบและความตั้งใจมากขึ้น แถมยังน่ารักขึ้นด้วย และยังไม่ลืมที่จะแซวน้องว่านอนเก่งขึ้นอีกด้วย “ณฐ” เลยแก้ตัวแบบน่ารัก ๆ ว่าตอนถ่ายซีรีส์มีซีนที่ต้องถ่ายตอนนอนบ่อย มันก็เลยทำให้หลับไปเลยในซีน อย่าให้หัวได้ถึงหมอนเพราะจะง่วงในทันทีเลยล่ะ ส่วน “ณฐ” บอกว่า สำหรับ “แม้ก” ก็ยังเป็นพี่ที่หล่อมาก ๆ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น แต่ส่วนที่เปลี่ยนไปก็เป็น พี่เขาน่ารักกับ “ณฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ไม่ได้ถึงขั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ให้เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สม่ำเสมอขึ้นในทุก ๆ วัน ไม่มีหรอกตำนานอาถรรพ์ 7 ปีสำหรับคู่นี้( ตำนานบ้าน 50 ล้าน ) เป็นที่ฮือฮาว่า ใน YouTube ช่อง domundiTV มีคลิปในตำนานอย่าง ‘เมื่อแม้กมาทัวร์บ้านณฐ 50 ล้าน อลังแค่ไหนต้องดู’ ทำเอาเหล่าดีเจอดแซวไม่ได้ว่า มีบ้าน 50 ล้านอยู่แล้วจะออกมาลำบากทำไม “ณฐ” ก็เลยเผยว่า อยากทำตามความฝัน และสร้างผลงานสนุก ๆ ให้กับทุกคน แต่ก็อดหยอกคนข้าง ๆ ต่อไม่ได้ว่า ถ้า “แม้ก” มาสร้างบ้านต่อข้าง ๆ ก็จะเป็นบ้าน 100 ล้านเลยนะ ทำเอา “แม้ก” รีบตอบกลับอย่างไวว่า ตอนนี้แค่ 50 บาทก็เหนื่อยแล้ว( ลูกสาวสุด Cute อย่างน้องฮาร์ทดี้ ) ทั้งคู่ก็ได้มีลูกสาวสุดน่ารักชื่อว่า “ฮาร์ทดี้” ที่ทุกคนเอ่ยปากแซวว่าเหมือน “ณฐ” มาก ๆ เพราะหลับตลอดเวลาเลย ยืนอยู่เฉย ๆ ก็เซล้มลงไปนอนเลย เหมือน “ณฐ” ที่ทุกวันนี้โดนปลุกให้มาทำงาน แต่ “ฮาร์ทดี้” อยู่ในวัยกำลังโต ต้องให้ลูกพักผ่อนเยอะ ๆ แถมใครเห็นก็ชมตลอดว่าสีเหมือนนมเย็นเลย และในส่วนของเพื่อนสนิทของ “ฮาร์ทดี้” ก็มีเยอะมาก ๆ โดย “แม้ก - ณฐ” เล่าว่า จะมีน้อง “จุ๊กกรู้” ที่แฟนคลับชอบแซวว่าเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ แต่ทั้งคู่ก็หวงลูกสาวนะ ลูกยังเด็กอยู่เลย พยายามจับแยก เดี๋ยวคงต้องกลับไปถามลูกที่บ้านว่าเป็นลูกเราหรือเขาที่เข้าหาก่อน แต่นอกจากนี้ก็ยังมีพี่ ๆ คนอื่นคอยดูแล อย่างพี่ “ซนซน” และยังมีพี่ “ทีมิ้ลค์” ที่คอยชวนไปดื่มชาด้วยกันบ่อย ๆ เป็นความสัมพันธ์ของเหล่าลูก ๆ ที่น่ารักมาก เรียกเสียงเอ็นดูจากคุณย่าคุณยายออนไลน์ได้เป็นอย่างดี[ เซ็ตคำถามพิเศษ : ช่วงนี้อยู่ในระยะทำใจ… ]( ถ้าอยู่ในระยะทำใจ “แม้ก” จะทำเหมือนพี่สามในซีรีส์มั้ย ? ) “แม้ก” ตอบอย่างมั่นใจว่า ไม่อย่างแน่นอน เพราะด้วยความที่ในซีรีส์ตัว “สาม” จะหนีไปอยู่ที่เกาะพะงันเป็นเดือน ๆ และยังตัดขาดจากโลกภายนอกด้วย ถ้าเป็นตัวเองจะเป็นคนที่อยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องอยู่กับคนสนิทที่คอยดึงสติกลับมา ถ้าทำตาม “สาม” เลยคงจะแปลกมาก ๆ เพราะไม่ชอบอยู่คนเดียวเลยเวลาอกหัก( ถ้ากำลังเฮิร์ทหนัก “ณฐ” จะเปิดฝักบัวทำ MV ในห้องน้ำหรือตัดผมเปลี่ยนลุค ? ) ก่อนจะตอบ “ณฐ” ก็แซวว่าถ้าเป็นซีรีส์เกาหลีก็จะไปตัดผม แต่ถ้าโดยส่วนตัว “ณฐ” แล้ว ก็จะเลือกเปิดฝักบัวทำ MV เพราะเคยมีโมเมนต์ท์ที่เวลาอาบน้ำแล้วตัวเองชอบคิดเรื่องต่าง ๆ ก็เลยจะใช้เวลานั้นที่ใจลอยเปิดน้ำรดตัวเอง ซึ่งเวลาทำแบบนั้นก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย( ถ้าวันหนึ่ง “ณฐ” เดินทางข้ามเกาะแล้วใช้ชีวิตสุดติ่งแบบคุณสาม “แม้ก” จะทำอย่างไร ? ) “แม้ก” จะรีบตามไปให้ไวที่สุด แล้วรีบมาเคลียร์กันเลยว่าเป็นอะไร และจะบอกกับ “ณฐ” ว่าอย่าอยู่คนเดียวเลย มันจะเหงาเอานะ มาอยู่ด้วยกันดีกว่า มีความสุขกว่าเยอะ( “ณฐ” จะเลือก “พี่แม้ก” หรือ “คุณสาม” ถ้าต้องใช้ชีวิตด้วยกันในระยะยาว ? ) แน่นอนว่า “ณฐ” ก็ต้องเลือก “พี่แม้ก” อยู่แล้ว ส่วน “คุณสาม” ก็อยู่กับ “น้องแจม” ไป เพราะมีแค่ “น้องแจม” คนเดียวที่รับมือกับ “คุณสาม” ไหว เขาสองคนเหมือนลิ้นกับฟัน ส่วน “แม้ก - ณฐ” เป็นฟืนกับไฟ เราไปด้วยกันไม่สู้กันเหมือนคู่ “คุณสาม - น้องแจม”( สำหรับ “แม้ก-ณฐ” อะไรที่จะรักษาแผลใจได้ดีที่สุด ? ) แน่นอนว่าคำตอบของทั้งคู่ทำเอาพี่ ๆ ดีเจแซวเลยว่าคนนึงมาแนวรูปธรรม ส่วนอีกคนก็มาในแบบนามธรรม เพราะคำตอบของ “แม้ก” คือ การมีคนใหม่จะเป็นการรักษาแผลใจได้ดีที่สุด แต่เราก็จะไม่ได้เอาสิ่งนี้มาทำร้ายเขา เราเลือกที่จะหาคนที่เข้ากับเราได้มากกว่า จะได้ลืมคนเก่าที่ทำร้ายใจเราได้ และเราก็ต้องไปต่อให้ได้ ส่วนคำตอบของ “ณฐ” คือการดึงหัวใจตัวเองกลับมา เพราะในตอนที่เราอินเลิฟ หรือกำลังมีความรัก เราจะเผลอเอาหัวใจไปฝากไว้ที่เขา แต่ถ้าความรักมันหมดแล้ว เราก็ต้องหันมารักตัวเองเหมือนเดิม เอาหัวใจของเรากลับมา( ความรู้สึกในงาน #ที่สามมาบัสกิ้ง ) วันนั้น “แม้ก - ณฐ” รู้สึกขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่มาหากันที่งาน ‘YOUR THIRD BUSKING’ เพราะวันนั้นฝนตกหนักจนทำให้งานดีเลย์ไปเกือบ 2 ชั่วโมงเลย ขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่ยังอดทนรอกัน ดีใจมาก ๆ ที่มีคนมาหาเยอะขนาดนี้( เพลงประกอบซีรีส์ที่เพราะจนทุกคนต้องทัก ! ) และที่งานนี้ “ณฐ” ได้ร้องเพลงประกอบซีรีส์อย่าง ‘แค่ได้ใกล้’ เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าแฟนคลับได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากทำนอง เมโลดี้เพลงจะน่ารักแล้ว เนื้อเพลงก็น่ารักเหมาะกับซีรีส์สุด ๆ แถมยังเป็นครั้งแรกที่ร้องแบบเต็มเพลง เพราะในซีรีส์ปล่อยออกมาแค่ทำนองเพลงในบางช่วงเท่านั้น ยังไม่ได้ปล่อยตัวเต็มออกมาเลย ให้รอติดตามเร็ว ๆ นี้ และหลังจากนี้ก็จะมีเพลงอื่น ๆ ที่เป็นคนอื่นร้องอีกก็เป็นได้( สิ่งที่เกิดคาดจากการแสดงของซีรีส์เรื่องนี้ ) เพราะจาก Comment ของแฟนคลับคือบอกเอาไว้ว่า นักแสดงใส่สุดมาก ๆ สำหรับเรื่องนี้ ทั้งคู่เลยเล่าว่า บท “คุณสาม” เนี่ย “แม้ก” ต้องแสดงออกเยอะมาก ต้องเล่นใหญ่มากกว่าคนทั่วไป ทุกซีนที่เล่าคือเหนื่อยมาก ๆ และสิ่งที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำก็คือการปีนต้นมะพร้าว แล้วตอนที่ปีนต้องถอดเสื้อด้วย คือเจ็บไปหมด “ณฐ” ก็เสริมว่าตอนที่ “แม้ก” ลงมาจากต้นมะพร้าวคืออกแดงไปหมดเลย แถมเป็นซีนแรกบนเกาะเลยที่เริ่มถ่าย ถึงจะแปลกใหม่แต่ก็สนุกและคุ้มค่า เพราะถอดจากนิยายมาเป๊ะ ๆ เลย ส่วน “ณฐ” ก็เล่าว่าเป็นซีนที่ “แจม” ต้องเกยตื้นจากในทะเล เพราะตกน้ำแล้วลอยมาเกยตื้นที่ฝั่ง ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นที่เกยตื้นคือเต็มไปด้วยโคลนสีดำ และมีตะไคร่น้ำเต็มไปหมด แล้วต้องเอาแก้มมาทับพื้นที่โคลนตรงนั้น สุดท้ายก็ต้องยอมเอาหน้าลงไปจุ่มอยู่ดี แถมมีเข้าปากด้วย ถือซะว่าเป็นประสบการณ์ที่นักแสดงทุกคนจะต้องเจอ( ถึงแม้เนื้อเรื่องจะตลก แต่ตอนถ่ายทำก็กดดันมากเช่นกัน ) ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นแนว Comedy แต่ “แม้ก - ณฐ” ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเล่นยากมาก ๆ แถมยังกดดันด้วย เพราะจากนิยายแล้วตัวละครต้องเล่นใหญ่มาก ๆ ตอนที่ถ่ายทำก็กลัวว่าจะเล่นล้นเกินไปจนคนดูไม่ตลก แต่ฟีดแบ็คออกมาดีมากเลย เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก แถมแฟน ๆ ยังบอกอีกว่านักแสดงไม่ใช่แค่ทำถึง แต่ทำเกินไปมาก แค่ได้รู้ว่าแฟน ๆ ชอบมากก็โอเคแล้ว( “คุณสาม” ตลกจนต้องกลั้นขำ ) ตอนถ่ายทำบางซีนก็ต้องมีกลั้นขำกันบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็น “ณฐ” หลุดขำ “แม้ก” บ่อย ๆ เพราะตัวละคร “คุณสาม” เล่นใหญ่มาก ๆ “แม้ก” เลยเล่าความลับว่า บางฉากก็ไม่ได้บอก “ณฐ” ว่าจะเล่นแบบไหนหรือเล่นอะไร เพราะได้เห็นรีแอคตรงนั้นมันก็ดีกว่า ธรรมชาติมาก ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แม้ก - ณฐ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ที่หนึ่ง ที่สองของใครไม่รู้ แต่ที่สามของเธอ”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้ตลกมาก ทำเอาเหล่าแฟน ๆ ขำกันสนั่นไปเลย !สามารถไปติดตามรับชมความซนของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แม้ก - ณฐ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แม้ก - ณฐ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ที่สามของเธอ Your third Series" ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง GMM25 และชมเวอร์ชัน UNCUT เวลา 23.30 น. บนแอป iQIYI และฝาก OST. เพลง ที่สามของเธอ - ส้ม มารี ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เมนแดนซ์ชิดซ้าย เมนร้องชิดขวา นาทีนี้ก็ต้องให้หนุ่ม ๆ “GELBOYS 2” เป็นเหนือเมนแล้วล่ะ! แถมทั้ง 6 หนุ่ม ยังพกเรื่องเล่ามาเม้าท์แฟ่ดกันตามสไตล์ Gen Z จนทำเอาแฟนๆ ฟินกันทั้งสตู

26 ส.ค. 2026

เมนแดนซ์ชิดซ้าย เมนร้องชิดขวา นาทีนี้ก็ต้องให้หนุ่ม ๆ “GELBOYS 2” เป็นเหนือเมนแล้วล่ะ! แถมทั้ง 6 หนุ่ม ยังพกเรื่องเล่ามาเม้าท์แฟ่ดกันตามสไตล์ Gen Z จนทำเอาแฟนๆ ฟินกันทั้งสตู

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 20 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้พบกับ 4 หนุ่ม GELBOYS “ไป๊ป - นิว - พีเจ - เลออน” และ 2 หนุ่ม GELZBABY “ภีม - ไม้” ที่พาความสนุกสนาน เสียงหัวเราะมาเสิร์ฟแฟน ๆ พร้อมด้วย 2 ดีเจสาวสวย “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Close Friendsนามปากกา : boomingtoon (บูมิ่งตูน) “ถ้าเหลือเวลาอีก 24 ชั่วโมงก่อนเรียนจบ พวกมึงจะทำอะไรกัน?” คำถามนั้นทำให้วงสนทนาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนความคิดมากมายจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น… คงขับรถไปทะเลตอนดึก ๆ เปิดเพลงดังจนคนข้าง ๆ ต้องตะโกนด่า แวะร้านสะดวกซื้อตอนตีสอง ซื้อของกินเต็มมือ แล้วกลับมานั่งทะเลาะกันเรื่องเดิม ๆ คงมีช่วงหนึ่งที่เสียงหัวเราะค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงความเงียบ และสายตาของทั้งหกที่มองหน้ากัน ราวกับอยากจดจำคืนนี้เอาไว้ให้นานที่สุด บางทีไป๊ปอาจจะสารภาพอะไรบางอย่างกับนิว บางทีพีเจอาจจะถามเลออนถึงความรู้สึกที่ค้างคามานาน บางทีภีมอาจจะยื่นของที่ไม้อยากได้ให้ พร้อมบอกว่าเขายังจำมันได้เสมอ และบางที…คำว่า “เพื่อน” อาจไม่ใช่คำเดียวที่พวกเขาอยากเรียกกันอีกต่อไป ฟังดูเป็นคืนสุดท้ายที่ดี… ดีเกินกว่าจะลืม น่าเสียดายที่มันไม่เคยเกิดขึ้น ไม่มีใครทำอะไร ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ของที่อยากให้ยังคงอยู่ในลิ้นชัก และคำสารภาพยังคงอยู่ในใจ สุดท้าย 24 ชั่วโมงก่อนเรียนจบก็เป็นเพียงอีกหนึ่งวันที่ผ่านไป เพราะบางความรู้สึก…ต่อให้คนที่อยากให้เห็นที่สุดอยู่ใน Close Friends ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะกล้าพูดมันออกไปตรง ๆFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Close FriendsPen Name : boomingtoon “If you only had one day left before graduation, what would you do?” The question brought their conversation to a sudden stop. Then, little by little, countless possibilities began taking shape. They could drive to the beach in the middle of the night, turn the music up until the person beside them complained, stop at a convenience store at 2 a.m. for an unreasonable amount of snacks, and return to bickering over the same familiar topics. Maybe, at some point, their laughter would slowly disappear, leaving the six of them in quiet, simply looking at one another—as if they wanted to preserve the memory of that night forever. Perhaps Pipe would finally tell New what he had been keeping inside. Maybe PJ would ask Leon about the feelings he had carried for so long. Pheem might give Mai the gift she had once wanted and tell her that he remembered. And maybe… “friend” would no longer be the only word they could use for one another. It sounded like the perfect final night—almost too perfect to ever forget. But it never happened. They did nothing. No one found the courage to say what they truly wanted to say. The gifts stayed hidden in drawers, and the confessions remained locked inside their hearts. In the end, the 24 hours before graduation became nothing more than another ordinary day that slipped away. Because sometimes, even when the person you most want to see your feelings is already in your Close Friends list, that still doesn’t mean you’ll be brave enough to tell them directly.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... เด็กไม่มีชื่อนามปากกา : Fungjai (ฟังใจ) ธาริน (ไป๊ป) , นที (นิว) , พีรัช (พีเจ) , ภูเขา (เลออน) , เขต (ภีม) และ ไม้เอก (ไม้) บังเอิญได้ยินเรื่องประหลาดของโรงเรียนว่า เมื่อสิบห้าปีก่อนเคยมีนักเรียนคนหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่กลับไม่มีชื่อของเด็กคนนั้นอยู่ในทะเบียน ไม่มีรูปถ่าย และไม่มีหลักฐานใดหลงเหลือว่าเขาเคยมีตัวตน ระหว่างที่ทั้งหกตามหาความจริง พวกเขากลับหลุดเข้าไปในอดีต ช่วงไม่กี่วันก่อนที่เด็กคนนั้นจะเสียชีวิต ทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ในคืนนั้นด้วยตัวเอง ทั้งหกพยายามช่วยเด็กและค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยิ่งเข้าใกล้คำตอบ ความทรงจำของผู้คนเกี่ยวกับเด็กคนนั้นกลับยิ่งถูกบิดเบือน สิ่งเดียวที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของเด็กคนนั้นได้คือ “ชื่อจริง” ทั้งหกจึงต้องตามหาเบาะแสที่ถูกซ่อนอยู่ในโรงเรียน เพื่อค้นหาว่าเขาเป็นใคร และหาทางกลับมายังเวลาของตัวเอง ทว่าในระหว่างนั้น พวกเขากลับพบว่าความลับของเด็กคนนั้นเชื่อมโยงกับหนึ่งในพวกเขาเอง และหากไม่สามารถเรียกชื่อที่แท้จริงของเด็กคนนั้นได้ก่อนคืนที่เขาเสียชีวิต หนึ่งในหกจะถูกแทนที่ และกลายเป็น “เด็กที่ไม่มีชื่อ” คนต่อไปFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... The child has no name.Pen name : Fungjai Tharin (Pide), Nathee (New), Peerach (PJ), Phukhao (Leon), Khet (Peem), and Maiek (Mye) stumble upon a chilling rumor at school: fifteen years earlier, a student vanished completely. Their name appears in no records, no pictures of them exist, and every trace suggesting they were ever there has disappeared. Determined to uncover the truth, the six friends are unexpectedly sent back to the days leading up to the student’s death, where they must witness that fateful night for themselves. They try to save the child and piece together what really happened, but the closer they come to the truth, the more everyone’s memories of the child begin to change. The child’s “real name” is the only proof that they ever existed. To find it, the six must search the school for hidden clues while looking for a way home. Along the way, they learn that the child’s secret is tied to one of them. If they fail to discover the child’s true name before the night of their death, one of the six will be erased and take the child’s place as the next “nameless child.”FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... At 25, I Met Youนามปากกา : Mellumi (เมลลูมิ) ในแต่ละวันคนเราต้องพึ่งอะไรในการใช้ชีวิตบ้าง? ครอบครัว แฟน หรือศิลปิน แต่ที่พูดมานั้นไม่ใช่ 'นิว' แม้แต่นิดเดียว เพราะเขาใช้ชีวิตโดยการพึ่งหมอดู ไม่ว่าจะดูดวงประจำวัน เสื้อสีมงคลไปทำงาน หรือแม้แต่เรื่องความรัก ล้วนแล้วแต่อยู่ในแพลนเขาหมด ถึงชีวิตตอนนี้ของเขาจะดูราบรื่น แต่มันก็เหมือนจะเรียบไปหน่อยจนขาดสีสันที่รอคนมาเติมเต็ม นิวถอนหายใจเมื่อเห็นตัวเองกำลังต่อแถวซื้อของไหว้สีชมพูที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อขึ้นไปไหว้พระแม่ลักษมีรอบที่ 10 ของปี ตอนนี้เขาก็อายุครบ 25 เหมือนที่หมอดูเคยบอกไว้ว่า เขาจะเจอเนื้อคู่ แต่ทำไมชีวิตเขาตอนนี้มันช่างโดดเดี่ยว ต่อให้เขาต้องรับเคราะห์ก่อนเจอเนื้อคู่ตามคำทำนาย ตอนนี้เขาก็อยากจะรับเคราะห์นั้นให้ไว ๆ ซะเหลือเกิน "ปี๊นปี๊นนน" "โอ๊ย" ไม่ทันได้ระวัง นิวเผลอเหม่อลอยคิดอะไรเรื่อยเปื่อยตอนออกจากร้านสะดวกซื้อทำให้โดนรถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว เขาล้มลงที่พื้นพร้อมกับของที่กระจาย "คุณเป็นอะไรไหม" ชายร่างสูงคิ้วเข้มรีบวิ่งเข้ามาช่วยนิวที่นั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ที่พื้น พร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเลือดที่มือของเขา "ขอผมดูหน่อยนะครับ ผมชื่อ ไป๊ป เป็นหมอ ER โรงพยาบาลตรงนี้"FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... At 25, I Met YouPen Name : Mellumi What does a person depend on to make it through each day—a family, a significant other, or perhaps an artist? None of those describe New. He puts his faith in fortune tellers instead. His daily horoscope, the colors he wears, his work schedule, and even his romantic life are all carefully guided by their predictions. At first glance, New’s life seems to be going perfectly, yet it feels strangely dull, as though it is missing the spark someone could bring into it. He lets out a sigh when he realizes he is standing in line at a convenience store, buying pink offerings for his tenth consecutive year of worshiping Goddess Lakshmi. He is now twenty-five, exactly as the fortune teller predicted—and this is the year he is supposed to meet his soulmate. So why does he feel so alone? The prophecy warned that misfortune would come before he met his destined partner, and although New is willing to endure it, he hopes it will pass as quickly as possible. “Beep beep!” “Ouch!” Distracted by his thoughts as he stepped away from the convenience store, New failed to notice a motorcycle approaching and was struck. He crashed to the ground, sending his belongings skidding in every direction. “Are you okay?” A tall man with striking dark brows hurried over to help. As New sat on the pavement, the stranger gently wiped the blood from his hand with a handkerchief. “Let me take a look. My name is Pide. I’m an ER doctor at this hospital.”FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... เจี๊ยบตัดยางเราทำไมนามปากกา : waterlily (วอเตอร์ลิลลี่) พีเจ เป็นลูกชายไร่องุ่นชื่อดัง วันนึงแม่ให้พีเจไปรับผู้ชายคนนึงชื่อ เลออน ให้เข้ามาทำงานที่ไร่องุ่นของเขา เขาไม่เข้าใจแม่ที่ให้เลออนมาอยู่ที่นี่ พอได้มาใช้ชีวิตด้วยกัน จากที่พีเจต่อต้านและกลั่นแกล้งเลออนสารพัด ก็กลับเผลอยิ้มทุกครั้งเวลาเห็นเจ้าตัวเล็กที่อยู่ด้วยทุกวันทำอะไรที่เขาเอ็นดู แต่มารู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว เมื่อน้องของพีเจที่ชื่อว่า ภีม หนุ่มตี๋ตัวสูงได้เสนอตัวเข้ามาเดินหน้าจีบเลออน และนี่คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของพีเจที่เห็นตัวเองและน้องชายจีบคนคนเดียวกัน เลออนเจ้าตัวเล็กอยากกลับบ้านทุกวัน แต่พ่อแม่สั่งให้อยู่ที่ไร่องุ่นไปก่อน เพราะที่บ้านมีปัญหา ในช่วงค่ำคืนที่มืดแต่ยังมีแสงสว่างอยู่ตามต้นไม้ พีเจเห็นเจ้าตัวเล็กนั่งร้องไห้ เจ้าตัวรีบเดินเข้ามาหาและจ้องหน้าที่มีน้ำตาไหลเปื้อนเต็มไปหมด แล้วพีเจเองก็สวมกอดเลออน การที่เลออนคิดถึงบ้านอยู่และร้องไห้แต่ตอนนี้พีเจได้ทำให้เลออนกลับยิ้มขึ้นมา เพราะหลังจากที่เขาได้ปลอบเลออน เขาก็แกล้งเจ้าตัวเล็กต่อ เพราะรู้ว่าเจ้าตัวจะทำให้น้องเปลี่ยนจากร้องไห้กลับมายิ้มได้อีกครั้ง เลออนใจเต้นและเริ่มรู้สึกดีที่ได้มีคนที่ชื่อพีเจอยู่ข้างกันFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Why did Jeab cut my tires?Pen Name : waterlily PJ is the son of a well-known vineyard owner. One day, his mother asks him to bring Leon to work on the family vineyard, though PJ cannot understand why she wants the boy there. At first, PJ picks on Leon and makes his life difficult. But as they spend more time together, PJ catches himself smiling whenever Leon does something that stirs his affection. By the time he recognizes his feelings, however, it may already be too late. PJ’s younger brother, Peem—a tall and striking man—begins courting Leon, creating the greatest conflict PJ has ever faced as the brothers compete for the same person. Leon longs to return home each day, but his parents insist that he remain at the vineyard because of troubles in their household. One night, beneath the dim glow of the trees, PJ finds Leon crying. He hurries to him, looks into his tearful face, and pulls him into a comforting embrace. Determined to chase away Leon’s homesickness, PJ keeps teasing him after reassuring him, knowing he can bring another smile to the boy’s face. Leon’s heart begins to flutter, and he slowly realizes how happy he feels whenever PJ is beside him.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... Post-itนามปากกา : มะเขือเทศเสียงเกมดังลอดผ่านกำแพงมาตั้งแต่หัวค่ำ ไม้ พยายามข่มตานอนจนเกือบตีสาม แต่เสียงหัวเราะจากห้องข้าง ๆ ก็ยังไม่เบาลง สุดท้ายจึงเขียนโพสต์อิทแปะไว้หน้าห้อง “ถ้าจะเล่นเกมถึงดึก รบกวนเบาเสียงลงหน่อยนะครับ” เช้าวันต่อมา ภีม เห็นข้อความนั้น จึงซื้อขนมถุงหนึ่งแขวนไว้หน้าห้องข้าง ๆ “ขอโทษสำหรับเมื่อคืนครับ” เย็นวันนั้นไม้กลับมาเห็นถุงขนม ความหงุดหงิดหายไปแทบหมด ก่อนเขียนโพสต์อิทตอบกลับ “รับคำขอโทษครับ ขนมอร่อยมาก” เช้าวันต่อมา ขนมอีกถุงถูกแขวนกลับมา “ถ้าอร่อย งั้นถือว่าเป็นค่าปรับครับ” จากนั้นขนมหนึ่งถุงก็แลกกับโพสต์อิทหนึ่งแผ่น จนทั้งคู่เริ่มจำได้ว่าอีกคนชอบอะไร และเผลอรอข้อความจากคนที่ไม่เคยเห็นหน้า จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ประตูสองบานเปิดออกพร้อมกัน มือที่กำลังจะหยิบถุงขนมหยุดชะงัก สายตาของทั้งคู่สบกันเป็นครั้งแรก ไม่มีโพสต์อิท ไม่มีถุงขนม และไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา มีเพียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้เหตุผล เพราะคนที่คุ้นเคยที่สุดตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา… กลับเป็นคนที่เพิ่งได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรก และบางที…การตกหลุมรักใครสักคน อาจเริ่มต้นจากโพสต์อิทแผ่นหนึ่งก็ได้FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Post-itPen Name : มะเขือเทศ Since early evening, the muffled sounds of video games had drifted through the walls. Mye tried to fall asleep, holding out until nearly three in the morning, but the laughter from the neighboring room never seemed to end. At last, he wrote a note and stuck it to the door: “If you’re going to keep gaming this late, could you please lower the volume?” The next morning, Peem found the message and hung a bag of snacks on the door. “Sorry about last night.” When Mye came home that evening, he spotted the bag, and most of his irritation melted away. He left a note in return: “Apology accepted. The snacks were delicious.” The following morning, another bag was waiting. Its note read, “If they were that good, then think of them as a fine.” After that, snacks and sticky notes began passing between their doors. Before long, they remembered each other’s favorite treats and found themselves looking forward to messages from someone they had never even seen. Then, one morning, both doors opened at exactly the same time. The hand reaching for the snack bag stopped in midair. Their eyes met for the first time. There were no notes, no snacks, and no words—only two hearts suddenly beating faster for reasons neither could explain. Because the person they had come to know best over the past week… was someone they were meeting for the very first time. And maybe falling in love with someone begins with nothing more than a single sticky note.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ 6 หนุ่ม “GELBOYS 2”ที่จะชวนทุกคนเม้าแฟ่ดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของ 6 หนุ่ม จนทำให้ทุกคนยิ้มไม่หุบ ( “GELZBABY” เติมเต็มความสดใส ) หลังจากได้มีน้องใหม่เพิ่มเข้ามาอย่าง “ภีม - ไม้” ก็เลยอยากรู้ว่าความรู้สึกของพี่ ๆ มีต่อน้อง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง โดยเริ่มจากคนแรก “นิว” บอกว่า “ภีม” เป็นน้องรักเลยล่ะ นี่คือเด็กปั้นของพี่ ๆ ทุกคน แล้วน้องเขาบริสุทธิ์สุด ๆ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น มองตาใสเลย ส่วน “ไม้” ก็เป็นเด็กฉลาด มีเสน่ห์กันคนละแบบกับ “ภีม” ต่อมาสำหรับ “ไป๊ป” เล่าว่าน้องทั้งสองคนมีคาแรกเตอร์ที่สวนทางกันมาก เวลาทั้งคู่อยู่ด้วยกันก็สนุกดี เหมือนได้เติมเต็มกันและกัน และ “พีเจ - เลออน” ได้เสริมอีกด้วยว่า ถ้ามองดี ๆ น้องทั้ง 2 คนจะมีความเป็นพวกเรา (ไป๊ป-นิว , พีเจ-เลออน) สูงมาก แต่เพราะพวกเราได้มีน้องจึงโตขึ้น แต่ความเป็นเด็กของพวกเราก็ไปโผล่อยู่ในตัวน้อง ๆ แทน เหมาะกับการเป็น ‘เจลเบบี้’ ที่สุด และในส่วนของเด็ก ๆ อย่าง “ภีม - ไม้” ก็เล่าว่าพี่ ๆ ทั้ง 4 คนดูแลดีมาก ๆ ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน อบอุ่น และไม่มีใครดุหรือแกล้งเลย เรียกได้ว่าหนุ่ม ๆ GELBOYS ทั้ง 6 คนรักกันแบบเริ่ด ๆ เลยล่ะ[ เซ็ตคำถามพิเศษ : ปักเมนปักใจคนนี้ใช่เลย ]( คิดว่าใครคือเหนือเมนของคุณ ? ) “เลออน” ชี้ “ไม้” เพราะรู้สึกว่าคาแรกเตอร์ของน้องคล้ายกับตัวเขา ต้องอ่อนโยนทุกครั้งที่เล่นด้วย อีกทั้งเหมือนได้เห็นตัวเอง เพราะน้องเคยเป็นนายแบบมาก่อนเหมือนกับเขา เลยอยากให้น้องเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ต้องเจอสิ่งกีดขวางแบบที่เขาเคยได้เจอ เป็นความคิดที่น่ารักจับใจจูสุด ๆ ส่วนคนอื่น ๆ ก็เลือกที่จะตอบตัวเอง แต่ก็มี “ไป๊ป” ที่ชี้ “นิว” โดยเหตุผลคือ เขาเพิ่งออกเพลงหล่ออนิเมะมา ในตอนนี้ใครจะไปหล่อสู้เขา ต้องยอมเขานะเรื่องนี้( ถ้าแก๊ง GELBOYS ต้องเลือก Leader จะเลือกใคร ? ) เกือบทุกคนใจตรงกันเลือก “ไป๊ป” กันหมด เพราะพี่คนนี้เหมาะกับการเป็นผู้นำคนที่สุด พึ่งพาได้ แถมยังมีสติที่สุด ถ้าต้องพูดสคริปต์ยาว ๆ ทุกคนก็พร้อมใจจะส่งให้ “ไป๊ป” กันหมด เรียกได้ว่า ‘พี่ไป๊ปรับจบ’ แต่ก็มี “ไป๊ป , ไม้” ตอบ “นิว” โดยคำตอบของ “ไป๊ป” ตลกมากเพราะเขาแค่ขี้เกียจเป็นผู้นำแล้วเฉย ๆ ส่วน “ไม้” ก็ให้เหตุผลว่า “นิว” เป็นคนหัวไว เลยไว้ใจให้เขาเป็นผู้นำได้( ให้หนุ่ม ๆ แก๊ง GELBOYS ทำหน้าที่คิดว่าน่ารักที่สุด และให้เลือกว่าใครทำได้ดีที่สุด ? ) เรียกได้ว่าทั้ง 6 คนทำถึงมากในการทำหน้าตาน่ารัก ๆ และพอให้เลือกคนที่ทำหน้าได้น่ารักที่สุดก็เสียงเป็นเอกฉันท์ว่า “เลออน” น่ารักที่สุด และทุก ๆ คนก็เรียกหน้านี้ว่า ‘เคอร์บี้เหม็นเปรี้ยว’ ที่เป็นตัวการ์ตูนสีชมพูกลม ๆ น่ารักเหมาะสมกับ “เลออน” สุด ๆ( คิดว่าใครเป็นติ่งสายเปย์ที่สุด ? ) และเป็นอีกครั้งที่เป็นผลเป็นเอกฉันท์ เพราะทุก ๆ คนร่วมใจกันชี้ไปที่ “พีเจ” กันทั้งหมด แถม “ไป๊ป” ยังแซวด้วยว่าชื่อ ‘PJ’ นั้นย่อมาจาก ‘Pay Jing (เปย์จริง)’ ก็ไม่มีใครค้าน เพราะถ้า “พีเจ” ชอบศิลปินคนไหนคือให้ทั้งหมดเลย บัตร Re-Sale ขายเป็นหมื่นก็ซื้อ หรือต้องนั่งรถไฟฟ้าเพื่อไปรับบัตรก็ทำมาแล้ว นั่นทำให้ทุก ๆ คนแซวว่านิสัยเหมือน “บ้าบิ่น” มาก แถมยังเหมือนว่าจะบ้ากว่าอีกด้วย( ถ้าสามารถเลือกใครให้มาเป็นพ่อพ่อของเรา จะเลือกใคร ? ) สำหรับคำถามนี้ “ไป๊ป” เลือก “พีเจ” เพราะอิงมาจากคำตอบของข้อที่แล้วที่ว่าเดี๋ยว “พีเจ” จะได้มาเปย์ตัวเองเยอะ ๆ ส่วน “พีเจ” เลือก “ไม้” เพราะคิดว่าน้องจะเลี้ยงให้เป็นราชนิกุล สุภาพ เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ ส่วน “ไม้” เลือก “ภีม” เพราะเขาคิดว่าถ้าได้เป็นลูกของ “ภีม” ก็คงจะสนุกน่าดู นั่นทำให้ “ภีม” ก็เลือกตัวเองเหมือนกัน เพราะเจ้าตัวก็ยืนยันเพิ่มเติมว่าชอบนิสัยตัวเองตอนนี้มาก ๆ และมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนสนุก ไปต่อที่ “เลออน” เลือก “นิว” เพราะคิดว่า “นิว” จะเลี้ยงลูกเริ่ดมาก และต้องตามใจลูกแน่ ๆ สุดท้ายคือ “นิว” เลือก “ไป๊ป” เพราะพี่เขาเป็นคนที่มีของทุกอย่างในกระเป๋า จะต้องเป็นพ่อที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ มีครั้งหนึ่งที่ไปถ่ายรายการข้างนอกด้วยกัน แล้วในกระเป๋า “ไป๊ป” ก็มียาทุกประเภท สบายใจหายห่วงถ้าป่วยเป็นอะไร แต่ “ไป๊ป” ก็แอบเผยความลับว่า ‘ก็วันนั้นคุณมีแต่แปรงสีฟันด้วยซ้ำ’( เซอร์ไพรส์ของ GELBOYS ยังไม่หมด ! ) ด้วยความที่ GELBOYS2 จะเป็นมู้ดเกี่ยวกับความรักมากขึ้น เพราะจะได้เห็นความสัมพันธ์ของตัวละครที่ได้เป็นแฟนกันแล้ว และมีเด็ก ๆ ที่เป็นลูกของเหล่าพ่อพ่อมาตามหาว่าเรื่องราวของพ่อพ่อเป็นอย่างไร เพราะในอีก 30 ปีข้างหน้าที่เป็นช่วงเวลาของเด็ก ๆ นั้นพ่อพ่อได้เลิกกันแล้ว เลยจะเป็นมุมมองที่เด็ก ๆ เล่าถึงพ่อพ่อ ซึ่งก็ได้ ‘พี่โทโมะ-พี่ชิน-พี่ธามไท’ มาเล่นเป็นพ่อพ่ออีกด้วย และยังมีเซอร์ไพรส์พ่อพ่ออีก 1 คนสุดท้ายให้แฟนคลับลุ้นได้ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าทำถึงมาก !( BUS VS PJ ) “พีเจ” เล่าว่าตอนที่ถ่ายทำเครียดมาก ๆ เพราะในวันนั้น “BUS” มาถ่ายแค่ซีนเดียวกับ “พีเจ” เลย แล้วยังกดดันที่ต้องท่องแฟนชานท์ให้ครบ แถมต้องแอ็กติ้งกรี๊ด ๆ น้ำตาคลอใส่พี่ ๆ “BUS” อีก แอบอายแต่สุดท้ายก็รอดมาได้( ความในใจของ “ภีม - ไม้” ) “ภีม” บอกว่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะพวกพี่ ๆ เขาก็เป็นดาราเบอร์ใหญ่ แถมก่อนหน้านี้ก็แอบฟอล IG ของ “เลออน” อยู่แล้วด้วย ชอบพี่เขามาก ๆ พอได้มาเล่นด้วยกันก็เขินสุด ๆ ถึงแม้นี่จะเป็นการเล่นซีรีส์เรื่องแรกทำให้มีความกดดัน แต่พอทุกอย่างเข้าที่ก็เอนจอยกับพี่ ๆ เป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ได้อะไรเยอะมาก ส่วน “ไม้” ก็ตื่นเต้นมาก ๆ เช่นเดียวกัน เพราะดูซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่ซีซั่นแรก พอซีซั่นที่ 2 เราได้มาเล่นด้วยก็ดีใจมาก ๆ เป็นครั้งแรกที่ได้แสดงอะไรแบบนี้ ทั้งการร้อน การเต้น การแสดง แต่ภาพรวมทุกอย่างสนุกมาก ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้หนุ่ม ๆ “GELBOYS 2” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “GELBOYS FAN CHECK! เปิดโหมดติ่งแฟน”ในเกมนี้ทั้ง 6 หนุ่มก็เล่นกันออกมาได้แสนซน ทำให้เหล่าแฟน ๆ สนุกกันสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของหนุ่ม ๆ ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “GELBOYS 2”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “GELBOYS 2” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "GELBOYS 2 ตกอยู่ในสถานะติ่งแฟน" ทุกวันเสาร์ เวลา 21.30 น. ทางช่องวัน 31 และเวอร์ชัน UNCUT ได้ทางแอป iQIYI เท่านั้น สุดท้ายฝาก OST. ‘เพลงปักเมนแฟน (I STAN YOU) จาก PP KRIT, NEX, ONGLEE ft. GELBOYS’ และ ‘เพลงหล่ออนิเมะ จาก NEW CHAYAPAK’ ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของหนุ่ม ๆ ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ไม่ต้องย้อนเวลาเพื่อกลับไปรักกัน เพราะตอนนี้ก็รักกันสุด ๆ แล้ว ~~ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ มี่ภัทร - เอญ่า พร้อมนำความน่ารักสุดละมุน มาเติมให้จนแฟน ๆ ยิ้มตามไปกับความหวานของทั้งคู่ตลอดทั้งคืน

19 ส.ค. 2026

ไม่ต้องย้อนเวลาเพื่อกลับไปรักกัน เพราะตอนนี้ก็รักกันสุด ๆ แล้ว ~~ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ มี่ภัทร - เอญ่า พร้อมนำความน่ารักสุดละมุน มาเติมให้จนแฟน ๆ ยิ้มตามไปกับความหวานของทั้งคู่ตลอดทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 13 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “มี่ภัทร - เอญ่า” ที่มามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Sweet Addiction รสหวานเกินหยุดยั้งนามปากกา : พิ้งกี้พายหมอดูกระโดดน้ำ จะเป็นยังไง ถ้าโลกแห่งนี้มีแวมไพร์ร่วมอาศัยกับมนุษย์? เมนิต้า (มี่ภัทร) ลูกสาวคนเดียวแห่งตระกูลแวมไพร์ชั้นสูงที่หนีการหมั้นหมายเพียงเพราะไม่ชอบขี้หน้าฝั่งตรงข้าม เธอหนีมาพร้อมกับแมวสีเทาขนสลวยและเงินจำนวนหนึ่ง ด้วยความหิวจึงเข้าไปยังคาเฟ่และสั่งอาหารเพื่อประทังชีวิต ทันใดนั้นเอง ประสาทการได้กลิ่นของแวมไพร์ก็ทำให้เธอค้นพบกับหญิงสาวร่างเล็กที่ชื่อว่า แองเจิ้ล (เอญ่า) กลิ่นหอมหวานคาราเมลที่เตะจมูกเข้าอย่างจัง ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เมนิต้าพุ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดีดนิ้ว ป๊อก! เวลาได้หยุดเคลื่อนที่ กว่าจะรู้ตัว เมนิต้าก็อยู่ตรงหน้าเธอแล้ว “ฉันชื่อเมนิต้า เป็นแวมไพร์” “ห้ะ” เมนิต้าไม่พูดอะไรอีก แต่ขยับเข้าไปใกล้แองเจิ้ลกว่าเดิมจนอีกฝ่ายประหม่าและพูดว่า “เลือดเธอมันหอมหวานเหมือนคาราเมลที่เคี่ยวอย่างดี…ฉันขอดื่มได้มั้ย” แองเจิ้ลยืนอึ้งพร้อมกับพูดว่า “วอดส์” ใครจะไปคิดว่าเลือดหอมหวานในวันนั้น จะกลายเป็นดั่งยาเสพติดที่ทำให้เมนิต้าขาดแองเจิ้ลไม่ได้อีก ทั้งคู่ดำดิ่งไปกับรสชาติแสนหวานของความรักและความลุ่มหลง จนเมนิต้าลืมคิดถึงสิ่งที่ตัวเองหนีมา แล้วเธอจะทำยังไงต่อกันนะFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Sweet AddictionPen Name : พิ้งกี้พายหมอดูกระโดดน้ำ Imagine a world where vampires and humans coexist! Meet Menita (also known as Miephat), the heiress to a prominent vampire clan. She's just bolted from an arranged marriage because, frankly, she's not digging the groom. Armed with a ridiculously fluffy gray cat and a pocketful of cash, she seeks refuge in a cafe, craving some grub. Suddenly, her super-vamp senses tingle. A petite human named Angel (Aya) walks in, exuding a scent that’s pure, divine caramel. It’s enough to make Menita’s normally brown eyes flash crimson. In a blink, time freezes. Before Angel can even register what’s happening, Menita is right there. "I'm Menita, a vampire," she announces. Angel, understandably bewildered, can only muster a "Huh?" Menita, unperturbed, edges closer, making Angel’s heart race. "Your blood smells like the most perfect caramel, sweet and rich... May I have a taste?" Angel, utterly speechless, can only whisper, "Wow." Little did anyone know, that single taste would ignite an insatiable addiction. Menita found herself utterly captivated, unable to imagine life without Angel. Their world became a dizzying swirl of sweet indulgence and consuming obsession, pushing Menita’s original escape plan entirely out of her mind. So, what’s her next move in this intoxicating new reality?FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ย้อนเวลามาพบเธอนามปากกา : พี่พลัสเอ เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นท่ามกลางสายฝน ริน หญิงสาวผมยาวในเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจฝ่าถนนยามค่ำคืน เธอรีบตรงไปยังบริษัทของ เอวา คุณหนู CEO ที่เธอได้รับหน้าที่ดูแล แต่คืนนี้มีบางอย่างผิดปกติ “เอวาอยู่ไหน?” ไม่มีใครตอบได้ รินรีบขึ้นไปยังชั้นบนสุด และพบเอวายืนอยู่ริมหน้าต่าง สีหน้าของคุณหนูที่เคยสงบนิ่งกลับเต็มไปด้วยความกังวล “ริน… ฉันฝันเห็นอนาคต” “อนาคต?” เอวาหันกลับมา “อีกสามวัน ฉันจะเกิดอุบัติเหตุ และเธอจะเป็นคนที่มาถึงช้าที่สุด” รินนิ่งไป ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “งั้นฉันก็จะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น” ทันใดนั้น นาฬิกาบนผนังเริ่มหมุนย้อนกลับ เข็มนาฬิกาหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนทุกอย่างจะหยุดลง เอวาจ้องรินด้วยสายตาตกใจ “เธอ…เห็นเหมือนฉันใช่ไหม?” รินพยักหน้า “ฉันไม่ได้เพิ่งรู้จักเธอวันนี้” “หมายความว่าไง?” รินมองเธอ ก่อนตอบเสียงเบา “ฉันเคยช่วยเธอมาแล้วหลายครั้ง” “แต่ทุกครั้งที่เวลาถูกย้อนกลับ…” รินยื่นมือออกไป “เราจะลืมกัน” เอวาค่อย ๆ จับมือเธอ “งั้นครั้งนี้…อย่าลืมฉันนะ” รินยิ้ม “ไม่ลืมแน่นอน” เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้ง และการย้อนเวลาครั้งสุดท้ายของพวกเธอก็เริ่มต้นขึ้น!!FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Just in the nick of time to catch up with you!Pen Name : พี่พลัสเอ The rumble of the engine cut through the downpour as Rin, a striking woman with flowing hair, navigated the slick, darkened city streets on her reliable motorcycle. Her destination was Ava, the CEO she was tasked with protecting. But tonight, a disquiet hung in the air. "Where's Ava?" The question echoed, unanswered. Rin raced to the uppermost floor, finding Ava by the window, her usually composed features etched with a palpable anxiety. "Rin… I had a vision of the future." Ava turned, her voice trembling. "In three days, an accident will happen, and I'll be the last one to reach you." A soft chuckle escaped Rin's lips. "Then I'll make sure it doesn't." Abruptly, the wall clock's hands began to spin backward, accelerating wildly before everything froze. Ava's eyes widened in astonishment, fixed on Rin. "You… you saw it too, didn't you?" Rin offered a nod. "This isn't our first meeting." "What do you mean?" Rin met her gaze, her voice gentle. "I've been here for you before." "But each time time rewinds…" Rin extended a hand. "We forget each other." Ava’s fingers met hers. "So this time… please, don't forget me." A warm smile touched Rin's lips. "I won't." Once more, the engine roared to life, signaling the beginning of their final temporal reset!FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ส่งรักข้ามทศวรรษนามปากกา : The Hammerhead shark ‘มนัสนันท์’ ทำความสะอาดโต๊ะไม้เก่าในเรือนไทยพิพิธภัณฑ์ เธอพบลิ้นชักลับ ด้วยความเหงายามดึกจึงเขียนจดหมายสอดไว้ ‘ถึงใครก็ตามที่เคยนั่งตรงนี้... เมืองใหญ่หมุนไวเกินไป ฉันเหงาเหลือเกิน’ เช้าวันรุ่งขึ้น เธอพบกระดาษสาลายมือหมึกจีนตอบกลับ ‘ถึงแม่มนัส... หากเหนื่อยนัก จงพักเสีย ฉันคือ ‘วาด’ ผู้เคยอาศัย ณ เรือนนี้เมื่อร้อยปีก่อน’ ลิ้นชักกลายเป็นสะพานเชื่อมเวลา สองสาวโต้ตอบจดหมายกันทุกคืน คุณวาดเล่าถึงชีวิตในรั้ววัง ส่วนมนัสนันท์เล่าเรื่องโลกอนาคต ความผูกพันซึมลึกเป็นความรักข้ามกาลเวลา จนคืนหนึ่ง คุณวาดเขียนด้วยมือสั่นระริก ‘พ่อจะให้ฉันแต่งงานกับชายที่ไม่ได้รัก... คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ฉันได้อยู่เรือนนี้’ มนัสนันท์ใจสลาย รีบเขียนตอบ ‘คุณวาด... ทิ้งบางอย่างไว้ให้รู้ว่าคุณเคยมีชีวิตอยู่จริงได้ไหม’ สัญญาณขาดหาย... ลิ้นชักกลายเป็นเพียงไม้ธรรมดา มนัสนันท์ร้องไห้ลูบโต๊ะ ทันใดนั้น แสงแดดส่องกระทบขอบลิ้นชัก เผยรอยสลักรูปดอกลีลาวดีพร้อมข้อความซ่อนอยู่ ‘ถึงมนัส... หัวใจของฉันจะอยู่กับเธอเสมอ’FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Sending heartfelt wishes through the years.Pen Name : The Hammerhead shark One quiet evening, while tidying up an antique wooden table in a charming old Thai house museum, Manasanan stumbled upon a secret compartment. Feeling a pang of loneliness as the night deepened, she penned a note and tucked it away: "To whoever once called this place home... The city's hustle feels overwhelming, and I'm quite alone." The following morning, a reply, written in elegant Chinese ink, awaited her: "To Mother Manas... If you're feeling weary, please find solace. I am Wad, who resided in this very house a century ago." This hidden drawer transformed into a magical conduit, bridging the chasm of time. Night after night, the two women exchanged heartfelt letters. Wad painted vivid pictures of life within the palace walls, while Manasanan shared glimpses of the future. Their connection blossomed into a profound love that defied the boundaries of time. Then, one somber night, Wad's hand trembled as she wrote, "My father insists I marry a man I do not love... Tonight will be my final night in this home." Heartbroken, Manasanan rushed to reply, "Wad... Is there anything you can leave behind, a small token, to assure me you once graced this place?" The subtle connection flickered and died. The drawer reverted to being just an ordinary part of the table. Tears streamed down Manasanan's face as she gently caressed the wood. Suddenly, a shaft of sunlight illuminated the edge of the drawer, revealing a delicately carved frangipani flower and a whispered message: "To Manas... My heart will forever remain with you."FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ปาฏิหาริย์รักใต้แสงเหนือ (Northern Lights Romance)นามปากกา : Blue hours "ลลิล / มี่ภัทร" นักดาราศาสตร์สาวผู้เงียบขรึม เดินทางมายังสถานีวิจัยกลางขั้วโลกเหนือ เพื่อเก็บข้อมูลปรากฏการณ์แสงออโรร่า ความสงบที่คาดหวังไว้กลับพังทลายลงตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบกับ "ซัมเมอร์ / เอญ่า" ช่างภาพสาวอารมณ์ดี ผู้มาพร้อมกับรอยยิ้มสดใสและกล้องโปรตัวใหญ่ที่คอยตามเก็บภาพทุกความเคลื่อนไหวทันใดที่เห็น "สวัสดีค่ะคุณนักดาราศาสตร์! สนใจเป็นนางแบบจำเป็นให้วิวแสงเหนือข้างหลังหน่อยไหมคะ?" ซัมเมอร์ทักทายด้วยน้ำเสียงสดใสท่าทางไร้เดียงสา ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา ขณะที่ลลิลมองแล้วทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่โชคชะตาจะชอบเล่นตลก เพราะเกิดพายุหิมะกะทันหัน ทำให้ทั้งคู่ต้องติดอยู่ในบ้านพักหลังเล็กกลางทุ่งน้ำแข็งเพียงลำพังเป็นเวลาสามวันเต็ม ในค่ำคืนที่ลมพัดกระหน่ำจนไฟฟ้าดับสนิท ซัมเมอร์พยายามจุดเทียนไขเพื่อสร้างความอบอุ่น แต่ความหนาวเย็นก็ยังทำให้ตัวเธอนั้นสั่นเทา ลลิลที่นั่งเงียบมานานจึงตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้ พร้อมกับหยิบผ้าห่มผืนหนามาคลุมไหล่ให้ช่างภาพสาว "หนาวขนาดนี้ ยังจะฝืนยิ้มไหวอีกเหรอคุณช่างภาพ" ลลิลเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นครั้งแรก ซัมเมอร์เงยหน้าขึ้นสบตากับลลิลFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Northern Lights RomancePen Name : Blue hours Lalin / Miephat, a woman of quiet contemplation and a keen astronomer, journeyed to a remote polar research outpost with the sole purpose of gathering data on the magnificent aurora borealis. Her anticipation of serene solitude was instantly disrupted upon encountering Summer / Aya, a vivacious photographer whose infectious smile and professional camera seemed to capture Lalin's every move. "Hello there, Ms. Astronomer! Fancy being my spontaneous muse for a shot with the Northern Lights as a backdrop?" Summer chirped, her voice a bright contrast to the biting -20 degree Celsius air. Lalin responded with a soft sigh and a shake of her head, declining the offer. However, fate had other plans, and an unexpected blizzard soon confined them to a small cabin adrift in the icy expanse for three long days. One blustery night, as the wind raged and the power flickered out, Summer attempted to kindle a candle for warmth, but the relentless cold continued to send shivers through her. Lalin, who had remained largely silent, finally shifted closer, gently draping a thick blanket over the photographer's shoulders. "Still managing a smile despite the chill, aren't you, photographer?" Lalin teased softly, her first playful remark. Summer looked up, her eyes meeting Lalin's gaze.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ส้นสูงปักรักกลางดงมันนามปากกา : OAT5678ท่ามกลางแดดเปรี้ยง "มีมี่" หนุ่มรับจ้างขุดมันสู้ชีวิต ก้มหน้าทำงานจนหน้าเปื้อนดิน จู่ๆ "ญาญ่า" เถ้าแก่ขาโหดประจำไร่ก็เดินสับส้นสูงปรี๊ดเข้ามากลางดงมันสำปะหลัง ​"นี่นาย... ขุดได้แค่นี้เมื่อไหร่ฉันจะรวย!" ญาญ่าเตรียมอ้าปากวีนต่อ แต่จังหวะที่มีมี่เงยหน้าขึ้นมาแล้วใช้หลังมือปาดเหงื่อเปื้อนดินออก เผยให้เห็นสันกรามคมกริบตัดกับแสงแดด เถ้าแก่สาวก็ถึงกับชะงักตาค้าง ลืมบทด่าไปชั่วขณะ ​เพราะมัวแต่ตะลึงความหล่อทะลุฝุ่น ส้นเข็มเจ้ากรรมดันปักพรวดลงไปในหลุมขุดมัน ร่างของญาญ่าเสียหลักหน้าคะมำ ทว่าพริบตานั้นมีมี่ก็โยนจอบทิ้ง พุ่งตัวเข้ามารับร่างเถ้าแก่ไว้ในอ้อมแขนได้อย่างนุ่มนวล พอสบตาซื่อๆ ของลูกจ้างหนุ่มในระยะประชิด ญาญ่าก็หน้าแดง ใจเต้นตึกตัก รีบผลักตัวเขาออก แกล้งทำเสียงดุ "นี่นายกล้าดียังไงมาถูกตัวฉัน! แล้วหน้าซีดแบบนี้ เดี๋ยวก็เป็นลมตายพอดี!"​ พูดจบเธอก็แย่งจอบมีมี่ไปโยนทิ้ง พร้อมยัดแก้วชานมไข่มุกใส่มือเขา "อะ...อะนี่! ฉันซื้อมาเกินหรอกนะ! รีบกินให้หมดจะได้มีแรงขุดต่อ!" เถ้าแก่เดินเขย่งส้นสูงหนีไปอย่างไว ปล่อยให้มีมี่ยืนงงกอดแก้วชามุก... สรุปนี่มาตรวจงาน หรือตั้งใจเอาชามุกมาส่งกันแน่เนี่ย!FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… High heels embroidered with love in the middle of a thicket.Pen Name : OAT5678 Under the relentless glare of the sun, Mimi, a young man whose life revolved around the back-breaking task of digging cassava, toiled away. His face, streaked with grime, was perpetually bowed over his work. Suddenly, the formidable Yaya, the overseer of the cassava farm, made a dramatic entrance, her high heels sinking into the very earth she commanded. "Hey you!" she boomed, her voice laced with impatience. "When am I ever going to strike it rich if you only manage to dig this little?" Just as Yaya was about to unleash a torrent of her displeasure, Mimi looked up, wiping a bead of sweat from his brow with the back of his hand. The sunlight caught the sharp angles of his jaw, creating a striking contrast that momentarily halted Yaya in her tracks. Forgetting her scolding, she was captivated. In her stunned state, her stiletto heel found a soft spot, plunging into a cassava hole and sending her wobbling precariously. Without missing a beat, Mimi dropped his hoe and, with surprising agility, caught the flustered boss in his arms. Eyeing him up close, his innocent gaze meeting hers, Yaya felt a blush creep up her neck, her heart doing a frantic drum solo. She quickly pulled away, attempting to regain her composure with a feigned sternness. "How dare you touch me! And look at that sickly complexion – you'll pass out!" With that, she snatched Mimi's shovel, tossed it aside, and thrust a bubble tea into his hand. "Here, take it! I bought way too many. Drink it up so you'll have the energy to keep digging!" Yaya then scurried off on tiptoe, leaving Mimi utterly perplexed, cradling the bubble tea. Was she here to check on his progress, or was this elaborate gesture just a disguised gift?เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “มี่ภัทร - เอญ่า”ที่มาเล่าเรื่องราวน่ารัก ๆ ให้แฟนๆ ชาว Plus A ฟัง จนอดใจไม่ไหวที่จะยิ้มตามไปกับทุกคำพูดของสองสาว( Plus A คือชื่อด้อมของเรา ! ) ชื่อด้อม “Plus A” มีที่มามาจากส่วนผสมของ “มี่ภัทร - เอญ่า” ที่มี Plus (+) A เข้ามาร่วมด้วย ซึ่ง A มีทั้งหมด 5 ตัว คือ Aya , Aura , Alpha , Apex และ All ซึ่งแต่ละตัวก็มีความหมายที่สื่อถึงทั้งคู่ด้วย โดยตอนแรกจะให้แฟนคลับช่วย ๆ กันคิดชื่อด้อมมาเสนอ แต่ “มี่ภัทร” โพสต์เกี่ยวกับ 5A แล้วแฟนคลับชอบมาก เลยได้ข้อสรุปเป็นชื่อด้อมนี้ในที่สุด( สไตล์ที่คล้ายกันแต่ก็แตกต่าง ) “มี่ภัทร - เอญ่า” มีไลฟ์สไตล์ การแต่งตัว หรืออาหารการกินก็คล้ายกันไปหมด ทั้งคู่เล่าว่า มีเสื้ออยู่ตัวหนึ่งที่เป็นเสื้อคาร์ดิแกนสีครีมเหมือนกัน แต่เวลาหยิบมาแต่งตัวก็แมทช์กันออกมาได้เป็นคนละสไตล์อยู่ดี ทางรายการจึงมีคำถามมาว่า ถ้าต้องไปเดทด้วยกัน จะแต่งตัวให้อีกฝ่ายยังไง โดยเริ่มที่ “เอญ่า” บอกว่าตัวเองรู้ใจว่า “มี่ภัทร” ชอบใส่อะไรที่สบายตัว ดังนั้นจะเลือกให้ใส่กางเกงยีนส์ทรงแบ็กกี้ และใส่กับเสื้อแจ็คแก็ตคล้าย ๆ กับลุควันนี้ ส่วน “มี่ภัทร” อยากเปลี่ยนลุคให้ “เอญ่า” โตขึ้นออกแนวเซ็กซี่ให้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะ “มี่ภัทร” ชอบลุคแบบ “รัณ” มาก ๆ แต่แต่งตัวสไตล์ปกติแบบนี้ที่ “เอญ่า” ชอบก็โอเค เอาที่เขาชอบดีกว่า( คนหนึ่งเร็ว คนหนึ่งช้า ) มีหลาย ๆ คนบอกว่า “มี่ภัทร” ชอบทำอะไรช้า ๆ ส่วนฝั่ง “เอญ่า” ชอบทำอะไรเร็ว ๆ แต่ทั้งคู่ก็เถียงกลับมาว่าจริง ๆ แล้วเป็น “มี่ภัทร” เองที่เร็ว และ “เอญ่า” เป็นคนที่ช้าเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่กำลังถ่ายทำซีรีส์และซีนนั้นทีมกำกับบอกให้คีพโรลได้เลย ถ้า “เอญ่า” จะร้องไห้ตอนไหนก็แสดงออกมาได้เลย ทีนี้น้องก็นั่งนิ่ง ๆ ไปพักหนึ่งแล้วจู่ ๆ ก็หันมาถามว่า ‘พร้อมถ่ายหรือยังคะ’ กลายเป็นว่า “เอญ่า” บอกว่าหูดับในช่วงที่ทีมกำกับบอกว่าคีพโรล แต่ด้วยความที่เขากำลังอินกับตัวละครอยู่เลยไม่รับอะไรแล้ว และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ “เอญ่า” กินข้าวช้ามาก ๆ และ “มี่ภัทร” เป็นคนที่กินข้าวเร็ว แต่มันก็เป็นข้อดีที่ทำให้ได้มีเวลามองหน้าเขาแทน[ เซ็ตคำถามพิเศษ : แม่จ๋าหนูมาแล้ว ]( ถ้าต้องจินตนาการว่า “เอญ่า” เป็นแม่ จะเป็นแม่สายไหน ? ) “มี่ภัทร” บอกว่า ยังไง “เอญ่า” ก็ต้องเป็นแม่ที่ตามใจลูก และไม่ลืมที่จะแต่งตัวแมทช์กับลูก ตามใจลูกทั้งหมด ถ้าลูกทำผิดก็จะไม่ดุ เพราะ “เอญ่า” ก็ดุใครไม่เป็นด้วย แถมเขายังไม่เคยโกรธใคร ขนาด “มี่ภัทร” ลองแกล้งแหย่เล่นให้โกรธก็ยังไม่โกรธกันเลย เผลอ ๆ “เอญ่า” ก็จะเป็นคนมาง้อเราด้วย( คิดว่า “มี่ภัทร” เป็นตัวแม่ในเรื่องอะไรบ้าง ? ) สำหรับ “เอญ่า” มองว่า “มี่ภัทร” เป็นตัวแม่ในการวางแผน เพราะเวลาจะไปไหนด้วยกันก็จะวางแผน หาสถานที่ หาร้านอาหารให้ตลอด จัดการให้ทั้งหมดเลย จน “เอญ่า” มีหน้าที่จ่ายอย่างเดียว แต่ก็มีสลับกันเลี้ยง สลับกันจ่ายบ้างในบางมื้อ( ถ้าทั้งสองคนได้เลี้ยงสัตว์เป็นลูกด้วยกัน จะเลี้ยงอะไร ? ) “มี่ภัทร - เอญ่า” บอกว่าจะเลี้ยง ‘วาฬมีเขา’ ซึ่งมาจากส่วนผสมของ ‘วาฬและยูนิคอร์น’ ที่เป็นตัวแทนของทั้งคู่ โดยน้องอาจจะเป็นครึ่งบกครึ่งน้ำ ใช้ครีบในการบิน และถ้าให้ตั้งชื่อ ก็จะตั้งชื่อว่า “ยูนิวาฬ” แต่ถ้าออกอินเตอร์ ๆ หน่อยก็จะเป็น “Uniwhale”( ความคิดถึงส่งไปให้พี่เลเน่และน้องรัณ ) ซีรีส์เรื่องนี้ “เอญ่า” รับบท “รัณ” เล่าว่าคิดถึงทุกโมเมนท์ในกองถ่าย เพราะตอนอยู่ในกองถ่ายอบอุ่น และสนุกมาก ๆ แถมยังท้าทายกับการรับบท “รัณ” สุด ๆ เพราะมีอารมณ์ดราม่าเยอะมาก ๆ แต่ในชีวิตจริงเราไม่ได้มีอารมณ์นี้เท่าเขา และเรื่องนี้ยังได้เป็นนักแสดงหลักเรื่องแรกด้วย ทุกอย่างมันยากมาก ๆ ได้มีการ Workshop แถมได้คุยกับพี่นักเขียน ทีมผู้จัดและผู้กำกับกันโดยตลอด คุยกันเรื่องการไต่ระดับอารมณ์ในซีนงานศพว่าจะเสียใจมากน้อยแค่ไหน พอได้อยู่ในซีนสถานการณ์จริง ๆ แล้วก็เหมือนว่า “เอญ่า” รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เลย ส่วน “มี่ภัทร” ก็คิดถึงบทบาท “เลเน่” มาก ๆ เช่นเดียวกัน เพราะตัวเขามีหลากหลายอารมณ์ เขาเหมือนลูกสาวมาเฟียที่เสียใจแต่ไม่แสดงออก ถ้าใครอยากรู้ก็ต้องเดาอารมณ์เอาเอง “มี่ภัทร” ทำการบ้านเกี่ยวกับตัวละครนี้เยอะมาก เพราะการแสดงออกทางอารมณ์มันขัดแย้งกันมาก ๆ ที่โกรธแต่ทำสายตาโหยหา เรียกได้ว่ายากมาก ๆ ช่วงนั้นผ่านมาได้คือตัวเองเก่งสุดยอด แถมยังมีฉากบู๊ที่ได้เรียน 2 วันเต็ม ๆ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ฮึดสู้ พอได้เห็นผลงานในวันนี้ทั้งคู่ก็ดีใจมาก ๆ( Love Scene สุดเขิน ! ) พูดถึง Love Scene ของเรื่องนี้คือตามสไตล์ของ MeMindY เลย แต่เรื่องนี้ทีมผู้กำกับก็รับฟังความคิดเห็นของ “มี่ภัทร - เอญ่า” ว่าจะเล่นแบบไหน แต่ตอนที่คุยกันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเล่นยังไง พอได้ไปดูหน้าเซ็ตถึงนึกภาพตามออก เป็นกึ่ง ๆ การ Improvise ในซีนนั้น เพราะทีมก็มีการพูดคุยกันมาแล้วว่าซีนนี้อยากได้ Mood แบบไหนหรือเล่นแบบไหน “มี่ภัทร - เอญ่า” ก็จะลองเล่นกันให้ทีมดูก่อน ถ้าโอเคแล้วก็เล่นจริงแบบนั้นเลย ตอนที่เล่นซีนพวกนี้ก็เขิน เขินตั้งแต่ตอนซ้อมจนถึงตอนถ่ายทำจริง แม้ว่าตอนซ้อมจะเขินมาก ๆ แล้ว แต่ตอนถ่ายทำจริงก็เขินมากกว่าเดิมอีก( บทบาทในอนาคตที่อยากเล่น ) ในอนาคต “มี่ภัทร” อยากเล่นแนวแฟนตาซีบ้าง อย่างแวมไพร์ หรือจะเล่นบทคนธรรมดาปกติเลยก็ได้ เพราะอย่าง “เลเน่” เองเขาก็จะใส่ส้นสูงตลอดเวลา แถมยังขรึมมาก ๆ “มี่ภัทร” เลยอยากปล่อยตัวสบาย ๆ เป็นคนธรรมดาทั่วไปดูบ้าง ส่วน “เอญ่า” เองก็อยากได้เล่นแนวที่ฉีกออกจากตัว “รัณ” เหมือนกัน อยากลองแบดขึ้น เอาแต่ใจ หรืออาชีพที่น่าสนใจมากขึ้นอย่างหมอ หรือตำรวจ( ถ้าได้ย้อนเวลากลับไปในวันแรก จะพูดว่าอะไร ? ) สำหรับ “มี่ภัทร” จะพูดกับ “เอญ่า” ในทันทีว่า ‘อีก 3 ปีเตรียมเจอกันเลย’ เพราะทั้งคู่เคยได้เจอกันมาก่อนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แถมช่วงปีใหม่ “เอญ่า” ก็ยังทักมา Happy New Year กันอยู่เลย จนซีรีส์เรื่องนี้เปิดแคสนักแสดงจนได้กลับมาเจอกันจริง ๆ อีกรอบ นั่นทำให้ “เอญ่า” บอกว่าถ้าได้พูดกับ “มี่ภัทร” ในตอนนั้นก็คงพูดว่า ‘เชื่อว่ายังไงเราก็จะได้เจอกันอีก’ นั่นทำให้ “มี่ภัทร” แซวว่าหรือนี่คือเหตุผลที่ “เอญ่า” มาขอ Instagram ของ “มี่ภัทร” ในวันนั้นใช่มั้ย ทำเอา “เอญ่า” เขินจนพูดไม่ออกเลย( เพลงประกอบซีรีส์จากเสียงน่ารัก ๆ ของทั้งคู่ ) “มี่ภัทร - เอญ่า” ได้มาร้องเพลงประกอบให้ซีรีส์เรื่องนี้ด้วย โดย “มี่ภัทร” เล่าว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ร้องเพลงจริงจังขนาดนี้ เพราะเสียงตัวเองค่อนข้างเล็ก ทำให้ไม่ค่อยมั่นใจในเสียงตัวเองสักเท่าไหร่ แต่ “เอญ่า” ก็คอยให้กำลังใจ และช่วยประสานเสียงจนผ่านกันมาได้และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “มี่ภัทร - เอญ่า” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “อดีต ปัจจุบัน อนาคต เธอรู้ไหม? ฉันชอบที่เธอ ...”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆสามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “มี่ภัทร - เอญ่า”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “มี่ภัทร - เอญ่า” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “Love Beyond Dreams Series เพื่อเธออีกครั้ง” ดูได้ทาง YouTube : MemindY Official และเวอร์ชัน UNCUT ทางแอป iQIYI และสุดท้ายฝากเพลง ost. ของทั้งสองอย่างเพลง "เริ่มต้นใหม่ (Reset)" ที่ร้องคู่กัน และเพลง "เพื่อเธอ (Once Again)" ที่ร้องโดยเอญ่า ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เล่นเกมได้อันดับที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ทั้งคู่ก็เป็นอันดับที่หนึ่งในใจของกันและกันเสมอ ! “แม็กกี้ - บาส” มาบุกสตู EFM FANDOM LIVE จนทำให้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะตลอดทั้งคืน

11 ส.ค. 2026

เล่นเกมได้อันดับที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ทั้งคู่ก็เป็นอันดับที่หนึ่งในใจของกันและกันเสมอ ! “แม็กกี้ - บาส” มาบุกสตู EFM FANDOM LIVE จนทำให้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะตลอดทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 6 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “แม็กกี้ - บาส” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... สวัสดีครับคุณแผ่นเสียงของผมนามปากกา : def_mx บาส เด็กหนุ่มผู้ชื่นชอบในการฟังเพลงและแผ่นเสียง เค้ามักจะไปเดินหาร้านแผ่นเสียงในวันหยุดและวันนี้เค้าได้บังเอิญเจอร้านแผ่นเสียงร้านนึงที่มีมุมเล็ก ๆ ให้นั่งพักผ่อน เค้าจึงตัดสินใจเดินก้าวเข้าร้าน แต่ทว่าฝนก็ตกลงมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดและมันทำให้บรรยากาศภายในร้านเย็นสบาย บวกกับมีเสียงเพลงคลอเบา ๆ ทำให้บาสเคลิ้มหลับไป แม็กกี้ กลับมาก็เจอบาส หลับอยู่ที่โซฟาข้างหน้าต่าง แม้ตอนนี้จะเลยเวลาปิดของร้านไปนานแล้ว บาสก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น และแม็กกี้ก็ไม่คิดที่จะปลุกเค้า นั่งมองบาสหลับอยู่นานนับชั่วโมง คิดถึงสายตาที่เป็นประกายในเวลาที่บาสเล่าถึงสิ่งที่ชอบ ทั้งคู่บังเอิญเจอกันในร้านแผ่นเสียงแห่งนึงเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว เค้าทั้งคู่สนทนากันจึงทำให้รู้ว่าทั้งสองชอบหลาย ๆ อย่างคล้ายกัน ตึ๊ง! มีเสียงข้อความจากโทรศัพท์ บาสจึงก้มมองจอและรีบวิ่งออกจากร้านไปโดยที่ไม่ได้ขอคอนแทคไว้ หลังจากนั้นแม็กกี้ก็ไม่ได้เจอกับบาสอีกเลย นั่นจึงทำให้เแม็กกี้ตัดสินใจเปิดร้านแผ่นเสียงเป็นของตัวเองเพื่อหวังว่าวันนึงจะได้เจอกับบาสอีกครั้ง และวันนี้เค้าก็ได้เจอบาสและเค้าจะไม่ปล่อยให้โอกาสครั้งนี้หลุดหายไปอีกแล้ว “สวัสดีครับคุณแผ่นเสียงของผม”FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Hello, my record!Pen Name : def_mx Bas, a young man with a deep love for music and vinyl, habitually hunts for record shops during his free time. Today, his wanderings led him to a charming establishment boasting a cozy, tranquil nook, so he decided to step inside. As if on cue, a downpour began, lending the interior a wonderfully cool and inviting ambiance. The gentle melodies drifting from the speakers soon had Bas lost in a blissful daze. Maxky returned to discover Bas sound asleep on a sofa near the window. Though the shop was long past its closing hour, Bas remained deeply slumbering, and Maxky chose not to disturb him. He spent hours simply watching him, recalling the vibrant spark that ignited his eyes whenever he spoke of his passions. Their paths had crossed serendipitously five months earlier, also within the hallowed halls of a record store. Their initial chat quickly revealed a remarkable alignment of interests. Suddenly, a notification pinged on Bas's phone. He briefly checked the screen and then bolted from the store, leaving without a word or any way to reconnect. Maxky never laid eyes on Bas again after that day. This bittersweet memory is precisely why he eventually opened his own record shop, harboring a quiet hope of one day crossing paths with him again. And now, here he was, and he was determined not to let this moment slip through his fingers. "Hello, my record," he whispered.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... แบบบ้านที่ลงตัวนามปากกา : Phaploysirin แม็กกี้ สถาปนิกรุ่นพี่ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบและไม่เชื่อเรื่องฮวงจุ้ย แต่ต้องร่วมออกแบบบ้านตัวอย่างกับ บาส หมอดูฮวงจุ้ยรุ่นน้อง “ประตูควรขยับอีกนิดครับ” บาสยิ้ม “เสียสัดส่วน” แม็กกี้ตอบทันที ทั้งคู่เถียงกันแทบทุกวัน แต่แบบบ้านกลับสมบูรณ์ขึ้น เพราะต่างคนต่างเติมสิ่งที่อีกฝ่ายมองข้าม วันส่งงานเจ้าของโครงการเอ่ยชมว่า “บ้านหลังนี้อบอุ่นกว่าทุกแบบที่ผ่านมา” หลังทุกอย่างเสร็จสิ้น ทั้งคู่ยืนมองบ้านหลังนั้นข้างกัน แสงเย็นทอดผ่านชายคา กระดิ่งลมไม้ไหวแผ่ว “ตอนแรกผมนึกว่าเราคงทำงานด้วยกันไม่ได้” บาสพูด “ผมก็คิดแบบนั้น” แม็กกี้หัวเราะ ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง “แต่สุดท้าย บ้านหลังนี้ก็สมบูรณ์แบบกว่าที่คิด” บาสพยักหน้า “เพราะต่างคนต่างยอมขยับคนละนิดมั้งครับ” แม็กกี้มองบ้านก่อนเอ่ยเบา ๆ “บางทีบ้านที่อบอุ่น ไม่ใช่บ้านที่สมบูรณ์แบบ แค่มีคนที่อยากสร้างมันไปด้วยกันก็น่าจะพอ” บาสยิ้มโดยไม่ตอบ มีเพียงเสียงกระดิ่งลมที่ดังแผ่ว ราวกับบอกว่าบ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่บ้านตัวอย่างอีกต่อไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีใครสักคนให้เดินกลับมาหาFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... A perfect house designPen Name : Phaploysirin Maxky, a seasoned architect who prided himself on logic and dismissed feng shui as hocus pocus, found himself reluctantly paired with Bas, a younger feng shui devotee, to craft a model home. Bas, with a gentle smile, suggested, “A little nudge for the doorway, perhaps?” Maxky, ever the pragmatist, immediately countered, “It’s completely out of proportion!” Their days were a symphony of playful disagreements, yet, through their constant back-and-forth, the house design blossomed, each filling in the gaps the other missed. On the grand unveiling, the project owner beamed, declaring, “This home feels so much more inviting than any we’ve built before.” Later, the project wrapped, Maxky and Bas stood shoulder-to-shoulder, admiring their creation. The afternoon sun dappled through the eaves, while wooden wind chimes whispered a gentle melody. “Honestly, I wasn’t sure we’d pull it off together,” Bas admitted. Maxky chuckled, “Me neither!” A comfortable silence settled between them. “But in the end,” Bas continued, “this house turned out even better than we’d hoped.” Maxky nodded. “Perhaps it’s because we both softened our edges a bit.” He then mused, gazing at the house, “Sometimes, a truly welcoming home isn't about being flawless; it's about having someone to share the journey of building it.” Bas offered a quiet smile in response. The soft chime of the wind chimes seemed to hum a tune, hinting that this dwelling was no longer just a showcase, but the promise of a place to call home.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... รักสุกงอม...พร้อมเก็บเกี่ยวนามปากกา : F.Socute "เหนือ" นักศึกษาเกษตรจบใหม่ สอบติดเกษตรอำเภออย่างที่ตั้งใจ หลังเคยบนยอดเขาคิชฌกูฏไว้ว่า หากสอบติดจะเดินเท้าขึ้นไปแก้บน ทั้งที่คนส่วนใหญ่จะนั่งรถโฟวิลขึ้นไปกัน แล้วดันเลือกขึ้นเวลากลางคืนจนลื่นตกเขา โชคดีได้ "เสือ" เจ้าของสวนทุเรียนหมอนทองชื่อดังแห่งจันทบุรีช่วยไว้ พร้อมบ่นหน้าตายว่า "บนทั้งที...ทำไมไม่เลือกกลางวัน...ไม่รักชีวิตเล้ยยย" ทั้งคู่คิดว่าคงไม่เจอกันอีก จนวันแรกของการรับราชการ เหนือกลับได้รับพื้นที่ดูแลที่มีสวนของเสืออยู่พอดี เจ้าของสวนจอมกวนคอยแหย่เกษตรอำเภอหน้าใหม่ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ส่วนเหนือก็แพ้ทางคนปากร้ายแต่ใจดี จนชาวบ้านทั้งอำเภอลุ้นให้เป็นแฟนกัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ทั้งคู่ต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตโรครากเน่า เพลี้ย ศัตรูพืช ภัยแล้ง ราคาทุเรียนตก และพ่อค้าคนกลางที่เอาเปรียบชาวสวน จากคู่กัดกลายเป็นคู่คิด จากคนช่วยชีวิตกลายเป็นคนที่อยากใช้ชีวิตด้วยกัน และเหนือก็ได้รู้ว่าพรที่สมหวังที่สุด ไม่ใช่การสอบติดราชการ แต่คือการได้พบ "เสือ" ผู้ทำให้หัวใจของเขาสุกงอม... หวานยิ่งกว่าหมอนทองในสวนFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Love has ripened...ready to be harvested.Pen Name : F.Socute Freshly minted agricultural graduate Nuea, true to his word, aced his civil service exam. He'd pledged to conquer Khao Khitchakut mountain on foot if he passed – a feat most folks opt out of, preferring a 4x4 ride. His chosen ascent? The dead of night. Predictably, he took a tumble down the slopes. Fortune, however, smiled upon him in the form of Suea, the charismatic owner of a renowned durian plantation in Chanthaburi. Suea, with a gruff but caring tone, chided him, "Why not pick daylight for your solemn promises? You're not exactly cherishing that life of yours!" Both men, in that moment, believed their paths would diverge forever. Fate, however, had other plans. On Nuea's very first day on the job, he was assigned to the very district housing Suea's famed orchard. The playful orchard owner couldn't resist teasing the new agricultural officer during his site visits, and Nuea found himself utterly charmed by Suea's sharp wit and underlying kindness. The entire village buzzed with the hope of them becoming a couple. Amidst the shared laughter, they joined forces to tackle a cascade of agricultural challenges: the dreaded root rot, an infestation of aphids, pesky pests, the sting of drought, plummeting durian prices, and the underhanded tactics of unscrupulous middlemen. From adversaries to allies, from a rescuer to the one person Nuea longed to spend his life with, he discovered his ultimate prize wasn't the civil service exam, but finding Suea – the man who made his heart blossom, sweeter than any durian from his celebrated orchard.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... พยากรณ์หัวใจวันนี้นามปากกา : ชอรอ888 'ฝนตกอีกแล้ว แอปไม่เห็นแจ้งเตือนเลยทำไงเนี่ย เอกสารสำคัญอยู่ด้วย' เสียงเล็ก ๆ พูดขึ้นท่ามกลางสายฝนขณะที่รถเมล์กำลังวิ่ง 3 ทุ่มเป็นเวลาเลิกงานของ แม็ก นักพยากรณ์อากาศหนุ่ม จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนนั่งตรงหน้า พูดเบา ๆ พร้อมทำท่าคอตก ก่อนที่เขาจะยื่นร่มให้ ซึ่งเจ้าของเสียงที่บ่นเมื่อครู่ก็ดูงง ๆ กับการกระทำของเขา "พอดีผมมีเสื้อกันฝนครับ ไม่เป็นไร ดูท่าเอกสารคุณน่าจะเยอะ อ่อแล้วพรุ่งนี้พกร่มมาด้วยนะครับ ฝนจะตกเวลาเดิม" เจ้าของเสียงบ่น ทำท่ายิ้มกว้างขอบคุณ พร้อมก้มหัวเบา ๆ ก่อนจะลงจากรถไป ซึ่งเลิกงานวันนี้ก็เหมือนเดิม เวลาเดิมกับรถเมล์สายเดิม จู่ ๆ ดันมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา 'คุณเจ้าของร่ม ขอบคุณนะครับเมื่อวานช่วยได้มากเลย' คนตรงหน้าพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่สดใสก่อนจะถามกลับมาอีกว่า 'ว่าแต่พรุ่งนี้จะมีฝนอีกไหมครับคุณเจ้าของร่ม' "เอ่อ.. มีครับช่วงนี้พายุเข้าครับ" 'ขอบคุณมากนะครับ เมื่อวานถ้าคุณไม่บอกให้พกร่มมา วันนี้ผมแย่อีกแน่ ๆ ครับคุณนักพยากรณ์' ยิ้มอีกแล้วแฮะ "ไม่เป็นไรครับ ยินดีครับ" ผมไม่เข้าใจตัวเอง พยากรณ์อากาศมาตั้งนาน แต่ทำไมกับหัวใจตัวเองถึงพยากรณ์ไม่ได้ว่า ทำไมใจสั่นกับคนแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้าได้มากขนาดนี้FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Heart forecast for todayPen Name : ชอรอ888 The sky had opened up again, a relentless downpour, and not a peep from the weather app. "What am I going to do? I've got important papers!" a small voice wailed, barely audible above the drumming rain as the bus rumbled on. It was 9 PM, the end of a long shift for Max, a young chap who made his living predicting the weather. He noticed the person in front of him, head bowed, muttering their woes. Without a second thought, Max offered his umbrella. The complaining passenger looked taken aback. "Oh, no, thank you! I've got a raincoat. I'm fine. You've got quite the stack of documents there. By the way, you should definitely bring an umbrella tomorrow, around this time. It'll be raining again." A wide, grateful smile spread across the passenger's face, accompanied by a slight bow before they disembarked. It was the usual routine: same time, same bus. Then, another voice cut through the quiet. "Thanks a million, Mr. Umbrella Man! You were a lifesaver yesterday!" the person from earlier chirped, beaming. "Say, will it rain again tomorrow, Mr. Umbrella Man?" Max, a bit flustered, replied, "Uh... yeah, looks like a stormy spell is coming." "Fantastic! Thank you so much. If you hadn't told me to grab an umbrella yesterday, I'd have been in a real pickle again today, Mr. Weather Guy," they said with another grin. "You're most welcome," Max managed. He found himself completely baffled. He could chart the course of hurricanes and predict frost patterns with uncanny accuracy, yet his own heart was an enigma. Why did it leap and flutter like a trapped bird whenever this stranger stood before him? It was a mystery far more perplexing than any weather system he'd ever encountered.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... เพื่อนบ้านสายเผือกนามปากกา : เซเลอร์เจ้อ “ห้อง 502 เอาผู้ชายขึ้นห้องอีกแล้วค่ะ” ข้อความใหม่เด้งขึ้นในกลุ่มไลน์ “ชาวหอไม่หลับไม่นอน” ก่อนจะมีรูปเบลอ ๆ ตามมาติด ๆ “นั่นพี่ส่งผิดห้อง… นั่นกูเอง” บาส พิมพ์สวนกลับทันที พร้อมอิโมจิหัวเราะกวนประสาท จนแอดมินกลุ่มอย่าง แม็กกี้ กดลบข้อความแล้วแท็กชื่อเขา “ถ้ามึงไม่สร้างเรื่องสักวัน โลกจะหยุดหมุนหรือไง” บาสกับแม็กกี้เป็นเพื่อนบ้านห้องตรงข้าม และเป็นคู่กัดประจำหอพัก คนหนึ่งชอบปั่น คนหนึ่งชอบบ่น เจอหน้ากันเมื่อไหร่ เป็นได้เถียงกันตั้งแต่หน้าลิฟต์ยันร้านข้าวใต้หอ จนลูกบ้านทั้งตึกเปิดวงพนันว่าวันนี้ใครจะเป็นฝ่ายแพ้ แต่เรื่องแปลกเริ่มขึ้น เมื่อทุกความลับของคนในหอ ไม่ว่าจะใครแอบเลี้ยงแมว ใครค้างค่าเช่า หรือใครพาแฟนมานอน ล้วนถูกถ่ายรูปไปโพสต์ในกลุ่มแบบรู้ความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว จากที่เคยสงสัยกันเอง ทั้งคู่กลับต้องจำใจจับมือสืบหาตัว “สายเผือกปริศนา” ที่ซ่อนตัวอยู่ในหอพัก ระหว่างที่ต้องแกล้งเป็นมิตรต่อหน้าคนอื่น แต่กัดกันลับหลังทุกห้านาที ความวุ่นวายก็ยิ่งบานปลาย เพราะยิ่งสืบ… ความลับของตัวเองก็ยิ่งถูกแฉ และตอนนี้ คนที่ทั้งหอสงสัยที่สุด… ดันเป็น แม็กกี้กับบาส เสียเองFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Nosy neighborPen Name : เซเลอร์เจ้อ A new message pinged in the "Sleepless Dorm Residents" LINE group, accompanied by a grainy photo: "Someone's back in Room 502 again." Bas, spotting the pic, immediately replied, "Uh, wrong room... that's me," punctuating it with a sarcastic laughing emoji. Maxky, the group admin and Bas's across-the-hall neighbor and sworn dorm rival, promptly deleted his comment and tagged him. "Will the world stop turning if you don't stir up some drama for one single day?" he quipped. Their rivalry was legendary; Bas lived to poke fun, Maxky to grumble. Their encounters, whether in the elevator or the downstairs diner, always devolved into arguments, so much so that the entire building had a running bet on who'd 'win' next. But then things took a weird turn. Suddenly, every dorm secret – the clandestine cat owner, the rent dodgers, the sneaky overnight guests – was being snapped and posted in the group, meticulously documenting everyone's movements. Initially, suspicion fell on each other. However, they soon found themselves compelled to join forces to unmask the "secretive snooper" lurking within the dorm. While they put on a show of truce for the rest of the residents, behind closed doors, they were bickering non-stop. The situation spiraled into utter chaos, amplified by the fact that their own secrets were being exposed with every investigative step they took. Now, the dorm's prime suspects... are none other than Maxky and Bas themselves.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนที่ผ่านมาขอต้อนรับ “แม็กกี้ - บาส”ที่มาแจกความตลก เฮฮาตามสไตล์สองหนุ่มที่จะเรียกเสียงหัวเราะตลอดการพูดคุย ( ด้อมนี้ขึ้นชื่อเรื่องความแปลกทั้งศิลปินและแฟนคลับ ) ใคร ๆ ก็บอกว่าด้อมนี้ทั้งศิลปินและแฟนคลับซีนเสมอกันมาก ๆ ทั้งตลกและแปลก เหตุการณ์ที่แปลกมาก ๆ จนโดนเส้น “แม็กกี้ - บาส” ก็คือมีแฟนคลับใส่หน้ากากม้ามาหา เป็นหน้ากากม้าที่สวมเข้าไปทั้งหัวเลย แล้วแฟนคลับก็มาร้องฮี่ ๆๆ ใส่ “แม็กกี้” และถึง “บาส” จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่ก็ได้เห็นเหมือนกันว่าตลกมาก และทั้งคู่ยังเสริมอีกว่า พี่ ๆ แฟนคลับชอบตัดคลิปแต่งแฟนฟิคในโลกออนไลน์กันเยอะมาก มีทั้งพล็อตประธานบริษัท หรือแม้กระทั่งมาเฟีย และทุกคนทำกันจริงจังมาก ทั้งคู่เลยยืนยันว่าที่ “แม็กกี้ - บาส” แปลกก็เพราะติดมาจากเหล่าแฟนคลับทั้งนั้น( งานวันเกิดแสนอบอุ่น ) งานวันเกิด ‘Maxky Tiny Smiles, Big Giving 2026’ ที่ผ่านมา “แม็กกี้” เล่าว่าบรรยากาศดีมาก ๆ เพราะตัวเองชอบทำบุญ ก็เลยอยากมาทำบุญกับเหล่าแฟนคลับด้วยกัน ซึ่งปีที่แล้วก็ได้ทำบุญพร้อมแฟนคลับเหมือนกัน และถ้าพูดถึงวันเกิดก็จะต้องไม่ลืมของขวัญ “บาส” เองก็ได้ให้ของขวัญกับ “แม็กกี้” ไปแล้ว แต่จะเป็นของขวัญอะไรก็ให้เจ้าตัวออกมาเล่าเอง ให้แฟนคลับรอลุ้นไปพร้อมกัน( ความตั้งใจที่จะทำให้ได้ของปีนี้ ! ) สำหรับ “บาส” อยากลดความอ้วนบ้าง เพราะที่ผ่านมามีแต่ ‘#บาสเด็กอ้วนที่แท้จริง’ อยากจะให้เปลี่ยนเป็นเด็กผอม หรือเด็กกล้ามดูบ้าง ในอนาคตแฮชแท็กประจำตัวอาจจะกลายเป็น ‘#บาสเด็กกล้ามที่แท้จริง’ ส่วน “แม็กกี้” ก็อยากจะลดน้ำหนักเช่นเดียวกัน เพราะถึงแม้ว่าจะเพิ่งปิดกองไปเมื่อเร็ว ๆ ที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นพักกองถ่ายไปเกือบ 1 เดือน ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าจบหมดแล้ว ระยะเวลาที่พักกองไปทำให้น้ำหนักขึ้น 5 กิโลกรัมเลยทีเดียว แถมคิวสุดท้ายก่อนพักกอง “บาส” ก็สั่งพิซซ่ามากินฉลองกันในกองด้วย ทำให้ต้องกลับมาฟิตหุ่น และดูแลสุขภาพกันมากขึ้นแล้วล่ะ[ เซ็ตคำถาม : สวัสดีครับคุณเพื่อนบ้าน ]( อีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนบ้านแบบไหน ) “แม็กกี้” พูดเลยว่า “บาส” ต้องมาป่วนแน่นอน ซิ่งมอเตอร์ไซค์มาถึงบ้านเพื่อเข้ามาป่วน แต่ก็ไว้ใจให้ “บาส” ดูแลบ้านให้นะ มั่นใจว่าของในบ้านจะไม่หาย เผลอ ๆ ได้ของเพิ่มด้วย เพราะ “บาส” ชอบฝากเสื้อผ้าไว้ที่บ้าน “แม็กกี้” เพราะตู้เสื้อผ้าที่บ้านของ “บาส” เต็มแล้วเลยเอามาฝาก ส่วน “บาส” คิดว่า “แม็กกี้” จะมาทำอาหารให้กิน เพราะพี่เขาทำอาหารเก่ง มีดีกรีเป็นถึงลูกเชฟ และเมนูเด็ดที่พร้อมจะนำเสนอก็คือ ข้าวผัด เพราะเป็นข้าวผัดแบบจีน หอมกระทะมาก ๆ เลย( แลกของขวัญต้อนรับเข้าบ้านให้อีกฝ่ายจะเป็นอะไร ) ถ้าต้องแลกของขวัญให้กัน “แม็กกี้” ก็จะให้ตู้เสื้อผ้าและไม้แขวนเสื้อกับ “บาส” เพราะถ้าตู้เก่าเต็ม จะได้ให้ตู้ใหม่ไปใส่เสื้อผ้าเพิ่ม และในส่วนของ “บาส” ก็จะให้พระพุทธรูป พอดีกับที่ช่วงนี้กำลังอิน และอยากให้ “แม็กกี้” ร่ำรวยเงินทองจากการบูชาพระพุทธรูป( ที่สิงสถิตในบ้านของอีกฝ่าย ) “บาส” เลือกที่จะสิงสถิตอยู่ในห้องของ “แม็กกี้” เลย โดยเฉพาะที่มุมเครื่องเล่นเกมขับรถ คงจะนั่งเล่นจริงจังสนุกสนานเลยล่ะ ส่วน “แม็กกี้” ขอสิงสถิตที่ห้องพระ ไปนั่งสมาธิให้จิตใจสงบ เพราะที่บ้านของ “บาส” จะมีห้องสำหรับพระพุทธรูปโดยเฉพาะ แถมยังเปิดไฟและเปิดแอร์ให้ทั้งวันเพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ( คำพูดต้อนรับเพื่อนบ้าน ) คำพูดสั้น ๆ ที่จะพูดตอนต้อนรับเพื่อนบ้านของกันและกัน ถึงแม้จะสั้น ๆ แต่ก็ประทับใจอย่าง “แม็กกี้” ก็จะพูดว่า ‘อยู่ตรงนี้นะ อย่าเพิ่งหนีกันไปไหน’ และ “บาส” ก็จะพูดว่า ‘ชิว ๆ เลยนะ บ้านของผมก็เหมือนบ้านของพี่’ เรียกได้ว่าเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นสุด ๆ( การเดินทางของซอโซ่ล่ามธีร์ ) สำหรับซอโซ่ล่ามธีร์เริ่มพูดคุยโปรเจกต์กันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเริ่มถ่ายทำตั้งแต่ประมาณเดือนเมษา เรียกได้ว่าถ่ายทำกันเกือบครึ่งปีเลยทีเดียว “แม็กกี้ - บาส” อยู่ด้วยกันกับโปรเจกต์นี้มานานจริง ๆ แถม “แม็กกี้” ยังพูดอีกว่าการเป็นพี่ธีร์ก็ใช้ Energy เยอะมาก ๆ ถึงแม้ว่าทุกคนจะแซวว่าตัวเขาเองและธีร์จะเหมือนกัน แต่ “แม็กกี้” ก็ขอเถียงขาดใจว่าเหนื่อยมากจริง ๆ จะมีคล้ายกันแค่ตอนถ่าย YouTube เท่านั้นที่ใกล้เคียงกับตัวเขาเอง แถมเรื่องนี้ยังได้ขึ้นไปถ่ายบนดอยด้วย และได้ยินเรื่องเล่ามาว่า “แม็กกี้” เมาดอยแต่ก็มีลูกชิ้นเห็ดมาเสิร์ฟถึงหน้าประตูห้อง โดยเหตุการณ์ในวันนั้นคือ “แม็กกี้” อยากกินลูกชิ้นเห็ดมาก ๆ เพราะเป็น Signature ของที่นั่นเลย แต่พอขึ้นถึงดอยก็คอพับเลย เมาดอยสุด ๆ “บาส” เลยไปซื้อลูกชิ้นเห็ดมาให้แทน ถึงจะไม่ได้ช่วยแก้เมาแต่แก้หิวได้ดี จนเหล่าแฟนคลับแซวว่าคงเป็นเห็ดที่หวานที่สุดในโลกเลยล่ะ( เปรียบอีกฝ่ายกับฮีโร่ใน ROV จะเป็นตัวไหน ? ) “แม็กกี้” จะให้ “บาส” เป็น Alice (อลิซ) เพราะเป็นตัวละครที่ขนปุย ๆ อีกทั้งยังเป็นตำแหน่งซัพพอร์ต ที่ถ้าได้ออกเวทก็ดาเมจแรงมาก ๆ เหมือนกัน ส่วน “บาส” จะให้ “แม็กกี้” เป็น Florentino (ฟลอเรนติโน่) เพราะหล่อเหมือนกันกับ “แม็กกี้” แถมเป็นตัวละครที่เก่งมาก ๆ และยังเล่นยากอีกด้วย( สกิลการเล่นเกมของสองหนุ่ม ) สำหรับสกิลการเล่นเกมของ “แม็กกี้ - บาส” เรียกได้ว่าเล่นเกมเก่งกันทุกคนเลย แถม “แม็กกี้” ขออวดด้วยว่าเคยจัดการ Pro Player ของเกม ROV มาแล้วอย่าง “กิตงาย” เพราะขนาดรุม 5:1 แล้วเขายังรอด แต่ “แม็กกี้” อาศัยจังหวะเผลอ ทำให้จัดการกับ “กิตงาย” ได้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจไปเลย “บาส” ยังเอ่ยปากชมว่าพี่เขาเก่งมากจริง ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แม็กกี้ - บาส” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ROV หลบไป ขอทางให้ MKB !!”ในเกมนี้ “แม็กกี้ - บาส” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แม็กกี้ - บาส”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แม็กกี้ - บาส” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ซอโซ่ล่ามธีร์ Be My Player Two" ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.00 น. และรับชมแบบเวอร์ชัน Uncut ได้ทาง WeTV ที่เดียวเท่านั้น! สุดท้ายฝากเพลง ost. อย่างเพลง Birthday But With Me - Proxie และเพลง แกล้งๆ (Playing It Cool) - บอย สมภพ ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ความห่างของอายุ 8 ปี ทำให้เคมีของคู่นี้ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ! “อิน - องศา” นำความน่ารักสุดละมุน มาเติมเต็มสตู EFM FANDOM LIVE จนทุกคนยิ้มกันแก้มปริ แถมเรียกคะแนนความน่ารัก น่าเอ็นดูจากแฟน ๆ ตลอดทั้งคืน

04 ส.ค. 2026

ความห่างของอายุ 8 ปี ทำให้เคมีของคู่นี้ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ! “อิน - องศา” นำความน่ารักสุดละมุน มาเติมเต็มสตู EFM FANDOM LIVE จนทุกคนยิ้มกันแก้มปริ แถมเรียกคะแนนความน่ารัก น่าเอ็นดูจากแฟน ๆ ตลอดทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 30 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้พบกับ “อิน - องศา” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสุดหล่อ คารมดี “ดีเจโซเซฟ” และ “ดีเจเคเบิ้ล”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน FANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Love me, Love My Mango. คุณครับ รับรักพร้อมมะม่วงไหมนามปากกา : เจดเอ็นส่า “องศา” เป็นเด็กหนุ่มที่รักการทานมะม่วงเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งองศาซื้อมะม่วงจากซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน มะม่วงผลนั้นหวานหอมจนรู้สึกว่าอร่อยที่สุดในชีวิต บนเปลือกมะม่วงมีเพียงสติกเกอร์คำว่า “ไร่จักราสินธุ์” ติดอยู่ องศาออกเดินทางตามหาต้นกำเนิดของรสชาตินั้น จนมาถึงสวนมะม่วงจักราสินธุ์ สวนมะม่วงชื่อดังที่ส่งผลผลิตทั่วประเทศ และได้พบ “อิน” เจ้าของสวนผู้ดูแลต้นมะม่วงทุกต้นด้วยตัวเอง อินพาองศาเดินชมสวน เล่าเรื่องดิน น้ำ และการรอคอยให้ผลสุกตามธรรมชาติ องศาเพิ่งเข้าใจว่าความอร่อยไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากความรักและใส่ใจในทุกขั้นตอน ก่อนกลับ... อินยื่นชิ้นมะม่วงให้องศาพร้อมรอยยิ้ม “ลูกนี้เด็ดเมื่อเช้า ลองชิมมะม่วงจากสวนดูสิ” องศาชิมคำแรกแล้วหัวเราะ “อร่อยยิ่งกว่าที่เคยทานอีก” ตั้งแต่นั้นองศากลายเป็นแขกประจำของสวน และค่อย ๆ เปลี่ยนจากคนที่หลงรักมะม่วง มาเป็นคนที่หลงรักเจ้าของสวนโดยไม่รู้ตัว ส่วนอินก็เริ่มรอคอยวันที่องศาจะกลับมา พร้อมมะม่วงลูกที่หวานที่สุดของฤดูกาลเสมอFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Love me, Love My Mango.Pen Name : เจดเอ็นส่า Ongsa, a young man whose heart truly belongs to mangoes. One day, a supermarket haul yields a particularly sensational mango – so bursting with sweetness and fragrance that Ongsa declares it the absolute best he's ever encountered. The only clue to its origin? A simple sticker reading 'Chakrasin Orchard.' Driven by this revelation of flavor, Ongsa embarks on a quest that leads him to the renowned Chakrasin Mango Orchard, a national supplier of these delectable fruits. There, he encounters Inn, the orchard's dedicated owner, who personally tends to each and every mango tree. In graciously guides Ongsa through the lush grounds, sharing insights into the rich soil, the life-giving water, and the patient art of allowing the fruit to ripen naturally. It dawns on Ongsa that such exceptional taste isn't mere chance, but the profound outcome of unwavering love and meticulous care woven into every stage of cultivation. As Ongsa prepares to depart, Inn offers him a perfectly ripe mango, plucked that very morning. 'Taste a mango straight from the orchard,' Inn prompts with a warm smile. Ongsa's first bite is met with an exclamation of pure delight, 'It's even more incredible than any I've had before!' From that day forward, Ongsa becomes a familiar face at the orchard, his initial passion for mangoes slowly blossoming into a deeper affection, one that he doesn't quite realize is directed towards the orchard's owner. Meanwhile, Inn finds himself eagerly anticipating Ongsa's return, always hoping to share the season's sweetest harvest with him.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... หัวใจใต้ชั้นหิน Love Beyond the Fossilsนามปากกา : linlin "คนหนึ่งใช้ชีวิตขุดค้นอดีตที่ถูกฝังกลบมาหลายล้านปี... ส่วนอีกคนกลับค่อย ๆ ขุดพบหัวใจของใครบางคน ที่เคยปิดตายจนไม่คิดว่าจะกลับมาเต้นเพื่อใครอีกครั้ง" ศิลา นักบรรพชีวินวิทยาวัย 34 ปี หัวหน้าทีมขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์ ชายหนุ่มร่างสูง สุขุม เย็นชา และปากร้าย ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับร่องรอยของอดีตมากกว่าผู้คน จนกระทั่งเขาได้พบกับ ดิน นักศึกษาธรณีวิทยา ปี 4 สาขาบรรพชีวินวิทยา เด็กหนุ่มร่างเล็กที่ลงภาคสนามเพื่อทำวิจัยจบ แม้จะดูบอบบาง แต่กลับดื้อ เถียงเก่ง และไม่เคยยอมแพ้ การพบกันของทั้งคู่ไม่ต่างจากชั้นหินคนละยุคที่ไม่น่าจะมาบรรจบกัน คนหนึ่งเชื่อในประสบการณ์ อีกคนเชื่อในความคิดใหม่ จึงกลายเป็นคู่กัดที่ปะทะกันทุกวัน "คุณศิลา บ่นเก่งขนาดนี้ ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าคุณอายุ 34 จริง ๆ หรือเป็นฟอสซิลยุคจูแรสซิกที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา" จากเด็กฝึกงานที่ศิลามองว่าเป็นตัวปัญหา กลับกลายเป็นคนที่ทำให้เขาเริ่มจดจำเรื่องเล็ก ๆ ได้มากกว่าฟอสซิล เพราะบางที... การค้นพบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา อาจไม่ใช่ฟอสซิลอายุหลายล้านปี แต่อาจเป็นหัวใจของใครบางคน... ที่รอให้เขาค้นพบมาตลอดFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Love Beyond the FossilsPen Name : linlin Imagine one soul dedicating their existence to uncovering echoes from eons past, buried deep within the earth. Simultaneously, another soul embarks on a slow, tender excavation of a heart that had long since sealed itself off, convinced it would never beat for anyone again. Sila, a 34-year-old paleontologist leading a dinosaur fossil dig. He’s a towering presence, cool, collected, and armed with a sharp wit. He seems more at home with ancient relics than with living people. That is, until he encounters Din, a fourth-year geology student specializing in paleontology. Din, a diminutive and seemingly delicate young man, is on fieldwork for his final research project. Beneath his fragile exterior, however, lies a stubborn, argumentative spirit that simply refuses to yield. Their meeting feels like a collision of ancient geological formations – two distinct eras that were never meant to intersect. One operates on the bedrock of experience, the other on the fresh currents of new ideas, making them constant sparring partners. Din’s playful jabs, like, “Mr. Sila, you grumble so much, I’m starting to think you’re not 34 but a newly unearthed Jurassic fossil,” highlight their dynamic. What began as Sila seeing Din as a troublesome intern evolves into Din becoming the one who reminds him of life’s smaller wonders, eclipsing even the grandest fossils. Perhaps, the most profound discovery of Sila’s life isn't a relic from millennia ago, but the heart of someone... who had been patiently waiting for him to find it all along.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ปลูกผักเพราะรักเธอนามปากกา : Red Capsule (เรด - แคป-ซูล) "ต้นกล้า" พนักงานออฟฟิศหนุ่มเมืองกรุงที่ต้องเผชิญภาวะ Burnout ร่างกายและจิตใจ ตัดสินใจทิ้งความวุ่นวาย ย้ายมาพักกาย พักใจที่บ้านสวนเก่าของย่าในจังหวัดพะเยา เขาตั้งใจจะเริ่มชีวิตใหม่ด้วยการทำแปลงผักออร์แกนิกเล็กๆ แต่ชีวิตจริงกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะคนเมืองอย่างเขา แม้แต่การแยกวัชพืชกับต้นกล้ายังทำไม่เป็น แถมยังรดน้ำผักกลางแดดเปรี้ยงจนแปลงผักเกือบพัง โชคดีที่เขาได้พบกับ "พี่ภู" (ภูผา) เจ้าของฟาร์มผักสุขภาพข้างบ้าน ชายหนุ่มสายอบอุ่นเปรียบเสมือนไมโครเวฟเดินได้ พี่ภูยื่นมือเข้ามาช่วยสอนวิธีจับจอบ พรวนดิน และย้ายกล้าไม้ด้วยความอดทนและใจเย็น บรรยากาศสงบยามเช้าที่มีหมอกบาง ๆ ปกคลุมทิวเขา และการปั่นจักรยานชมพระอาทิตย์ตกดินริมกว๊านพะเยา คอยหล่อเลี้ยงจิตใจที่เคยแห้งแล้งของต้นกล้าให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง ยิ่งต้นกล้าผักเติบโตความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยิ่งผูกพันแน่นแฟ้น ในวันที่แปลงผักเริ่มออกดอกออกผล ทางบริษัทเดิมในกรุงเทพฯ ติดต่อให้เขากลับไปทำงาน เขาต้องเลือกระหว่างชีวิตเมืองกรุงที่คุ้นเคยกับชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่เรียบง่ายพร้อมกับผู้ชายที่สอนให้เขารู้จักคำว่า "บ้าน" ที่แท้จริงFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Cultivating these veggies, all for the love of you.Pen Name : Red Capsule Feeling utterly drained, both physically and mentally, from his demanding office job in bustling Bangkok, a young man named Tonkla decides to trade the urban chaos for a quieter existence. He retreats to his grandmother's old garden in the serene province of Phayao, dreaming of a fresh start cultivating a small organic vegetable patch. However, the reality of farming proves far more challenging than he anticipated. As a city slicker, Tonkla struggles to even distinguish weeds from precious seedlings, and his initial attempts at watering under the intense sun nearly spell disaster for his nascent garden. Fortuitously, he crosses paths with Pee Phu (Phupha), the friendly proprietor of a thriving organic farm next door. Pee Phu, with his comforting warmth and kindness, becomes Tonkla's patient mentor, guiding him through the fundamentals of using a hoe, preparing the soil, and carefully transplanting young plants. The tranquil mornings, softened by a gentle mist blanketing the mountains, and leisurely bike rides to witness breathtaking sunsets over Phayao Lake, begin to mend Tonkla's weary spirit, rekindling a lost sense of joy. As Tonkla's vegetables flourish, so too does his connection with Pee Phu. Just as his garden starts to yield its bounty, an offer arrives from his former Bangkok company – a tempting job proposition. Tonkla now faces a pivotal decision: return to the familiar rhythm of city life or embrace the simple, unhurried existence alongside the man who has shown him the true meaning of 'home'.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... หวานเสียยิ่งกว่าน้ำตาลปั้นนามปากกา : HobKub (ฮ๊อป - คับ) ท่ามกลางแสงไฟหลากสีจากหลอดไฟ ซึ่งขึงโยงตามต้นไม้พาดผ่านเจดีย์เก่า คุณชายศา และ คุณชายอิน เดินเคียงกันตัดผ่านผู้คนเบียดเสียดในตลาด ไปยังลานแสดงโขนที่จัดขึ้น ณ คลองริมน้ำ ระหว่างทางคุณชายอินก็ลอบซื้อน้ำตาลปั้นรูปดอกกุหลาบมาให้คุณชายศาด้วย คาดหวังว่าคนที่ตนกำลังตามจีบจะพึงใจ จนสุดท้ายก็สามารถทำให้น้องหน้าแดงได้สมใจหวัง ครั้นเดินมาถึงหน้าเวทีแสดง หม่อมราชวงศ์ชายสองคนก็รับชมการแสดงด้วยความเพลิดเพลิน “รำได้งามนัก สมแล้วที่เป็นคณะโขนชื่อดัง” คุณชายศาพึมพำขณะทอดสายตาชมการร่ายรำตรงหน้า “พี่เห็นด้วย” คุณชายอินพยักหน้า “นางสุพรรณมัจฉาก็งาม มิแปลกที่หนุมานจะตามตื๊อจนได้เป็นภรรยา” ศากำลังจะพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าพอทวนประโยคนั้นแล้ว มันกลับชวนให้น่าขมวดคิ้วอย่างมิชอบใจนัก “งาม? อืม... เห็นทีนางรำคนนี้คงต้องตาพี่อินมากกว่าน้อง ถึงได้ชื่นชมและมองไม่วางตาเช่นนี้” “ไม่ใช่ซี่” อินที่รู้ตัวว่าคงทำให้น้องแง่งอนเสียแล้วจึงรีบเอ่ยแก้ “พี่บอกว่านางงาม” “…” “แต่มิได้บอกว่างามเท่าชายศา ใครเล่าจะมาเทียบเคียงน้องได้” อืม ดูทีน้ำตาลปั้นในมือของเขาคงไม่จำเป็น เพราะมันคงหวานสู้วาจาคนข้างกายมิได้FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Sweeter than sugar candy.Pen Name : HobKub Underneath the twinkling lights that adorned the trees around the ancient pagoda, Khunchai Sa and Khunchai Inn strolled together through the bustling market, making their way towards the Khon performance stage nestled by the canal. As they ambled along, Khunchai Inn discreetly purchased a rose-shaped candy, a sweet gesture intended to charm his admirer. His mission was a success, as a faint blush bloomed on his younger brother's cheeks. Once they arrived, the two noblemen settled in to watch the show, thoroughly captivated. "The artistry of the dancers is truly remarkable, as one would expect from such a celebrated Khon troupe," Khunchai Sa commented, his eyes glued to the stage. Khunchai Inn readily agreed, nodding his head. "Indeed. And Suphannamatcha himself is quite stunning. It's no wonder Hanuman was so smitten he made her his wife." Sa was about to voice his assent, but on repeating Khunchai Inn's words, a subtle crease of displeasure appeared on his brow. "Beautiful, you say? Hmm... it seems this particular dancer has captured your attention more than I have, Khunchai Inn, judging by the intensity of your gaze." Sensing he might have inadvertently ruffled his younger brother's feathers, Khunchai Inn quickly clarified, "No, that's not it at all." "You said I was beautiful," Khunchai Sa prompted. "..." "But you didn't say I was as beautiful as a man. Who could possibly compare to you?" It dawned on Khunchai Inn that the sugar candy he held might be entirely superfluous, for it paled in comparison to the sweetness of the words spoken by the person beside him.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... HIS FILMนามปากกา : butter 25% “กล้องฟิล์ม” กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในหมู่วัยรุ่น ด้วยเสน่ห์ที่ชวนให้นึกถึงอดีตที่ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน มันก็ไม่เคยเก่าเลย “องศา” ก็เป็นหนึ่งในวัยรุ่นที่ตกหลุมรักในกล้องเก่า เขาชอบสะสมและใช้มันถ่ายรูป จนกระทั่ง... กล้องฟิล์มตัวล่าสุดที่เขาเพิ่งซื้อมาจากออนไลน์ มีเพียงข้อมูลเล็กน้อยจากคนขายเท่านั้น แต่เขากลับตกลงซื้อทันที มันเป็นกล้องที่ไม่ได้ถูกใช้งานอีกเลยหลังจากเจ้าของเก่าจบชีวิตตัวเองไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เมื่อสำรวจตัวกล้องที่เพิ่งได้มา ก็พบว่าด้านล่างนั้นมีเทปขุ่นเล็ก ๆแปะอยู่ มันถูกเขียนไว้ว่า “อิน” นอกจากนี้ยังมีฟิล์มสีที่ยังถ่ายไม่หมดติดมาด้วย ไม่รู้อะไรดลใจให้เขานำไปล้าง แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่รูปที่ออกมานั้นราวกับว่าเพิ่งถูกถ่ายไปเมื่อวาน มันก็เป็นแค่รูปถ่ายวิวทั่ว ๆ ไป แต่มีเพียงใบเดียวที่ต่างออกไป ในภาพนั้นเขาเห็นเพียงผู้ชายคนหนึ่ง น่าจะโตกว่าเขาไม่มาก นาทีที่เผลอสบเข้ากับนัยย์ตาสีสวยนั้น มันสะกดเขาอย่างบอกไม่ถูก แชะ! เมื่อลองลั่นชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว สิ่งต่าง ๆ ก็พลันเปลี่ยนไป ข้างหน้าเขาตอนนี้กลับกลายเป็นร้านอาหารที่ไม่คุ้นตา และที่นั่นองศาได้เจอกับ “คนในภาพ” เป็นครั้งแรกFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… HIS FILMPen Name : butter 25% There's a cool resurgence of film cameras happening with teens, totally drawn to their timeless, nostalgic vibe. Ongsa's totally on board with this vintage camera craze, collecting and snapping pics with them. Then, he snagged this latest film camera online. Despite the seller giving him hardly any deets, he went for it. Turns out, this camera hadn't seen the light of day since its last owner shuffled off this mortal coil over 30 years ago. While checking it out, Ongsa spotted a tiny piece of see-through tape on the bottom with the word 'Inn' scrawled on it. And get this, there was still an unexposed roll of film inside. For reasons unknown, he decided to get it developed. Even after all that time, the shots looked like they were taken yesterday. They were mostly just standard landscape snaps, but one was a total outlier. In this particular photo, there was just one guy, looking pretty close to Ongsa's own age. The instant their eyes seemed to lock, Ongsa was completely mesmerized by this dude's striking gaze. *Click!* One press of the shutter, and bam, everything shifted. Suddenly, Ongsa found himself in front of an unfamiliar restaurant, and there, he met 'the man from the picture' for the very first time.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “อิน - องศา”ที่จะมาแจกความน่ารัก สดใส และความน่าเอ็นดูที่ทำเอาเหล่าแม่ ๆ ใจละลายกันตาม ๆ ไป( ทำไมถึงเป็นมะม่วง ? ) สาเหตุเกิดจากแฟนฟิคที่เหล่าแฟนคลับส่งมา มี Detail เกี่ยวกับมะม่วงเยอะมาก นั่นก็เพราะ “องศา” เป็นคนที่ชอบกินมะม่วงมาก แฟนคลับรู้กันหมดว่าชอบเป็นชีวิตจิตใจ ถึงแม้ว่า “องศา” จะแยกสายพันธุ์ไม่ออก แต่ก็กินได้ทั้งหมดเลย ทั้งแบบเปรี้ยว หวาน มัน หรือแม้กระทั่งมะม่วงแปรรูปก็กินเหมือนกัน ยกเว้นมะม่วงดองที่จะไม่กิน “องศา” เล่าว่าชวน “อิน” กินด้วยกันตลอด แต่ถ้าเขาลีลา ไม่กินเลย มะม่วงก็จะไม่เหลือถึงเขา เพราะ “องศา” กินหมดแล้ว ในฝั่งของ “อิน” จะชอบกินแค่มะม่วงที่หวาน แล้วบางที “องศา” ก็จะแกล้งเอามะม่วงเปรี้ยวมาให้กิน แต่ “องศา” รีบแย้งกลับว่าไม่ได้มีเจตนาจะแกล้ง ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนที่กินเปรี้ยวได้เยอะ ทำให้แยกไม่ออกว่าอันนี้คือเปรี้ยวสำหรับ “อิน” หรือยัง( ถ้าต้องมีไร่ มีสวนเป็นของตัวเอง ) สำหรับ “อิน” คงเป็นไร่องุ่น เพราะส่วนตัวชอบไปเที่ยวเขาใหญ่ และที่เขาใหญ่มีไร่องุ่นเยอะ เป็นบรรยากาศที่ดี เราก็เลยอยากมีไร่องุ่นเป็นของตัวเองบ้าง และสำหรับ “องศา” แน่นอนว่าต้องเป็นส่วนมะม่วงอยู่แล้ว กินได้ไม่มีเบื่อ กินมะม่วงเรื่อย ๆ ได้เป็นกะละมังเลยล่ะ( บรรยากาศการรวมพลครั้งแรก ) หลังจากได้มีการรวมพลครั้งแรกของ “อิน - องศา” อย่างเป็นทางการไป “อิน” รู้สึกตกใจมาก เห็นแฟนคลับทุกคนที่มารอแล้วตื้นตันใจสุด ๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนมาหาเยอะขนาดนี้ เรียกได้ว่าพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว ขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจมาหากัน และ “องศา” ก็ตกใจมาก ๆ เช่นเดียวกัน เพราะตอนที่ค่อย ๆ เดินออกไปแล้วค่อย ๆ เห็นว่าคนเยอะมาก รู้สึกขอบคุณทุกคนที่มาซัพพอร์ต “อิน - องศา” นึกถึงกี่ครั้งก็ยังยิ้มอยู่ตลอด และขอบคุณสำหรับทะเลดาวที่ทุกคนทำให้ทั้งคู่ด้วย( ด้อมที่ขี้แซวที่สุดจนพี่ดาราต้องยอม ) สำหรับ “อิน - องศา” ยังไม่ได้มีชื่อด้อมอย่างเป็นทางการ แต่อยากให้แฟน ๆ ทุกคนมาช่วยกัน Brainstorm และมีส่วนร่วมด้วยกันไปกับการตั้งชื่อด้อม ซึ่งปกติแล้วด้อมของ “อิน -องศา” เป็นด้อมที่ขี้แกล้ง และขี้แซวกันสุด ๆ เพราะตั้งแต่ EP. แรกออนแอร์มาจนถึงตอนนี้ “อิน” เล่าว่าตัวเองมีฉายาใหม่มาตลอด บางครั้งแฟนคลับก็เรียก “อิน” ว่า ‘หมูเด้ง’ เพราะชื่อนี้มีมาตั้งแต่เรื่องที่แล้วอย่าง หงสาวดี ที่ “อิน” เองก็ตัวใหญ่กว่าตอนนี้มาก แต่ตอนนี้ก็มีฉายาใหม่อย่าง ‘ตู้เย็น 40 คิว, ตัวใหญ่เท่าวัง, ตัวเท่าต้นไม้, จ่าเด้ง, บิ๊กเด้ง’ หรือแม้กระทั่ง ‘ยุง’ เพราะมันมีซีนที่ “อิน” ต้องฝากรอยไว้ที่คอของ “องศา” แฟนคลับก็แซวว่า ‘ยุงตัวใหญ่เท่าวังเลย’ บางทีแฟนคลับก็กลัว “อิน” จะนอยด์ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะเขาชอบมาก แต่แฟนคลับก็ไม่ค่อยแซว “องศา” เลย ทำเอา “อิน” บ่นว่าแฟน ๆ สองมาตรฐานแล้ว ซึ่ง “องศา” ก็บอกว่าถึงแม้แฟน ๆ จะไม่แซวตัวเขาเอง แต่แฟน ๆ ก็แซวพฤติกรรมของหม่อมเจ้าในซีรีส์แทน เรียกได้ว่าแม่ ๆ ปวดหัวกันทุก EP. เลยทีเดียว( บรรยากาศหลังจากที่ดู EP.6 ไปด้วยกัน ) EP.6 ได้มีงาน ‘อรุณรุ่ง The Edge of Horizon Fan Screen EP 6 With INNONGSA’ ที่ “อิน - องศา” ได้ดูสดไปพร้อมกับแฟน ๆ “อิน” เล่าว่าส่วนตัวชอบบรรยากาศแบบนี้มาก เพราะได้ดู Reaction สดจากทุกคน บางซีนเหมือนเชียร์มวย หรือบางทีทุกคนก็ให้กำลังใจกับซีน ๆ นั้น ดีใจที่ได้มาดูด้วยกัน แถม EP.6 มีฉากแบบนั้นเยอะด้วย แฟน ๆ เขาก็มี Reaction ที่เยอะและสนุกดี ฝั่งของ “องศา” ก็ดีใจที่ได้มาดูกับแฟน ๆ เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าการตั้งใจทำงานของทั้งเบื้องหลัง และเบื้องหลังมันส่งไปถึงใจคนดูได้จริง ๆ แถมบางคนอินกับเรื่องราวมากจนไปศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มเติมอีก ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราตั้งใจถ่ายทอดมันส่งไปถึงคนดูจริง ๆ ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก( เตรียมตัวรับแรงกระแทกของ EP.7 ) “อิน - องศา” บอกว่าเตรียมตัวรับแรงกระแทกของ EP.7 ได้เลย เตรียมหมอนและทิชชู่เอาไว้ด้วย จาก EP.6 ที่หวานมาก ๆ ทำให้ EP.7 มันเข้มข้นขึ้นตามกันไป ความสัมพันธ์มันจะหวานไปตลอดไม่ได้หรอก และ “องศา” แอบสปอยล์ว่า ทุกคนอาจจะได้เห็นทินกรในแบบที่ทุกคนไม่เคยได้เห็นมาก่อน อะไรก็เกิดขึ้นได้ใน EP.7 อย่าไว้ใจช่องวันเด็ดขาด !( สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากซีรีส์ออนแอร์ ) ด้วยความที่เป็นเรื่องแรกที่ “อิน - องศา” แสดงคู่กัน การที่มีแฟนคลับเพิ่มขึ้นมาเยอะขนาดนี้ “อิน” บอกว่ามันเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เวลาที่จะทำอะไรก็ต้องมีสติ และรอบคอบมากขึ้น แม้กระทั่งเราจะออกไปข้างนอก หรือเล่นโซเชียลก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่สิ่งที่ “อิน - องศา” จะไม่เปลี่ยนคือความตั้งใจและความพยายามของทั้งคู่ และ “อิน - องศา” จะไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง โอกาสแบบนี้มันไม่ได้มาง่าย ๆ เพราะฉะนั้นทั้งคู่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด และ “องศา” ก็ดีใจที่มีคนรู้จักตัวเองมากขึ้นจากบททินกร และจะดีใจมากถ้าออกไปข้างนอก แล้วมีคนเข้ามาทักเกี่ยวกับซีรีส์ และนั่นจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราต้องพัฒนาขึ้นในทุก ๆ วัน และขอบคุณทุกคนที่เขามาติดตามและซัพพอร์ต “อิน - องศา”[ เซ็ตคำถาม : เกิดก่อนเป็นพี่ เกิดทีหลังเป็นน้อง แล้วเกิดเมื่อไหร่จะได้เป็นแฟนกัน ]( ข้อดีของการมีแฟนเป็นรุ่นพี่ของอิน ) สำหรับ “อิน” บอกว่า อย่างแรกเลยจะได้รับความอบอุ่น มีความเป็นผู้นำที่จะทำให้ไว้ใจได้ สามารถปกป้องอีกฝ่ายได้ และที่สำคัญเลยคือเป็นสายเปย์ แถมถ้าจะคบรุ่นน้องสักคนจะห่างสัก 8 ปีก็ได้ไม่ติด( ข้อดีของการมีแฟนเป็นรุ่นน้องขององศา ) ในฝั่งของ “องศา” บอกว่า ทุกคนจะได้รับความสดใส ยิ้มง่าย ตื่นมาก็จะได้ Energy ดี ๆ แถมมีกำลังใจกองโต เพิ่มเติมคือมีมะม่วงให้กินไม่มีเบื่อ และถ้าจะคบรุ่นพี่สักคนก็ห่างหลายปีก็ได้หมดเลยเช่นเดียวกัน( ถ้า “อิน – องศา” ได้เป็นแฟนกัน ชีวิตคู่จะเป็นอย่างไร ) “อิน - องศา” บอกว่าสีสันชีวิตคู่มันก็มีการตีกันบ้าง แต่สุดท้าย “อิน” ก็จะตามใจ “องศา” แน่นอน จะดูแลเทคแคร์ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะตามใจหรือตีกัน แถม “องศา” แซวปิดท้ายว่าใครจะผิดก็ได้ แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน( เพลงแสงแรกที่ปังที่สุดในตอนนี้ ! ) เพลง ‘แสงแรก (เพลงจากซีรีส์ อรุณรุ่ง The Edge of Horizon) - องศา ธีธัช’ เรียกได้ว่าตอนนี้กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลอย่างมาก เพราะศิลปินรุ่นพี่ T-POP และนักแสดงหลาย ๆ คนมา Cover เพลงนี้กันเยอะมาก รับรู้ได้เลยว่าทุกคนชอบเพลงนี้กันมากสุด ๆ “องศา” บอกว่าดีใจมาก ๆ ที่ทุกคนชอบ ทุกครั้งที่เห็นคนพูดถึงเพลงนี้ก็ยิ้มตลอด ขอบคุณทุกคนที่ชอบเพลงนี้ เพราะตัวของ “องศา” เองก็ถ่ายทอดเพลงนี้ออกมาในฐานะทินกร “องศา” ก็จะมีวิธีการถ่ายทอดออกมาในแบบของเรา แต่พอได้ฟังที่หลาย ๆ คนเข้ามา Cover ก็ได้เห็นการถ่ายทอดในแบบฉบับของทุกคนเอง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ “องศา” รักมาก ๆ แถมได้ “พี่แอ้ม อัจฉริยา” มาแต่งให้ด้วย เนื้อเพลงและเมโลดี้มันบาดใจมากตั้งแต่ฟังตัว Demo แค่ฟังครั้งแรกก็ชอบทุกอย่างในเพลงนี้เลยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “อิน - องศา” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “อิน - อง ขอร้อง อย่าหยุดรัก...”ในเกมนี้ “อิน - องศา” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “อิน - องศา”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “อิน - องศา” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “อรุณรุ่ง (The Edge of Horizon)” ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง one31 และสามารถรับชมย้อนหลังได้ทางแอป oneD สุดท้ายอย่าลืมไปฟังเพลง “แสงแรก” ที่ประกอบซีรีส์จากองศาด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เพราะฉันเสียอาการทุกที ที่เราได้อยู่ด้วยกัน EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนที่ผ่านมา “เอมี่ – บอนนี่” พกความน่ารัก ทะเล้นขี้เล่นมาเติมกันจนล้นสตูดิโอ จนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะทั้งคืน

27 ก.ค. 2026

เพราะฉันเสียอาการทุกที ที่เราได้อยู่ด้วยกัน EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนที่ผ่านมา “เอมี่ – บอนนี่” พกความน่ารัก ทะเล้นขี้เล่นมาเติมกันจนล้นสตูดิโอ จนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 23 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “เอมี่ - บอนนี่” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน FANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Tomorrow,againนามปากกา : Slowache ทุกคืนเวลา 00:00 น. จะมีโรงแรมแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้ บางคืนอยู่กลางเมือง บางคืนอยู่ริมทะเล พอพระอาทิตย์ขึ้น โรงแรมก็หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ไม่มีใครจองห้องพักที่นี่ได้ เพราะโรงแรมจะเป็นคนเลือกแขกเอง แขกทุกคนคือ “คนจากวันพรุ่งนี้” คนที่กำลังจะเจอวันสำคัญในชีวิต ก่อนถึงวันนั้น พวกเขาจะได้มาพักที่นี่เพียงหนึ่งคืน แล้วตื่นขึ้นไปใช้ชีวิตต่อ โดยไม่เหลือความทรงจำเกี่ยวกับโรงแรม “บอนนี่”เด็กฝึกงานแผนกต้อนรับ ได้รับกฎสามข้อ ห้ามถามแขกถึงอนาคต ห้ามเปลี่ยนชะตา และห้ามเปิดทะเบียนห้อง 717 คืนแรกของการทำงาน หญิงสาวผมสั้นเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นเดินเข้ามาเช็กอิน “เอมี่” แต่ข้อมูลของเธอกลับมีเพียงคำว่า Status : No Tomorrow ทั้งที่แขกทุกคนต้องมีวันพรุ่งนี้ เอมี่กลับมาที่โรงแรมทุกคืน และจำบอนนี่ได้ทุกครั้ง จนคืนหนึ่งบอนนี่แอบเปิดทะเบียนห้อง 717 ข้างในมีเพียงรูปถ่ายเก่า ๆ และในทุกรูป… เอมี่ยืนอยู่ที่เดิม ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย บอนนี่เริ่มสงสัยว่า… เอมี่เป็นแค่แขกของโรงแรม หรือ เธอคือความลับที่โรงแรมซ่อนไว้มาตลอดFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Tomorrow,againPen Name : Slowache Imagine a hotel that materializes precisely at midnight, its location a mystery each night – sometimes nestled in the bustling city center, other times perched by the serene sea. As dawn breaks, it dissolves as if it were never there. This isn't a place you can book; the hotel handpicks its visitors. Each guest is a 'person from tomorrow,' someone on the cusp of a life-altering event. They're granted a single night's stay before returning to their lives, the hotel experience erased from their memory. Bonnie, an intern receptionist, is entrusted with three cardinal rules: never pry into a guest's future, never interfere with their destiny, and absolutely do not unlock room 717. On her very first night, a woman with short hair and a welcoming smile checks in, introducing herself as 'Emi.' But Emi's file is an anomaly, listing her 'Status: No Tomorrow,' a stark contradiction to the hotel's supposed clientele. Strangely, Emi reappears at the hotel night after night, always recognizing Bonnie. One particular evening, Bonnie can't resist and secretly opens room 717. Inside, she discovers a collection of old photographs, each one featuring Emi in the exact same spot, seemingly timeless. A seed of suspicion is planted in Bonnie's mind: is Emi merely a guest, or could she be the very secret the hotel has been guarding all along?FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... BACKUPนามปากกา : เชิ้ตรูบี้ ในโลกที่ไม่มีใครตายจริง ๆ ทุกครั้งที่ใครสักคนเสียชีวิต จักรวาลจะดึงตัวจากอีกเส้นเวลาหนึ่งเข้ามาใช้ชีวิตแทนทันทีในจักรวาลที่เรียกว่า จักรวาลหลัก ความทรงจำของผู้คนจะถูกแก้ไขโดยอัตโนมัติจนไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ เอมี่ เริ่มสงสัยเมื่อ บอนนี่ เปลี่ยนนิสัยหลังรอดจากอุบัติเหตุหลายครั้ง จากคนชอบกาแฟกลับดื่มชา จากคนกลัวน้ำกลับว่ายน้ำเก่ง จากคนถนัดซ้ายกลายเป็นถนัดขวา ทุกความผิดปกติถูกอธิบายว่า เป็นผลจากอุบัติเหตุ แต่เอมี่กลับจำบอนนี่คนก่อนได้ดีจนค้นพบความจริงว่า บอนนี่ที่เธอรักได้ตายไปแล้วหลายสิบครั้งและคนที่อยู่ตรงหน้า คือ บอนนี่จากจักรวาลที่แตกต่างกัน เมื่อจำนวนจักรวาลเริ่มลดลง ตัวสำรองก็เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ และความตายครั้งถัดไปจะไม่มีใครกลับมาแทนได้อีก เอมี่จึงต้องเลือกระหว่างใช้ชีวิตต่อกับบอนนี่คนนี้ที่เปรียบเหมือนคนแปลกหน้า หรือออกตามหาบอนนี่คนแรกที่อาจยังติดอยู่ในรอยแยกระหว่างจักรวาล แม้ว่าการพาเธอกลับมาจะทำให้บอนนี่ทุกคนที่เคยมีอยู่ต้องหายไป หรือแม้แต่ตัวเธอเองก็เริ่มลืมความรู้สึกรักที่มีต่อบอนนี่คนแรกแล้วก็ตามFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... BACKUPPen Name : เชิ้ตรูบี้ Imagine a reality where true death is impossible. Instead, whenever someone 'dies,' the universe seamlessly plucks a substitute from another dimension to inhabit their life in what's known as the 'Main Universe.' Our memories get a convenient cosmic update, so we never notice the cosmic switcheroo. But Emi starts to get a weird feeling when her friend Bonnie undergoes a series of baffling transformations after surviving a few close calls. One minute Bonnie's a coffee fiend, the next she's a tea enthusiast. She goes from fearing water to being an absolute swimming pro, and even shifts from left-handedness to right. Everyone chalks it up to the accidents, but Emi has crystal-clear memories of the *original* Bonnie. She cracks the truth: the Bonnie she adores has shuffled off this mortal coil countless times, and the person standing before her is a Bonnie from a parallel world. Here's the kicker: as the multiverse shrinks, so do the available replacements, meaning no one can step in for Bonnie's next inevitable 'death.' Emi faces a gut-wrenching choice: stick with this new Bonnie who feels like a stranger, or embark on a quest to find the first Bonnie, who might be lost in a cosmic void. This choice comes with a heavy price – it could erase every Bonnie that ever was, and Emi herself is starting to feel the love for her original friend fading.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... วิ่งแลก “คนเก่า” (Run With My Ex)นามปากกา : Plaifah “คนไทยเป็นอะไรกับคนเก่า ?” ก็คงเป็น…คนที่รู้ทั้งรู้ว่าเลิกกันแล้ว แต่พอมีแคมเปญชวนแฟนเก่ามาวิ่ง ก็ดันชวนจริง ๆ เมื่อ บอนนี่ ลากแฟนเก่าอย่าง เอมี่ เข้าร่วมแคมเปญ“วิ่งแลกคนเก่า” กิจกรรมที่ชวนอดีตคนรักมาวิ่งให้ครบ 11 กิโลเมตร เพื่อแลกของรางวัล ทั้งคู่ต่างคิดว่ามันก็แค่การออกกำลังกายสนุก ๆ กับคนที่เคยรู้จักดีที่สุด แต่ยิ่งวิ่ง…หัวใจกลับยิ่งวนกลับไปที่เดิม ทุกกิโลเมตรพาทั้งคู่ย้อนกลับไปหาร้านโปรด ม้านั่งตัวเดิม เพลงเพลงเดิม และเรื่องราวเล็ก ๆ ที่เคยทำให้ตกหลุมรักกัน พร้อมกับสร้างความทรงจำบทใหม่ที่ทำให้ทั้งคู่ได้รู้ว่า… คนเดิมอาจไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะบางครั้ง…การวิ่งกลับไปหาคนเก่า ไม่ได้ทำให้เราเจออดีต แต่ทำให้เราได้เจอคนเดิม… ในเวอร์ชันที่พร้อมรักกันมากกว่าเดิม แล้วเส้นชัยของการวิ่งครั้งนี้…จะแลกได้แค่ของรางวัล หรือแลก “คนเก่า” ให้กลับมาเป็น “คนปัจจุบัน” ได้อีกครั้งFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Run With My ExPen Name : Plaifah It's an interesting phenomenon, isn't it, how Thai people seem to have a unique relationship with their past flames? It appears to be a case of knowing a breakup is final, yet readily participating when an opportunity arises to engage with an ex. Take Bonnie, for instance, who ropes her former partner, Emi, into the 'Run for Your Ex' event. This isn't just any race; it's an 11-kilometer challenge where ex-lovers vie for prizes. Initially, both women see it as a lighthearted way to get some exercise with someone who knows them inside out. However, as they pound the pavement, the miles seem to rewind their hearts to cherished moments. Each kilometer echoes with memories of their favorite haunts, familiar park benches, the soundtracks to their romance, and the small anecdotes that sparked their initial connection. Along this journey, they inadvertently forge new experiences, leading to a profound realization: people change, and the person they once knew might be an entirely different individual now. It turns out that sometimes, retracing your steps with an ex isn't about dwelling on the past, but about encountering that same person, transformed and perhaps more ready than ever to love. So, will this race culminate solely in the coveted prize, or will the finish line also herald the return of the 'ex' to become a cherished 'present'?FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ก่อนเสียงจะเอ่ยว่ารักนามปากกา : ปากกาสีส้มม่วง คุณรู้ไหม… คำว่า รัก สามารถแสดงออกได้หลายแบบ บางคนบอกรักด้วยคำพูด บางคนบอกรักด้วยอ้อมกอด บางคนเลือกเก็บมันไว้ในสายตา แต่เราสองคนเลือกแสดงความรักด้วย “ภาษามือ” เพลงพิณ (บอนนี่) ศิลปินเดี่ยวคนดังที่มีฉายาว่าเสียงของสวรรค์ "วันนี้เหนื่อยไหม" เสียงผู้จัดการเอ่ยถาม "ไม่ค่ะ" เพลงพิณตอบและถอนหายใจเบา ๆ เธอเคยรักการร้องเพลงแต่ตอนนี้เธอไม่แน่ใจแล้วว่ากำลังร้องเพลงเพราะรักมัน หรือเพราะทุกคนอยากให้เธอร้อง แสงเหนือ (เอมี่) คุณครูสอนภาษามือกำลังสอนเด็กที่เหมือนกับเขาคนที่ไม่สามารถสื่อสารผ่านการออกเสียงได้ มีคนเคยถามว่า “ชีวิตที่ไม่มีเสียงน่าเบื่อไหม” ไม่เลย โลกใบนี้ไม่เคยเงียบ แม้เขาจะพูดไม่ได้แต่ยังได้ยินทุกอย่าง และยังสามารถส่งความรู้สึกด้วยสองมือได้ แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอุบัติเหตุในวันฝนตกทำให้พวกเธอทั้งสองคนสลับร่างกัน โชคชะตาที่จะทำให้ทั้งสองคนได้เรียนรู้ “เสียง” ได้เรียนรู้ความหมายของ “ความเงียบ” และให้ “ความเงียบ” ได้สัมผัสโลกของ “เสียง” เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าบางครั้งความรักที่ดังที่สุด กลับเป็นความรักที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูดเลย แต่แค่ใช้หัวใจเป็นตัวนำทางก็พอFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Before the voice says "I love you".Pen Name : ปากกาสีส้มม่วง It's fascinating how love finds its voice in countless ways, isn't it? For some, it's a whispered 'I love you,' for others, a warm embrace, or perhaps a loving glance. But for these two, their unique language of affection is spoken through the graceful movements of sign language. Take Plaengpin (Bonnie), the acclaimed solo artist known as the 'Voice of Heaven.' She might ask her manager, with a gentle sigh, 'Are you feeling tired today?' It seems her passion for singing, once so vibrant, is now clouded by uncertainty – is she singing for herself, or for the expectations of others? Then there's Saengnuea (Emi), a sign language instructor, who is nurturing a child who, like her, communicates without spoken words. Someone once mused, 'Is a life without sound a dull existence?' Far from it! This world is a symphony, even for those who cannot hear it in the traditional sense. Though he may not speak, she absorbs every sound and expresses her heart through her hands. However, a sudden, unforeseen accident on a rainy day throws their lives into delightful disarray, causing them to literally swap bodies! This twist of fate sets them on a journey to truly understand the essence of 'sound,' to grasp the profound meaning of 'silence,' and to allow the world of 'silence' to experience the vibrant realm of 'sound.' Through this shared adventure, they'll discover that sometimes, the most powerful expressions of love are the ones that transcend words, guided solely by the heart.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... บอนอย่าทิ้งบี๋นามปากกา : พู่กันเบอร์11 ทุก ๆ เช้าของ "บี๋" ต้องพาควายออกไปเล็มหญ้า โลเคชันที่บี๋เลือกวันนี้เป็นริมถนนของหมู่บ้าน จู่ ๆ มีรถหรูสีขาวแปลกตาขับเข้ามา บี๋ไม่ได้ตั้งใจจะสอดรู้สอดเห็น แต่เพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้าน บี๋จำเป็นต้องสอดส่อง มีคุณครูคนสวยย้ายเข้ามาสอนในโรงเรียนประจำหมู่บ้านเรานี่เอง อะไรกันคุณครูตาแป๋วคนสวยคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ใกล้ ใกล้...ขึ้นเรื่อย ๆ "สวัสดีค่ะ บอนนี่นะคะ ฝากตัวด้วยค่ะ" หลังสิ้นเสียงนั้น บี๋เอาแต่อ้าปากค้าง หูดับไปชั่วขณะ รู้ตัวอีกทีเชือกควายก็หลุดออกจากมือแล้ว บี๋และคุณครูคนใหม่ต้องพากันวิ่งไล่จับควายราว 10 นาที เฟิดอิมเพซ่านอะไรสักอย่าง บี๋เรียกไม่ถูก นั่นแหละ อาจจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่มันทำให้บี๋และครูบอนสนิทกันไวมาก จนบี๋ไปมาหาสู่ช่วยเหลือดูแลครูบอนไม่ขาดตกบกพร่อง ก่อนออกจากบ้านพาควายไปเล็มหญ้าวันนี้ บี๋แต่งตัวดูดี ใส่เสื้อลายสก๊อตสีสวยและเซ็ตผมแบ่งปอยหวานนิดหน่อย เผื่อคุณครูคนสวยประทับใจ แต่พอไปถึงบี๋ต้องเจอกับภาพบาดตาบาดใจ มีไอหนุ่มหน้าหวาน หน้าตาไม่หล่อ ๆ เดินมาข้าง ๆ ครูบอน พร้อมกับยื่นซองสีชมพู "ถ้าสะดวกไป บอนอยากให้บี๋ไปร่วมงานแต่งของบอนนะ" บี๋แทบอยากหนีไปกอดเสาเถียง TTFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Bon, don't abandon Babe.Pen Name : พู่กันเบอร์11 Each morning, Bee herds her buffaloes out for their pasture time. Today, the village road became their grazing spot. Suddenly, a fancy white car, the kind you don't see every day, rolled to a stop. Babe, not one to pry, felt a duty to keep an eye out for the village's sake. A new teacher, quite a looker, had just arrived at the local school. What was this all about? This lovely, bright-eyed teacher was heading right towards her… 'Hi, I'm Bonnie. It's a pleasure to meet you all.' Babe was utterly floored, her ears buzzing for a moment. Before she could even react, the buffalo's lead slipped right through her fingers. A good ten minutes of frantic chasing ensued, with Babe and the new teacher hot on the heels of the escaped buffaloes. Whatever it was about a 'first impression' – Babe couldn't quite put her finger on it – but it seemed to forge an instant connection between her and Teacher Bonnie. Now, Babe finds herself visiting and lending a hand to Teacher Bonnie quite often. In fact, before heading out with the buffaloes this morning, Babe made sure to spruce herself up, donning a cute plaid shirt and styling her hair in a sweet, parted manner, all in the hopes of charming the beautiful teacher. But upon her arrival, Babe was greeted by a scene that shattered her hopes: a dashing young man… A fellow who was decidedly *not* handsome sauntered up to Teacher Bon and handed him a pink envelope. 'If you're free, Bon would love for you to come to Bon's wedding.' Babe felt an overwhelming urge to bolt and embrace the nearest lamppost. TTเข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “เอมี่-บอนนี่”ที่จะมาแจกความสดใส ขี้เล่นตามสไตล์สองสาวให้เหล่าแฟนคลับใจละลายกันไปเลย ~( ถ้าไม่ได้ชื่อเอมี่-บอนนี่จะชื่อว่าอะไร ? ) จากคราวที่แล้วที่ “เอมี่ - บอนนี่” ได้มารายการ EFM FANDOM LIVE ได้ตั้งชื่อให้กันในรายการว่า ‘หมี่หมี – หนี่หนี’ แต่หลังจากนั้นที่มี “เอนี่” ก็ได้เปลี่ยนเป็น ‘มีมี่ - นีนี่’ ไปแล้ว ในคราวนี้เลยตั้งชื่อให้กันและกันเป็น ‘ตี๋หลี - แป๋วแหวว’ มีที่มาจาก “เอมี่” เป็นตี๋ และ “บอนนี่” ตาแป๋วเลยได้ชื่อนี้ไป( ปริศนาดอกกุหลาบที่กรุงโรม ) จากงาน ‘EMIBONNIE 1st FANMEET IN EUROPE’ ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีที่ทั้งสองได้ลงรูปดอกกุหลาบ แฟน ๆ สงสัยว่าใครเป็นคนให้ดอกกุหลาบนี้ ซึ่ง “เอมี่” บอกว่ามันเป็นดอกกุหลาบที่อยู่บนโต๊ะอาหารอยู่แล้วเลยหยิบขึ้นมาถ่ายรูปเล่น แต่พอเห็น “บอนนี่” เดินมาก็เลยยัดเข้ามือไปเลย แกล้ง ๆ เอาไปให้ เลยได้เห็นออกมาเป็นรูปที่ลงใน Instagram( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครเป็นคนที่ไปรับ-ส่งเอนี่ทุกวัน ) “เอมี่” พูดเลยว่า เป็น “บอนนี่” แน่นอนเพราะเขาตื่นเช้ามาก ส่วนตัวเองเป็นคนที่ตื่นเย็นสุด ๆ “บอนนี่” เลยบอกว่าเป็น “บอนนี่” ที่ส่ง “เอนี่” ตอนเช้า ส่วนตอนเย็นเป็น “เอมี่” มารับกลับบ้าน แบ่งหน้าที่ไปรับลูกอย่างเท่าเทียมกัน ตอนเช้าเดี๋ยว “บอนนี่” ดูแลจัดการให้เอง !( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครเป็นคนที่ห่อข้าวกล่องให้เอนี่เอาไปโรงเรียน ) “บอนนี่” บอกว่า “เอนี่” เอาแต่กินขนม ถ้าต้องห่อข้าวกล่องไปให้ คงต้องทำเมนูหมูกระทะปิ้งไปให้เรียบร้อยพร้อมมีน้ำจิ้ม และห้ามขาดของหวาน นั่นก็คือเค้กช็อกโกแลต เพราะ “เอนี่” ชอบกินช็อกโกแลตและอาหารที่ไม่มีผัก พออยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ กับ เอนี่ แล้วรู้เลยว่าเขาไม่ชอบกินผัก “เอนี่” เป็นเด็กที่เลือกกิน เหมือนกับ “เอมี่”( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครหวงลูกมากกว่ากัน ถ้ามีคนเข้ามาจีบเอนี่ ) “เอมี่ - บอนนี่” ต่างฝ่ายต่างคิดว่าก็คงหวงลูกเหมือนกันทั้งคู่ ถ้าเข้ามาจีบเล่น ๆ ขำ ๆ ก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าจะเข้ามาจีบจริงจังก็ขอเช็คประวัตินิดหน่อย ยิ่งตอนนี้ได้ข่าวว่า “เอนี่” ฮอตมาก เริ่มมีหลาย ๆ คนเข้ามาจีบ เพราะเขามีเพื่อนเยอะทั้งหญิงทั้งชาย ที่ได้ยินจากที่ “เอนี่” เล่ามาก็มี “LYKYOU” ลูกของวง ‘LYKN’ และมี “DOMIIA” ลูกของสองหนุ่ม ‘เพิร์ธ - แซนต้า’ ที่ชอบมาเต๊าะลูก แต่ “เอนี่” ก็เชิ่ด เพราะเขามีคนในใจอยู่แล้วที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่ออย่าง “JEWEL” ที่เป็นลูกของ ‘แจน - จิงจิง’ ซึ่งถ้าต้องดองกับบ้านนี้ก็โอเค น่ารักดี ไม่มีปัญหา( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครจะงอนลูก ถ้าลูกไม่เล่นด้วย ) “เอมี่” บอกว่าเป็น “บอนนี่” แน่นอน 100% เพราะ “บอนนี่” กับ “เอนี่” ชอบเล่นด้วยกันตลอดเลย ทั้งคู่ชอบคุยเล่นกันงุ้งงิ้ง ๆ เจื้อยแจ้วกันไป แล้วเราก็ฟังลูกพูด ถ้า “เอนี่” ไม่เล่นด้วยจริง ๆ ยังไง “บอนนี่” ก็งอน( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครจะร้องไห้ถ้าลูกหกล้ม ) ทั้งคู่พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า “เอมี่” แน่นอน เพราะ “เอมี่” ไม่ชอบให้ลูกเจ็บตัว “เอนี่” เขาเคยล้มแล้วตอนงาน ‘GMMTV STARLYMPICS’ ที่ผ่านมา ตอนที่เห็นลูกล้มแล้วรู้สึกเจ็บไปกับ “เอนี่” ด้วยเลย ไม่อยากให้เขาวิ่งเลย ค่อย ๆ วิ่งแทนก็ได้ “บอนนี่” เลยแซวว่ากับลูกจะยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมเลย( ยิ่งคิดยิ่งชิดที่ซ่อนความในใจเอาไว้ ) ที่มาที่ไปของ MV นี้มาจากที่ “เอมี่ - บอนนี่” เขียนบรรยายถึงกันและกัน เพราะด้วยความที่เป็นเพลงแรกที่ได้เดบิวต์เป็นศิลปินดูโอ้คู่แรกของ RISER MUSIC ทีมงานจึงอยากให้ทั้งคู่ได้มีส่วนร่วมกับเพลงนี้ โดยพี่ทีมงานถามมาว่ามีคำพูด เนื้อหา หรือคีย์เวิร์ดอะไรที่อยากใส่เข้ามาในเพลงมั้ย “เอมี่” เลยเขียนอธิบายความรู้สึกที่มีต่อ “บอนนี่” ไปเลย ตอนแรกที่เขียนก็ไม่ได้เขินอะไร แต่พอส่งให้ทีมงานดูแล้วเริ่มโดนแซวก็เขินนิดหน่อย พอ “บอนนี่” รู้ก็เลยเขียนบรรยายความรู้สึกกลับไปให้ “เอมี่” เหมือนกัน เหมือนเราเขียนความในใจให้กันและกันเลย และท่อนที่ทั้งคู่ชอบที่สุดในเพลงนี้คือ ‘ชอบเวลาเธอหันมาเรียกชื่อฉัน โลกทั้งใบก็หายเหลือแค่เราเท่านั้น’( ซีนที่ชอบใน MV ยิ่งชิดยิ่งคิด ) “เอมี่ - บอนนี่” บอกว่าชอบซีนที่ได้เจอกัน เป็นซีนแรกที่เริ่มถ่ายเลยที่อยู่ในร้านกีตาร์ จังหวะที่ “บอนนี่” จ๊ะเอ๋แล้วยิ้มให้กัน “เอมี่” หลุดยิ้มตามตลอด เขายิ้มแฮะ ๆ แล้วเราก็ยิ้มตาม เลยถ่ายไม่เสร็จสักทีซีนนี้ เพราะ “บอนนี่” ทำตาแป๋วตลอด( ศิลปินที่อยากฟีเจอร์ริ่งด้วย ) “เอมี่ - บอนนี่” บอกว่าจะเกิดฝันมาก ทำเอาไม่กล้าพูดเลย แต่ศิลปินที่อยากฟีเจอร์ริ่งด้วยก็คือ “BOKYLION” ทั้งคู่พึ่งคุยด้วยกันไปเองว่าเพลงใหม่อย่าง ‘นาฬิกาทราย’ ดีมาก ชอบพี่เขามาตั้งแต่ร้องเพลง Cover อยู่เลย และถ้าได้ร่วมงานกับ “THE TOYS” ด้วยอีกก็คงดีใจไม่น้อย( ผลงานซีรีส์คู่ที่อดใจรออีกเพียงไม่นาน ! ) ซีรีส์ ‘เงาใต้พระจันทร์’ ตอนนี้เริ่มถ่ายทำไปได้ถึงครึ่งเรื่องแล้ว และได้ยินมาว่าแฟนคลับแซวว่า “พี่จันทร์” เป็นเมะธงแดง ถ้าซีรีส์ออนแอร์แล้วจะโดนแม่ ๆ ของ “น้องคีย์” หักคะแนนฉ่ำแน่ ๆ แต่ “เอมี่” สวนกลับว่า จริง ๆ “พี่จันทร์” ไม่ได้ธงแดงขนาดนั้น “น้องคีย์” ก็ไม่เบาเหมือนกันแหละ “บอนนี่” เลยบอกว่าให้ทุกคนรอดูแล้วกัน ตัวละครมีเหตุผลในการกระทำว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ยิ่งในซีรีส์มี “ฟิล์ม” มาเล่นด้วยตอนร่วมซีนกันก็สนุกมาก ๆ เชือดเฉือนกันสุด ๆ ให้ทุกคนรอติดตามกันด้วย เร็ว ๆ นี้มีข่าวดีมาแล้วและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เอมี่ - บอนนี่” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “Emi Bonnie MELODY - ยิ่งร้อง ยิ่งรัก”ในเกมนี้ “เอมี่ - บอนนี่” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เอมี่ - บอนนี่”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เอมี่ - บอนนี่” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากซิงเกิล “ยิ่งชิดยิ่งคิด (Fall For You)” เพราะ ๆ จากทั้งคู่ รับชม MV ได้ทาง Youtube : RISER MUSIC และรอติดตามซีรีส์ “เงาใต้พระจันทร์” เร็ว ๆ นี้ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

EVENTS

EFM ON TOUR 2026 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

13 ส.ค. 2026

EFM ON TOUR 2026 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

EFM ON TOUR 2026 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย! รุ่นพี่เตรียมร้อง รุ่นน้องเตรียมโยก เตรียมตัวให้พร้อม!!เพราะ EFM กำลังยกขบวนความสนุกไปเจอกับชาวมหาลัยแบบจัดเต็ม! เจอกันกับ ดีเจสายมันส์ บุกแคมปัสแบบจัดเต็มพร้อมกิจกรรมสนุกๆ และ ของแจกจากผู้สนับสนุนตลอดทั้งงาน 21 สิงหาคม | มหาวิทยาลัยกรุงเทพเจอกับ GOODMOOD • PARADOX • KLEAR 3 กันยายน | มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเจอกับ FOOL STEP • INK WARUNTORN • KLEAR 25 กันยายน | มหาวิทยาลัยรังสิตเจอกับ GOODMOOD • FOOL STEP • BOWKYLION #EFMONTour2026 #EFM94

พุธทอล์ค พุธทัวร์ 2026

31 พ.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธทัวร์ 2026

มัธยมไม่ง่าย… แต่ไม่ต้องหาทางออกคนเดียว !!“พุธทอล์ค พุธทัวร์” พร้อมยกสตูสู่เสตจ ไปหาน้อง ๆ ถึงโรงเรียน!กับ 3 ดีเจไอดอล ดีเจเผือก ดีเจต้นหอม ดีเจเติ้ลพร้อมพลังบวก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะเปิดสเปซความปลอดภัยของวัยมัธยม ที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องในใจแบบไม่ตัดสินไม่ว่าจะเรื่องเรียน เพื่อน ความรัก ครอบครัว หรือความกดดันที่เก็บไว้คนเดียวครั้งนี้… เราพร้อมนั่งฟังไปด้วยกัน12 มิถุนายน 2569โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา19 มิถุนายน 2569โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ26 มิถุนายน 2569โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์แล้วเจอกันนะวัยมัธยม#พุธทอล์คพุธทัวร์ #EFM94

อังคารคลุมโปง Horror Story

19 มี.ค. 2026

อังคารคลุมโปง Horror Story

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมส่งเรื่องหลอน เรื่องผี หรือเรื่องลี้ลับที่ไม่เคยถูกเล่า เผยแพร่ หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อนและไม่เป็นเรื่องที่สร้างมาจาก AI Generator ทุกโปรแกรมเพื่อค้นหาเรื่องเล่าคุณภาพ ที่พร้อมต่อยอดสู่การสร้างเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับภาพยนตร์ไทยระดับ Box Office ปรัชญา ปิ่นแก้วกติกา การร่วมประกวดอังคารคลุมโปง Horror Storyรูปแบบและรางวัลการประกวดคัดเลือก 2 เรื่องหลอนที่โดนใจคณะกรรมการเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างเป็นภาพยนตร์พร้อมรับเงินรางวัล เรื่องละ 50,000 บาทวิธีการส่งผลงานถ่ายคลิปหรือโพสต์คลิปเล่าเรื่องหลอนลง TIKTOK ไม่จำกัดรูปแบบการนำเสนอติดแฮชแท็ก #อังคารคลุมโปงHorrorStoryความยาวคลิปไม่เกิน 10 นาทีการส่งผลงานเข้าประกวด สงวนสิทธิ์ 1 คนต่อ 1 เรื่องเท่านั้น**การพิจารณาผลงานยึดจากพล็อตเรื่องเป็นหลัก ยอดวิวหรือยอดการเข้าชม ไม่มีผลต่อการตัดสินของคณะกรรมการ**เกณฑ์การพิจารณา– เรื่องใหม่ ไม่เคยเผยแพร่หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อน– พล็อตเรื่องน่ากลัว มีจุดพีคหรือจุดหักมุมที่ชัดเจน– สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ “จากเรื่องเล่าที่ไม่เคยเล่า…”ระยะเวลารับสมัครเปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569เงื่อนไขการส่งผลงานเข้าประกวด

‘นะโมเฟส’ ครั้งแรกของงานมูระดับชาติ Atime และ Thairath รวมทุกความศรัทธา ให้คุณได้มาเสริมดวงให้ปัง มูให้สุด 4 วันเต็ม!

15 ต.ค. 2025

‘นะโมเฟส’ ครั้งแรกของงานมูระดับชาติ Atime และ Thairath รวมทุกความศรัทธา ให้คุณได้มาเสริมดวงให้ปัง มูให้สุด 4 วันเต็ม!

‘นะโมเฟส’งานนี้มีถึง 9 โซนด้วยกันมางานเดียว ทั้งมู ทั้งกิน รวมร้านเด็ดร้านดัง ครบจบทุกด้านโซน 1 เติมแต้มบุญรับพลังดีๆตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยกิจกรรม ลอดท้องช้าง รับน้ำมนต์จากบ่อน้ำพระพุทธมนต์วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหมและจาก 381 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทำบุญเสริมมงคลชีวิตร่วมกับมูลนิธิต่างๆโซน 2 นะโมมิชชั่นขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศจากวัดดังทั่วไทย ไหว้ครบจบ มางานเดียวขอพรได้ครบทุกด้าน การงาน การเงิน ความรัก โชคลาภ รวมไว้แล้วครบทุกศาสตร์การมูสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากวัดอินทรวิหาร จ.กรุงเทพฯหลวงพ่อโสธร จากวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทราแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม จากวัดสัมพันธวงศ์ จ.กรุงเทพฯท้าวเวสสุวรรณ จากวัดจุฬามณี จ.สมุทรสงครามช้างเอราวัณ จากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จ.สมุทรปราการไอ้ไข่ จากวัดเขากรวด จ.ราชบุรีพระพิฆเนศ จากพิพิธภัณฑ์พระพิเนศ จ.เชียงใหม่เจ้าปู่ศรีสุทโธ เจ้าย่าศรีปทุมมา จากคําชะโนด วังนาคินทร์ จ.อุดรธานีโซน 3 นะโม StageTalk ลึกทุกศาสตร์ จากกูรูเสริมมงคลที่จะมาช่วยบอกทริคดวงดี ไหว้ที่ไหน ไหว้ยังไง ไหว้แบบไหนชีวิตถึงจะปัง!17 ต.ค. 68 : 11.30 – 12.30 น. Talk จาก อ.เอ้ ศศิพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาเสริมดวงด้วยหินนำโชค 18 ต.ค. 68 : 14.30 – 15.30 น. Talk จาก อ.เป็นหนึ่ง เทรนด์ฮวงจุ้ย 2026 จัดบ้าน,โต๊ะทำงาน,สีมงคล 19 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก อ.คฑา ชินบัญชร หมอดูไพ่ยิปซีเบอร์ 1 ของไทย20 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก หมอไก่ พาทินี พยากรณ์ดวงรายวันหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและ 14.30 -15.30 น. ซินแสไช้ พลังฮวงจุ้ยแห่งฟ้าดินโซน 4 มาเช็กดวง-สิดูดวงครบทุกแขนงจากหลายสำนัก ทั้งไทย-เทศ สายไหนก็มี หมอดู นักพยากรณ์คิวทอง มารวมที่นี่ อาทิ ซินแสไช้ / หมอแอ้ เดอะเมจิกแมน / อ. เก่ง พลิกดวงชะตา เป็นต้นโซน 5 เจ้าสำนักซัพพอร์ตร่วมสนุกกับบูธจากผู้สนับสนุนใจดี ลุ้นรวยไม่รู้ตัว ตะลุยเก็บแต้มบุญจากบูธผู้สนับสนุนให้ครบ รับสิทธิ์ ตักไข่ลุ้นดวง ลุ้นรางวัลอีกมากมาย ถ้าดวงดี ดวงเฮง อาจได้รับโชคใหญ่กลับบ้านแบบไม่รู้ตัวโซน 6 Super มูเก็ทอัพเลเวลความปัง ช้อปสินค้าเสริมมงคล ตั้งแต่เครื่องราง เสื้อผ้า เครื่องประดับ ARTTOY ของตกแต่งบ้าน ต้นไม้เสริมมงคล อาทิ คุ้มนะหน้าทอง (น้ำหอมสายมู) – ดีเจมะตูม / UZI COSMETIC - (ลิปสติกสายมู) - ขวัญ อุษามณี / อวตาร ไทยแลนด์ / TWINSTUDIO (อาจารย์เอก ARTTOY) เป็นต้นโซน 7 กินได้ กินดีรวมร้านดัง ร้านเด็ดข้างวัดดัง ร้านดารา คัดมาแล้วว่า อร่อยชัวร์ร้านเด็ดข้างวัด“กุยช่ายเจ๊มล” เจ้าดังวัดศาลเจ้าเซียนแปะกุยช่ายนึ่ง แป้งบางๆ ไส้แน่นๆ น้ำจิ้มเด็ด ร้านนี้คิวยาวมากกกก“เจ๊นี เผือกหิมะ” ร้านเด็ดใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือเผือกหิมะ กรอบนอก นุ่มใน ตำนานเผือกหิมะขายมานานหลาย 10 ปี“หมูปิ้งเฮียอ้วน” วัดแขก สีลม - หมูปิ้งโบราณ นุ่มฉ่ำ ตำนานกว่า 35 ปี“ฮ่องกงซิง่วนฮะ” วัดมังกร เยาวราช - ขนมเปี๊ยะแป้งบาง สูตรฮ่องกงกว่า 40 ปีร้านเด็ด ร้านดังอาทิ ขาหมูบ้านไร่ - ขาหมูกระแสแรง คิวยาวที่สุด / เจ๊นก กระท้อนซิ่ง - อร่อยถึงเครื่อง ถึงใจ / เต้าหู้ดํา ราชบุรี - เต้าหู้ดำโพธาราม ซ้อสุ - เต้าหู้นุ่มละมุนเจ้าดังราชบุรี / หมูทอดฅนเมือง บรรทัดทอง / ข้าวหลามจิ๋วสูตรบางคนที / เจริญไทยสุกี้ 江龍泰 / / ขนมฟินฟิน (ขนมเปี๊ยะไส้ช็อกโกแลต) / Ricco ลาซานญ่า / นายเกาะข้าวเกรียบเห็ดหอม / แซ่บตำ ยำนัว / ฉ่ำ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม / พั๊ฟสติ๊กคุณต๋อย (PUFF STICK KHUN TOY)เอกอร่อย พริกแกงใต้ เป็นต้นร้านดาราอาทิ ตูมสนิท (หมูฝอย หมูสวรรค์) – ดีเจมะตูม เตชินท์ / ทอยต้มตุ๋น - ทอย ปฐมพงศ์ /ก็ปลาดิคร้าบ (ลูกชิ้นปลาซอสทะเลเดือด) - ตั๊ก บริบูรณ์ / ส้มตำแม่น้อย - แม่น้อยโพธิ์งาม / OVER PROOF CRISPY DONUT (โดนัทสไตล์ไต้หวัน) - ว่าน ธนกฤต / น้ำพริกปุยแสบปาก - ปุยฝ้าย AF / Nina by Monster หมี่คลุก - ฮาน่า หนิง ปณิตา / JOY SIRILAK’s HEAVEN (ขนม เครื่องดื่ม) - จอย ศิริลักษณ์ / KITCHEN’s NOTT ครัวนี้มีแต่ของอร่อย (ก๋วยเตี๋ยว ฮังเล เนื้อ-หมู) - น็อต วรฤทธิ์ / แพทพาเพลิน (น้ำพริกนรก) - แพท พาวเวอร์แพท / WhiBe ไวบี (ขนมปังสุขภาพ) - แอมป์ พีรวัศ / เปรี้ยวซ่าปลาระเบิด (ลูกชิ้นปลาระเบิด) – เปรี้ยว AF / FOX LA LEMON (น้ำเลมอน) – พิมพรรณ เป็นต้นโซน 8 สะเดาะเคราะห์สะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์ ลอยโศก ผ่อนทุกข์หนักให้เป็นเบา แบบใจฟู อาทิ ใส่บาตรพระประจำวันเกิด / ทำบุญโลงศพ / ทำบุญโถ่ชีวิต โค - กระบือ / บริจาคดวงตา-ร่างกาย จาก สภากาชาดไทย เป็นต้นโซน 9 แต้มบุญลุ้นโชคเติมแต้มบุญลุ้นโชคได้ถึง 2 ชั้น เพียงรับใบสะสมแต้มบุญได้ที่บูธ ATIME และ THAIRATHลุ้นโชคชั้น 1 ลุ้นรับของรางวัลเครื่องรางและของขลังเสริมมงคล และลุ้นโชคชั้น 2 ลุ้นเป็นผู้โชคดีร่วมทริป “คชาภาพาไปมู To ไต้หวัน” จำนวน 2 ที่นั่งของรายการคชาภาพาไปมู พร้อมกับ มดดำ คชาภา , อ.คฑา ชินบัญชร , ดีเจบุ๊คโกะธนัชพันธ์และใบตอง รัชตวรรณ (เดินทางวันที่ 22 - 24 พฤศจิกายน 2568)และพบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง16 ต.ค. 68 : 13.30 น. - ก้านตอง ทุ่งเงิน และ 17.30 น. - กัน นภัทร17 ต.ค 68 : 17.00 น. - กานต์ ทศน18 ต.ค.68 : 17.00 น. - ไอซ์ ศรัณยู19 ต.ค. 68 : 17.00 น. - จ๊ะ นงผณีมาเจอกัน “นะโมเฟส” งานบุญที่สนุกที่สุดแห่งปีวันที่ 16 - 19 ตุลาคม 2568ที่ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา

23 ม.ค. 2026

PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา

PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา ที่จะเปลี่ยนจะทุกก้าว..ให้มีพาวเวอร์" เสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ที่สวนสาธารณะบึงหนองบอนกระทบไหล่กับเหล่าเซเลป 4 ขา ชื่อดัง และไฮไลท์กิจกรรมความสนุกมากมายอาทิ Hero talk Woof on Stage ทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 / Pawground สนามหมาวัดใจ / Playground สนามนุด โชว์พลัง และ Photo WOOF! บูธถ่ายภาพนุดกับน้อนโดยช่างภาพงานเดียวที่ สายฟิตต้องมา สายหมาต้องโดน!” วิ่งกันเพลินๆ แต่พลังใจล้นสนามกับ 3 ระยะทาง ได้แก่MAHRATHON ระยะทาง 2 กม. สำหรับ นุด และ น้องหมา ราคา 750 บาท [คน และ สุนัข 1 ตัว]FUN RUN ระยะทาง 5 กม. ฟีลวิ่งชิลล์ วิวดี หมาน่ารัก ราคา 650 บาทMINI MARATHON ระยะทาง 10 กม. สำหรับสายวิ่งตัวจริง ราคา 750 บาทเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมนี้ ทาง www.runlah.com/th/pwm2025สมัครแล้วรับเลย! Race Kit สุดน่ารัก ประกอบด้วย:เสื้อวิ่งลายสุดพิเศษ, BIB, เหรียญรางวัลสำหรับทั้งนักวิ่งและน้องหมา และผ้าพันคอสุดน่ารักสำหรับน้อนๆโปรโมชั่น พิเศษ* 100 คนแรก ที่ซื้อบัตรวิ่ง MAHRATHON 2 KM.รับสิทธิ์ Clay Painting Workshop เพ้นท์ลายแผ่นดินเหนียวรูปน้องหมาแมวภายในวันงาน* 1,000 คนแรก ที่ซื้อบัตรทุกระยะทางรับฟรีถุงเท้า Collection พิเศษลายสุดโฮ่ง!นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสำหรับนุด และ น้อนหมา ให้ร่วมสนุกอีกมากมายDog Pawground สนามหมาเล่น ประลองสกิลสุดท้าทายพลังข้อขาPlayground สนามนุดเล่น วัดพลังความแข็งแกร่งของนักวิ่งPhoto WOOF! โซนถ่ายรูปครอบครัว โดยช่างภาพมืออาชีพTalk on Stage : Hero Talk Woof on Stageทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 เจาะลึกถึงที่มา ส่งต่อแรงบันดาลใจ โชว์ความสามารถพิเศษ พูดคุยเรื่องการฝึกสุนัข ติวเข้มก่อนออก Start ฝึกเข้าสังคม และฝึกเข้าสายจูง ฯลฯโดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนค่ารักษาพยาบาลสัตว์จรมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (Soi Dog Foundation)#PawerMahrathon #ATIME #EFM94

EFM ON TOUR 2025 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

21 ส.ค. 2025

EFM ON TOUR 2025 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

EFM ON TOUR 2025ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัยรุ่นพี่เตรียมร้อง รุ่นน้องเตรียมโยกไปด้วยกันแบบสุดพลังเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ EFM94 ขนทัพศิลปินสุดฮอตและดีเจสายมันส์ บุกแคมปัสแบบจัดเต็มพร้อมกิจกรรมสนุกๆ และ ของแจกจากผู้สนับสนุนตลอดทั้งงาน12 กันยายน — มหาวิทยาลัยศิลปากร (สนามจันทร์)LIPTA + jaeiPARADOXD GERRARD + ICEACE13 กันยายน — มหาวิทยาลัยสยามRetrospectgetsunovaD GERRARD + KJ19 กันยายน — มหาวิทยาลัยรังสิตPROXIEPERSESWhal Dolph#EFMONTour2025 #EFM94

EFM Fandom Live

EFM FANDOM LIVE 3 กันยายน 69 - Milk Love

03 ก.ย. 2026

EFM FANDOM LIVE 3 กันยายน 69 - Milk Love

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 27 สิงหาคม 69 - Max Nat

27 ส.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 27 สิงหาคม 69 - Max Nat

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 20 สิงหาคม 69 - GELBOYS

26 ส.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 20 สิงหาคม 69 - GELBOYS

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 13 สิงหาคม 69 - Miephat-Aya

14 ส.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 13 สิงหาคม 69 - Miephat-Aya

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 6 สิงหาคม 69 - Maxky Bas

06 ส.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 6 สิงหาคม 69 - Maxky Bas

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 30 กรกฎาคม 69 - Inn Ongsa

30 ก.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 30 กรกฎาคม 69 - Inn Ongsa

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

แฉข่าวเช้า

แฉข่าวเช้า 10 กันยายน 2569

10 ก.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 10 กันยายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 9 กันยายน 2569

09 ก.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 9 กันยายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 8 กันยายน 2569

08 ก.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 8 กันยายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 7 กันยายน 2569

07 ก.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 7 กันยายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 4 กันยายน 2569

04 ก.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 4 กันยายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 3 กันยายน 2569

03 ก.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 3 กันยายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

ใต้โต๊ะทำงาน

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ]

29 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ]

22 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ]

15 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ]

08 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้|ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ]

01 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้|ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้ |ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ]

25 ส.ค. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

พุธทอล์ค พุธโทร

พุธทอล์ค พุธโทร "เรือรบสหรัฐฯเทียบท่าแล้ว อยากชวนทหาร 5,000 นายทำกิจกรรมอะไรดี?" [2 ก.ย.69]

02 ก.ย. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "เรือรบสหรัฐฯเทียบท่าแล้ว อยากชวนทหาร 5,000 นายทำกิจกรรมอะไรดี?" [2 ก.ย.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "สิ่งใดที่คุณจะไม่ทำร่วมกับเพื่อนสนิทเด็ดขาด" [26 ส.ค.69]

26 ส.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "สิ่งใดที่คุณจะไม่ทำร่วมกับเพื่อนสนิทเด็ดขาด" [26 ส.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "กระแส HYROX ทำให้คุณสนใจอยากออกกำลังกายมากขึ้นหรือไม่?" [19 ส.ค.69]

19 ส.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "กระแส HYROX ทำให้คุณสนใจอยากออกกำลังกายมากขึ้นหรือไม่?" [19 ส.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "วันแม่ปีนี้ คุณอยากทำอะไรให้แม่" [12 ส.ค.69]

12 ส.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "วันแม่ปีนี้ คุณอยากทำอะไรให้แม่" [12 ส.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "พฤติกรรมแบบไหน บนรถไฟฟ้าที่คุณรับไม่ได้ที่สุด?" [29 ก.ค.69]

29 ก.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "พฤติกรรมแบบไหน บนรถไฟฟ้าที่คุณรับไม่ได้ที่สุด?" [29 ก.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "ถ้าเพื่อนถามว่าถึงไหนแล้ว คุณจะตอบเป็นเวลาหรือระยะทาง" [22 ก.ค.69]

22 ก.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "ถ้าเพื่อนถามว่าถึงไหนแล้ว คุณจะตอบเป็นเวลาหรือระยะทาง" [22 ก.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

อังคาร คลุมโปง

อังคารคลุมโปง X บอย ช่างแอร์เห็นผี [8 ก.ย.69]

08 ก.ย. 2026

อังคารคลุมโปง X บอย ช่างแอร์เห็นผี [8 ก.ย.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

01 ก.ย. 2026

อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

25 ส.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

18 ส.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

11 ส.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

04 ส.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

NEW RELEASE

KLEAR ส่ง ‘ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me)’ ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND เพื่อย้ำว่าถึงเวลารักตัวเองแล้ว

04 มิ.ย. 2026

KLEAR ส่ง ‘ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me)’ ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND เพื่อย้ำว่าถึงเวลารักตัวเองแล้ว

หลังจากปล่อยให้แฟนเพลงรอคอย วง KLEAR กลับมาพร้อมอัลบั้มใหม่ FORGOTTEN AND FOUND โดยเปิดตัวด้วยซิงเกิลแรก ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me) เพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวของการหันกลับมารับฟังเสียงหัวใจของตัวเอง หลังจากใช้เวลาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครบางคนมานานเนื้อหาของเพลงพูดถึงการเลือกกลับมารักและเห็นคุณค่าในตัวเอง แม้จะต้องผ่านความผิดหวัง น้ำตา และความเจ็บปวด แต่สุดท้ายแล้วคนที่อยู่เคียงข้างเราและไม่เคยทำร้ายหัวใจของเรามากที่สุด ก็คือตัวเราเอง โดย KLEAR หวังว่าบทเพลงนี้จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ผู้ฟังได้กลับมาทบทวนความรู้สึกและความต้องการที่อาจหลงลืมไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาในส่วนของดนตรีมาพร้อมซาวด์ร็อกที่ชัดเจนขึ้น ผสานความอบอุ่นจากเสียงซินธิไซเซอร์และพลังดนตรีในแบบฉบับของ KLEAR ที่ช่วยเติมความฮึกเหิมให้กับเพลง จนกลายเป็นบทเพลงที่ทั้งปลอบโยนและส่งต่อพลังบวกไปพร้อมกัน อีกทั้งยังสะท้อนแนวคิดหลักของอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND ที่พูดถึงการกลับมาค้นพบตัวตนและความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองอีกครั้งขณะที่มิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ เลือกเล่าเรื่องผ่านอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าการดำเนินเรื่องแบบตรงไปตรงมา เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ตีความในมุมมองของตัวเอง พร้อมซ่อนรายละเอียดและ Easter Egg ไว้ให้แฟนเพลงได้ร่วมค้นหาติดตามรับชมมิวสิกวิดีโอ ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me) ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND ของ KLEAR ได้แล้ววันนี้ทาง Genierock

PERSES ปล่อยซิงเกิล Turn Me On feat.Tobii ที่ร้อนแรงทั้งภาพลักษณ์หนุ่มเซ็กซี่ และทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้น

04 พ.ค. 2026

PERSES ปล่อยซิงเกิล Turn Me On feat.Tobii ที่ร้อนแรงทั้งภาพลักษณ์หนุ่มเซ็กซี่ และทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้น

เปิดรับแรงกระแทกความเซ็กซี่จาก 5 หนุ่ม PERSES บอยกรุ๊ปจากค่าย G’NEST ที่กลับมาทวงบัลลังก์ความร้อนแรงอีกครั้งในซิงเกิลล่าสุด TURN ME ON feat. Tobii ที่ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่เต้น แต่มาเพื่อปลุกให้โซเชียลต้องลุกเป็นไฟ ด้วยลุคที่โตขึ้นและเสน่ห์ที่เย้ายวนกว่าเดิมการกลับมาครั้งนี้ PERSES ฉีกภาพจำเดิม ๆ สู่ทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้นด้วยสไตล์ Reggaeton ผสมผสานกลิ่นอาย Afrobeat ที่มาพร้อมกรูฟสนุก ๆ ชวนขยับตามได้ไม่ยาก เพิ่มความพิเศษด้วยเสียงร้องเอกลักษณ์จาก Tobii และเนื้อร้องติดหูจากปลายปากกาของ OZEEOO ที่ช่วยอัปเกรดให้ท่อนฮุกของเพลงนี้กลายเป็นไวรัลได้ในเวลาอันรวดเร็วในส่วนของมิวสิกวิดีโอ PERSES ถ่ายทอดภาพลักษณ์ ‘ผู้ชายเซ็กซี่’ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยทำมา เล่าเรื่องราวของการกลับมาพบกันของคนในความทรงจำ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าลุ่มหลง จนอยากจะรั้งช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ให้นานที่สุดซิกเนเจอร์เรื่องการเต้นยังคงเป็นลายเซ็นที่แข็งแกร่ง โดยครั้งนี้พวกเขามาพร้อมทักษะที่ดุดันแต่พริ้วไหว ไฮไลต์อยู่ที่ช่วง Dance Break และการแบ่งยูนิตโชว์ศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น จั๋ง-เน และ กฤติน-ปาล์ม-ปลั๊กกี้ ด้วยท่าเต้นที่มีจริตความเซ็กซี่แบบผู้ชายขี้เล่น ทำให้เพลงนี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เพลงสะโพกแห่งชาติ’ ที่สายเต้นทั่วโซเชียลต้องออกมาสับสะโพกตามกันอย่างแน่นอนความเดือดไม่ได้หยุดอยู่แค่ 5 หนุ่ม เพราะงานนี้พี่น้องร่วมค่ายอย่าง 3 สาววง VIIS รวมถึงน้องใหม่อย่าง FAVIQ และ CHERIS ก็ตบเท้าเข้าร่วมประชันสเต็ปในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ด้วย แม้จะมีเวลาซ้อมร่วมกันเพียงครั้งเดียว แต่เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ออกมากลับเป๊ะปัง สมกับที่เป็นศิลปินคุณภาพจากบ้าน G’NEST ทุกคนและเพื่อให้สมกับการคัมแบ็กสุดยิ่งใหญ่ PERSES ได้จัดงาน PERSES Comeback Stage ‘Turn Me On’ Party เพื่อเปิดตัวซิงเกิลอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ที่ร้อนระอุ โดยมี Tobii ขึ้นมาร่วมโชว์บนเวที สร้างโมเมนต์ที่ทำให้เวทีลุกเป็นไฟ และตกหัวใจแฟนคลับไปได้อย่างราบคาบรับชมมิวสิกวิดีโอเพลง TURN ME ON feat. TOBII ได้ที่ YouTube: gnest_official แล้วคุณจะรู้ว่าคำว่า ‘ฮอต’ ที่แท้จริงเป็นยังไง

‘เหตุผล’ เพลงรักบทใหม่จาก Three Man Down ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก และชวนให้นึกถึงการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ

11 มี.ค. 2026

‘เหตุผล’ เพลงรักบทใหม่จาก Three Man Down ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก และชวนให้นึกถึงการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ

หลังสร้างความประทับใจครั้งใหญ่บนเวทีคอนเสิร์ต Three Man Down Live at สนามศุภชลาศัย วง Three Man Down ก็ไม่ปล่อยให้โมเมนต์ระหว่างวงและแฟนเพลงจบลงง่าย ๆ เมื่อพวกเขาเซอร์ไพรส์ด้วยการปล่อยซิงเกิลใหม่ล่าสุดอย่าง เหตุผล เพลงรักบทใหม่ที่ยังคงเต็มไปด้วยความโรแมนติกและกลิ่นอายเฉพาะตัวของวงสำหรับเพลง เหตุผล เป็นเพลงรักที่สะท้อนพัฒนาการของ Three Man Down ทั้งในด้านดนตรีและการเขียนเนื้อเพลง โดยเนื้อหาพูดถึงเหตุผลของการที่คนสองคนได้พบและตกหลุมรักกัน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนนับล้าน ราวกับว่าการได้พบกันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกในซิงเกิลนี้ยังได้ whateve ศิลปินหญิงที่เคยฝากเสียงร้องไว้ในเพลงฮิตอย่าง เพลงรัก กลับมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงอีกครั้งเคียงข้าง กิต Three Man Down เพิ่มมิติของความอบอุ่นและความละมุนให้กับเพลง ขณะเดียวกันยังมีเสียงแซ็กโซโฟนจาก โอม ASIA7 สมาชิกวง ASIA7 มาช่วยเติมบรรยากาศโรแมนติกให้เพลงมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นด้านมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ยังคงได้ผู้กำกับคู่ใจของวงอย่าง กิ๊ม-ธนรัมร์ เปรมบุญ มารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง หลังเคยร่วมงานกันมาแล้วในหลายผลงานก่อนหน้าอย่าง ยอมถอย, รักใครไม่ไหว และ เพื่อนสนิท โดยเรื่องราวในเอ็มวีเล่าถึงคู่รักที่ต้องเอาตัวรอดในโลกหลังอารยธรรมล่มสลาย และสิ่งเดียวที่ทำให้ทั้งสองยังคงก้าวเดินไปด้วยกันคือความรักด้วยเมโลดี้ที่อบอุ่น เนื้อหาที่โรแมนติก และบรรยากาศดนตรีที่ละมุน เหตุผล จึงกลายเป็นเพลงรักเพลงล่าสุดของ Three Man Down ที่สะท้อนเสน่ห์ของวงได้อย่างชัดเจน และเป็นอีกบทเพลงที่แฟน ๆ น่าจะหยิบมาเปิดฟังซ้ำในช่วงเวลาที่อยากนึกถึงเหตุผลของการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆภาพ : GeneLab

‘ยอมอยู่แล้ว’ ซิงเกิลใหม่จาก Only Monday feat. ปั๊บ POTATO กับกลิ่นอายป็อปร็อกยุค 90–2000

11 ก.ย. 2025

‘ยอมอยู่แล้ว’ ซิงเกิลใหม่จาก Only Monday feat. ปั๊บ POTATO กับกลิ่นอายป็อปร็อกยุค 90–2000

หลังจากปิดฉากคอนเสิร์ตใหญ่ไปอย่างงดงาม Only Monday กลับมาส่งซิงเกิลใหม่ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันอีกครั้งกับ ยอมอยู่แล้ว เพลงที่เคยถูกหยิบขึ้นไปโชว์บนเวที และได้รับเสียงเชียร์อย่างล้นหลามให้ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการ ความพิเศษของเพลงนี้อยู่ที่การได้ร่วมงานกับรุ่นพี่ร่วมบ้าน GMM Music อย่าง ปั๊บ POTATO ถ่ายทอดซาวด์ป็อปร็อกที่หวนให้นึกถึงบรรยากาศดนตรียุค 90–2000 อย่างลงตัวเนื้อหาใน ยอมอยู่แล้ว ว่าด้วยความรักที่แม้รู้ว่าต้องเจ็บ แต่ก็ยังเลือกจะยอมด้วยความเต็มใจ ถ่ายทอดอย่างเข้มข้นตามสไตล์หัวจ่ายเพลงเศร้า และเมื่อเสียงร้องของ ปั๊บ เข้ามาเติมเต็ม ก็ยิ่งพาให้ผู้ฟังหวนคิดถึงความทรงจำในวันวานของวัยรุ่นยุคนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนอกจากดนตรีที่หนักแน่น มิวสิกวิดีโอยังถ่ายทอดเรื่องราวความรักวุ่น ๆ ของชายหนุ่มที่ยอมจนเกินต้าน จนกลายเป็นความปั่นป่วนสุดขั้ว โดยมีผู้กำกับชื่อดัง ต้อง เต มาร่วมปรากฏตัว เติมสีสันและอารมณ์ขันให้เรื่องราวเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมการร่วมงานครั้งนี้คือการผสานพลังดนตรีข้ามเจเนอเรชัน ที่ทั้งสดใหม่และเต็มไปด้วยเสน่ห์ของแต่ละยุค Only Monday และ ปั๊บ POTATO ได้สร้างสรรค์บทเพลงที่ทั้งแปลกใหม่และคุ้นเคยในคราวเดียวกัน แฟนเพลงสามารถรับชมมิวสิกวิดีโอ ยอมอยู่แล้ว ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube : GeneLabภาพ : GeneLab

‘Too Perfect For You’ ซิงเกิลใหม่จาก 4EVE ขอเชิดใส่รักที่ทำร้าย เพราะฉันสวยเริ่ดและมีคุณค่ามากพอ

10 ก.ย. 2025

‘Too Perfect For You’ ซิงเกิลใหม่จาก 4EVE ขอเชิดใส่รักที่ทำร้าย เพราะฉันสวยเริ่ดและมีคุณค่ามากพอ

เกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุค 4EVE กลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับซิงเกิลล่าสุด Too Perfect For You (สวย เริ่ด เชิด) ที่ปล่อยออกมาไม่นานก็กลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย จากลุคสดใสและเนื้อหาที่สะท้อนความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่ ที่เลือกเดินออกจากความรักที่ทำให้เจ็บช้ำ และหันมาภูมิใจในคุณค่าของตัวเองแทนToo Perfect For You ได้ 2 โปรดิวเซอร์ฝีมือจัดจ้าน Galchanie หรือ แป้ง–ธนัญญา อินวงษ์) และ Mayojames หรือ เจมส์–อมร สำเร็จรุ่งโรจน์ มาร่วมกันสร้างสรรค์ ด้วยการหยิบเอาซาวด์โมเดิร์นป๊อป มาผสมเข้ากับกลิ่นอาย RB ช่วยเน้นการร้องอันมีเอกลักษณ์ของทั้ง 7 สมาชิกถ่ายทอดอารมณ์อย่างเฉียบคมและทรงพลังเนื้อหาของเพลงคือเสียงบอกเล่าของผู้หญิงที่เลือกจะ move on อย่างสง่างาม ยกให้ ‘ความรักตัวเอง’ สำคัญกว่าการย้อนกลับไปหาคนที่ไม่เห็นค่า เพลงประกาศความมั่นใจและพลังของการเชิดใส่รักที่ไม่ดี ผ่านท่อนฮุคที่ติดหูทันที “Cuz I’m too perfect for your love, way too perfect for you now รู้ยังคะว่าเธอน่ะพลาด มาตอนนี้ก็สายไปแล้ว” ประโยคที่พร้อมจะกลายเป็นวลีฮิตบนอินเตอร์เน็ตอีกหนึ่งไฮไลต์คือการแบ่งพาร์ทร้องที่ดึงเสน่ห์เฉพาะของแต่ละสมาชิกออกมาอย่างชัดเจน การใช้ภาษาอังกฤษผสมไทยที่ทันสมัย ฟังสนุก อินเตอร์ และเต็มไปด้วยความ Empowering ตอกย้ำว่าไม่มีใครควรต้องหันกลับไปหาความสัมพันธ์ที่ไม่เห็นค่าเราอีกต่อไป รวมถึงในพาร์ตมิวสิกวิดีโอก็ได้ผู้กำกับมากฝีมือ หลิน รินรดา มาร่วมเล่าเรื่องในมุมมองของผู้หญิงยุคใหม่ ถ่ายทอดความสวย ความมั่นใจ และอิสระของการเลือกชีวิตที่ดีให้กับตัวเองนี่ไม่ใช่เพียงแค่เพลงใหม่จาก 4EVE แต่คือบทประกาศที่บอกกับทุกคนว่า อย่ากลัวที่จะ move on และอย่าลืมว่าคุณมีคุณค่ามากพอที่จะไม่กลับไปหาความรักที่ทำร้ายใจอีกแล้ว ตามไปสัมผัสพลังที่ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งยุคทองของ 4EVE ได้แล้ววันนี้ทุกมิวสิกสตรีมมิงและ YouTube : 4EVEภาพ : 4EVE

‘ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House)’ ซิงเกิลใหม่จาก เอิ๊ต ภัทรวี ความรู้สึกของผู้ที่เลือกกอดความเจ็บปวด เพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำ

11 ส.ค. 2025

‘ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House)’ ซิงเกิลใหม่จาก เอิ๊ต ภัทรวี ความรู้สึกของผู้ที่เลือกกอดความเจ็บปวด เพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำ

เอิ๊ต ภัทรวี (EARTH PATRAVEE) กลับมาครองใจแฟนเพลงเศร้าด้วยซิงเกิลใหม่ล่าสุด ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House) จากอัลบั้มเต็ม Heart is Home ถ่ายทอดมุมมองของผู้ที่เลือกโอบกอดความเจ็บปวดไว้ เพียงเพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำตลอดไป แม้จะต้องแลกมาด้วยหยดน้ำตา แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เวลาลบเลือนเขาไปจากหัวใจ“ให้ฉันนั้นจดจำทุกหยดน้ำตา ให้ฉันได้วนเวียนกับความเสียใจอย่าห่วง ฉันไม่เป็นไร ยังดีกว่าต้องลืมเธอไป”เพลงนี้พาทุกคนกลับสู่บรรยากาศอบอุ่นและคุ้นเคย เสมือนหัวใจได้กลับบ้านอีกครั้ง ด้วยเสียงกีตาร์โปร่งอันเป็นเอกลักษณ์ และเนื้อเพลงที่เอิ๊ตเขียนจากประสบการณ์จริง ขณะโลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ดีกว่าต้องลืมเธอไป ชวนให้เวลาช้าลง ให้เราได้ซึมซับความรู้สึกที่ไม่อยากลืมเอิ๊ต เล่าว่าแรงบันดาลใจเกิดจากการสูญเสียคุณยายไป ในช่วงแรกเธอไม่กล้ามองภาพถ่ายหรือความทรงจำ เพราะความเศร้าหนักหน่วง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเศร้า คือการที่เราลืมรอยยิ้มและรายละเอียดเล็ก ๆ ของคนสำคัญไปจริง ๆ คำว่า Wooden House จึงเกิดขึ้นภายหลังจากฝันเห็นคุณยายนั่งอยู่ในบ้านไม้ไทยหลังเก่า ภาพนั้นอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่เก็บไว้ในหัวใจ และกลายเป็นภาพแทนความหมายของเพลงนี้ซิงเกิลนี้อัดด้วยเครื่องดนตรีจริงทั้งหมด โดยมี บุ้ง-กวิน สิริภัทรกุล มือเปียโนที่เลือกใช้เปียโนไม้ upright ให้ซาวด์อบอุ่น, ยี่-ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์ อดีตสมาชิก Safeplanet ในบทบาทมือเบส และ แจม-ธนัท เลาหระวี มือกีตาร์และครีเอทีฟของโปรเจกต์ ที่สร้างซาวด์กีตาร์ไฟฟ้าให้เหมือนเอฟเฟกต์เสียงฟ้าผ่า เพิ่มความแปลกใหม่ให้เพลง ส่วนเอิ๊ตเองยังรับหน้าที่อัดเครื่องสายด้วยตัวเอง แต่คราวนี้เป็นการสีไวโอลินด้วยโบว์ ซึ่งเป็นความท้าทายมากกว่าการดีดแบบ pizzicato ที่เคยทำในส่วนของมิวสิกวิดีโอ เอิ๊ต กลับมาแสดงด้วยตัวเองอีกครั้ง ภายใต้การกำกับของ นราธิป ไชยณรงค์ เล่าเรื่องการเดินทางครั้งสุดท้ายระหว่างหญิงสาวและอดีตคนรัก (รับบทโดย เมืองไทย จิรวงศ์นิรันดร) ที่ตัดสินใจออกทริปญี่ปุ่นร่วมกัน พร้อมกล้องฟิล์มจากนักท่องเที่ยวปริศนา เพื่อบันทึกภาพความทรงจำก่อนจะจากกันจริง ๆ ฉากอารมณ์เข้มข้นทำให้เอิ๊ตร้องไห้ออกมาจริง ๆ จนรู้สึกว่าต้องบอกลาตัวละครหลังการถ่ายทำ เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เธออยากให้ทุกคนได้สัมผัสผ่านมิวสิกวิดีโอนี้ความพิเศษของการเปิดตัวซิงเกิลนี้ คือการจัดอีเวนต์ Welcome to Wooden House เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ Yellow Lane BKK เชิญแฟนคลับผู้โชคดีมาชมมิวสิกวิดีโอพร้อมกันครั้งแรก และได้ฟัง เอิ๊ต ร้องสดในบรรยากาศใกล้ชิด แฟน ๆ ต่างชื่นชมว่าร้องสดได้เพราะจับใจเหมือนฟังจากแผ่น ภายในงานยังมีกิจกรรมให้แฟน ๆ เขียนเรื่องราวที่ไม่อยากลืมลงกระดาษเพื่อส่งต่อให้นักร้องอ่าน ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเก็บไว้เป็นความทรงจำดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House) คือบทเพลงที่อบอุ่นแต่แฝงรสขม สำหรับใครที่คิดถึงเพลงเศร้าแบบมีความหมายจาก เอิ๊ต สามารถรับฟังและรับชมได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางสตรีมมิ่งภาพ : Muzikmove

ENTERTAINMENT NEWS

ดีเจพีเค ปิยะวัฒน์ ปลื้ม ‘เขียวหวาน The Thai Heritage’ คว้า Thai SELECT Award 2026 ตอกย้ำความตั้งใจในฐานะผู้ประกอบการ

13 ส.ค. 2026

ดีเจพีเค ปิยะวัฒน์ ปลื้ม ‘เขียวหวาน The Thai Heritage’ คว้า Thai SELECT Award 2026 ตอกย้ำความตั้งใจในฐานะผู้ประกอบการ

นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ ดีเจพีเค-ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร พิธีกร แฉข่าวเช้า กับบทบาทผู้ประกอบการ หลังร้านอาหารไทย ‘เขียวหวาน The Thai Heritage’ ได้รับรางวัล Thai SELECT Award 2026 รางวัลที่สะท้อนถึงคุณภาพ รสชาติ และมาตรฐานของอาหารไทยสำหรับดีเจพีเค รางวัลครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าความตั้งใจและรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทุ่มเทให้กับร้านมาตลอดมีความหมาย โดยเจ้าตัวตั้งใจให้ ‘เขียวหวาน’ เป็นพื้นที่ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทย โดยเฉพาะรสชาติและตำรับอาหารไทยโบราณจากพระนครศรีอยุธยา ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบและกรรมวิธีการปรุงอย่างพิถีพิถัน“วันนี้ไม่ใช่แค่วันที่ได้รับรางวัล แต่เป็นอีกหนึ่งวันที่ทำให้รู้ว่า ทุกความตั้งใจเล็ก ๆ ที่เราใส่ลงไปในร้าน มีความหมายเสมอ” ดีเจพีเคกล่าว พร้อมขอบคุณทีมงาน ลูกค้า ครอบครัว เพื่อน ๆ และทุกคนที่คอยสนับสนุนเขียวหวานมาตลอดเจ้าตัวยังมองว่ารางวัล Thai SELECT Award 2026 เป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวของร้าน และพร้อมเดินหน้าพัฒนา ‘เขียวหวาน’ ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งต่อรสชาติและเสน่ห์ของอาหารไทยในแบบที่ตั้งใจต่อไปภาพ : Merian Axelgaard

อะตอม ชนกันต์ ประกาศปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ‘exit’ ทางออกสู่สิ่งใหม่ที่เสียงข้างในใจจะพาไป

13 ส.ค. 2026

อะตอม ชนกันต์ ประกาศปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ‘exit’ ทางออกสู่สิ่งใหม่ที่เสียงข้างในใจจะพาไป

หลังปล่อยให้แฟนเพลงรอติดตามผลงานใหม่ ล่าสุด อะตอม–ชนกันต์ รัตนอุดม ศิลปินมากความสามารถจากค่าย White Music ประกาศเตรียมปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ในชื่อ ‘exit’ ผลงานที่เกิดขึ้นจากการตกตะกอนความคิดและการกลับมารับฟังเสียงข้างในของตัวเอง หลังผ่านช่วงเวลาของการหลงทางและการค้นพบเส้นทางใหม่ในชีวิตอัลบั้ม ‘exit’ ถ่ายทอดแนวคิดของการก้าวออกจากตัวตนเดิม ความคิดเดิม รวมถึงความคาดหวังและข้อจำกัดที่เคยฉุดรั้งเราไว้ โดยอะตอมมองว่า บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถเดินหน้าต่ออาจไม่ใช่สิ่งรอบตัว แต่เป็นตัวเราเองที่ยังหวาดกลัวต่อความไม่แน่นอนของสิ่งที่อยู่หลังประตูบานนั้น การตัดสินใจก้าวออกมาจึงเปรียบเสมือน Leap of Faith การยอมก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย แม้ยังไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร ก่อนปล่อยให้ตัวเองได้เรียนรู้ผ่านความสับสนและความเจ็บปวด จนค้นพบ ‘ทางออก’ สู่สิ่งใหม่ที่เสียงข้างในหัวใจเป็นผู้พาไปสำหรับ ‘exit’ สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ของอะตอม ชนกันต์ มีกำหนดปล่อยให้แฟนเพลงได้ฟังพร้อมกันในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยจะเริ่มต้นบทใหม่ด้วยซิงเกิลแรกจากอัลบั้มซึ่งมีกำหนดปล่อยในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ก่อนพาไปทำความรู้จักกับเรื่องราวและบทเพลงอื่น ๆ ที่อะตอมเตรียมถ่ายทอดผ่านอัลบั้มชุดนี้ต่อไปภาพ : atom chanakan

มาลัยกะ คาร จะเป็นตัวแทนประเทศไทยประกวด Miss Cosmo หลังได้รับแต่งตั้งเป็น Miss Cosmo Thailand 2026

13 ส.ค. 2026

มาลัยกะ คาร จะเป็นตัวแทนประเทศไทยประกวด Miss Cosmo หลังได้รับแต่งตั้งเป็น Miss Cosmo Thailand 2026

วงการนางงามไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง ล่าสุด TPN GLOBAL ประกาศแต่งตั้ง มาลัย–มาลัยกะ คาร ขึ้นดำรงตำแหน่ง Miss Cosmo Thailand 2026 พร้อมรับหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวด Miss Cosmo บนเวทีระดับนานาชาติการแต่งตั้งครั้งนี้มาพร้อมการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะราชินีคนใหม่ของเวที Miss Cosmo Thailand ภายใต้คอนเซ็ปต์ A new queen. A new era. โดยมาลัยกะจะเป็นผู้ทำหน้าที่นำเสนอความภาคภูมิใจ พลัง และความงดงามของผู้หญิงไทยสู่เวที COSMOสำหรับมาลัยกะ เธอเพิ่งสร้างผลงานบนเวที Miss World Thailand 2026 ด้วยการคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 ก่อนจะได้รับโอกาสก้าวต่อบนเส้นทางนางงามระดับนานาชาติในฐานะตัวแทนสาวไทยบนเวที Miss Cosmoภาพ : Malaika Khan

น้ำผึ้ง กานต์ธีรา ตัวแทนสาวไทยปรากฏโฉมในชุดไทยจักรี บนเวที Miss World 2026 รอบ Opening Ceremony

13 ส.ค. 2026

น้ำผึ้ง กานต์ธีรา ตัวแทนสาวไทยปรากฏโฉมในชุดไทยจักรี บนเวที Miss World 2026 รอบ Opening Ceremony

น้ำผึ้ง–กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026 ปรากฏโฉมอย่างสง่างามในฐานะตัวแทนสาวไทย บนเวที Miss World 2026 ในรอบ Opening Ceremony ซึ่งเป็นการเปิดตัวผู้เข้าประกวดจากทั่วโลกอย่างเป็นทางการของปีนี้ ท่ามกลางสายตาของแฟนนางงามจากนานาประเทศสำหรับการปรากฏตัวครั้งนี้ น้ำผึ้งมาในชุดไทยจักรี หนึ่งใน 8 แบบของชุดไทยพระราชนิยม ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านผ้าไหมสีแดงเบอร์กันดี จับคู่กับผ้าถุงผ้ายกดอกลำพูนที่ทอสอดดิ้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์แบบโบราณ พร้อมเติมรายละเอียดด้วยเครื่องประดับที่ผสมผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมล้านนาอย่างลงตัวอีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือการนำดอกบัวมาผสมผสานไว้ในองค์ประกอบของชุด เพื่อสื่อถึงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเครื่องแต่งกายบนเวทีระดับนานาชาติการปรากฏตัวในรอบ Opening Ceremony จึงถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของน้ำผึ้งในฐานะตัวแทนสาวไทยบนเวที Miss World 2026 ที่ได้พาความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก และเริ่มต้นเก็บตัวทำกิจกรรมการประกวดเพื่อเป้าหมายพิชิตมงฟ้ากลับไทยอีกครั้งภาพ : Miss World Thailand

บอม อนุรักษ์ น้ำตาไหลตัดสินใจย้ายไปอยู่น่านถาวร ตั้งเป้าเติบโตตามแผนชีวิต พร้อมเปิดโฮมคาเฟ่เล็ก ๆ กับแฟนหนุ่ม

11 ส.ค. 2026

บอม อนุรักษ์ น้ำตาไหลตัดสินใจย้ายไปอยู่น่านถาวร ตั้งเป้าเติบโตตามแผนชีวิต พร้อมเปิดโฮมคาเฟ่เล็ก ๆ กับแฟนหนุ่ม

บอม-อนุรักษ์ บุญเพิ่มพูล หรือ บอม KPN ศิลปินและนักแสดงมากความสามารถ เผยโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผ่านโซเชียลมีเดีย หลังตัดสินใจครั้งสำคัญร่วมกับ มีน-จิรัฏฐ์ เกตุภู่ แฟนหนุ่ม ด้วยการย้ายไปใช้ชีวิตที่จังหวัดน่านอย่างถาวร ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เพื่อเริ่มต้นเติบโตไปด้วยกันตามแผนชีวิตที่ทั้งคู่เคยวางไว้ แม้ยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไร แต่ทั้งคู่เชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกเดินทางครั้งใหม่บอมเล่าว่า ระหว่างการเดินทางทั้งคู่เปิดเพลง ‘พื้นที่เล็ก ๆ’ ของบอย ตรัย และ ‘แล้วเจอกันใหม่’ ของบิวกิ้น จนกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โดยเฉพาะความรู้สึกที่สะท้อนผ่านเรื่องราวของการเติบโตและการเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้บอมย้อนถามตัวเองว่า “ถึงเวลาที่ต้องเติบโตแล้วจริง ๆ หรือยัง” ก่อนจะยอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนี้คือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นการพาตัวเองออกเดินทางเพื่อเริ่มต้นสร้างชีวิตคู่ร่วมกันอย่างจริงจังสำหรับก้าวต่อไปของทั้งคู่ คือการเริ่มต้นจากสิ่งที่รักที่สุด ด้วยการทำ Pop-up Cafe เล็ก ๆ ที่จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ริมถนน บนพื้นที่กว้างที่ให้อารมณ์เหมือนลานเด็กเล่น โดยบอมฝากให้ทุกคนร่วมติดตามการเดินทางครั้งใหม่นี้ พร้อมส่งกำลังใจให้กับทั้งคู่ และขอให้น่านใจดีกับพวกเขาในบทใหม่ของชีวิตภาพ : bomkpn / 29.09.1991m

แฟนคลับปกป้อง ซาน แห่งวง ATEEZ หลังได้รับคอมเมนต์ไม่ให้เกียรติ จากโมเมนต์เตะบอลเปิดเกม Manchester City พบ Atlético de Madrid

11 ส.ค. 2026

แฟนคลับปกป้อง ซาน แห่งวง ATEEZ หลังได้รับคอมเมนต์ไม่ให้เกียรติ จากโมเมนต์เตะบอลเปิดเกม Manchester City พบ Atlético de Madrid

กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ได้รับความสนใจจากแฟน ๆ เมื่อ ซาน (SAN) สมาชิกวง ATEEZ ได้รับเชิญให้ทำหน้าที่เตะบอลเปิดเกมก่อนการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องระหว่าง Manchester City และ Atlético de Madrid ที่ Seoul World Cup Stadium ประเทศเกาหลีใต้ โดยนอกจากโมเมนต์คิกออฟแล้ว ซานยังเรียกเสียงเชียร์จากแฟน ๆ ด้วยการโชว์ท่า Chest Pop จากเพลง BAD ของ ATEEZ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจบนโซเชียลมีเดียอย่างไรก็ตาม หลังจากโมเมนต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป กลับมีความคิดเห็นบางส่วนบนโลกออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์ซานด้วยถ้อยคำรุนแรง ทั้งคอมเมนต์ด้อยค่า เหยียดเพศ และข้อความที่ไม่สร้างสรรค์ จนแฟนคลับจำนวนหนึ่งรวมถึงแฟน ๆ ของศิลปินจากวงอื่น ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นถึงความไม่เหมาะสมของการใช้ถ้อยคำเหล่านั้น โดยมองว่าซานเข้าร่วมงานในฐานะศิลปินรับเชิญพิเศษ และควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพเช่นเดียวกับผู้เข้าร่วมงานทุกคนเหตุการณ์นี้จึงชวนกลับมามองถึงวัฒนธรรมการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์อีกครั้ง เพราะการมีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้พื้นที่นั้นเพื่อทำร้ายหรือลดทอนคุณค่าของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน บุคคลสาธารณะ หรือคนธรรมดาที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาสามารถเกิดขึ้นได้ แต่การเลือกใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์และให้เกียรติกันคือสิ่งที่ทุกคนสามารถช่วยกันสร้างให้เกิดขึ้นได้ เพื่อให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเห็นต่าง แสดงความคิดเห็น และสนุกไปกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบได้ โดยไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นภาพ : ATEEZ

album
efm
-

-